เบาหวานกินของหวานได้ไหม? กินแบบไหน? โรคสงบควบคุมน้ำตาลในเลือดได้
หลายคนอาจทราบดีว่า การกินอาหารหวานจัด ไขมันสูงเป็นประจำเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ หากเป็นเบาหวานแล้ว จะสามารถเติมความหวานได้หรือไม่?
เบาหวาน โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable disease : NCD) อาจเกิดได้จากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเรื้อรังเป็นเวลานาน ทำให้มีผลแทรกซ้อนต่อหลอดเลือดหัวใจ และผลเสียต่ออวัยวะต่างๆ
เบาหวานแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ
- เบาหวานชนิดที่ 1 ที่เกิดจาก พันธุกรรม ภูมิคุ้มกันบกพร่อง และสภาพแวดล้อมของผู้ป่วย
- เบาหวานชนิดที่ 2 ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค ได้แก่ ความอ้วน อายุที่มากขึ้น
- เบาหวานขณะตั้งครรภ์
ซึ่งจะเห็นได้ว่าการกินหวานไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะทำให้เกิดเบาหวานได้หากออกกำลังกายและควบคุมน้ำตาลและออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะประเด็นอยู่ที่ว่า หากกินหวานมากและเป็นประจำ ภาวะที่จะตามมาคือ โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ ฟันผุ เป็นต้น และโรคที่คือเบาหวาน ดังนั้นเราควรกินหวานได้แต่พอดีๆ
เบาหวานกินขนมหวานได้ไหม?
“กินได้!” แต่... ต้องควบคุมให้พอดี อีกทั้งยังต้องปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเฉพาะบุคคลเพราะแต่ละคนความหนักเบาของโรคแตกต่างกัน และทานได้เป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้นเพราะการทานหวานๆ อาจต้องแลกเปลี่ยนกับข้าว ไขมัน และผลไม้ในมื้อนั้น หลักการกินที่แพทย์แนะนำ
- ไอศกรีม 1 ก้อน ให้งดผลไม้และอาหารทอดในมื้อนั้น
- ตะโก้ 4 กระทง (1x1 นิ้ว) ให้งดผลไม้และอาหารทอดในมื้อนั้น
- เค้กไม่มีหน้า 1 อันกลมให้งดข้าว 1 ทัพพีในมื้อนั้น
- ซ่าหริ่ม 1 ถ้วย ให้งดข้าว 1 ทัพพีงดผลไม้และอาหารทอดในมื้อนั้น
สำหรับขนมหวานจัดที่ควรงด เช่น ทองหยิบ ทองหยอด สังขยา ขนมหม้อแกง ขนมเชื่อม ขนมกวน ขนมหน้านวล ขนมอะลัว เป็นต้น นอกจากนี้น้ำหวานทั้งชนิดอัดลมและไม่อัดลม น้ำหวานเข้มข้นผสมน้ำ ลูกอมชนิดต่างๆ ของหวานเหล่านี้ไม่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์อื่นๆ นอกจากน้ำตาล จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นรวดเร็ว ยกเว้นเมื่อผู้ป่วยมีอาการ น้ำตาลในเลือดต่ำ เริ่มรู้สึกหิวจัด เวียนหัว ตาลาย ควรดื่มน้ำหวานไม่เกิน 1 แก้ว
ปริมาณน้ำตาลใน "ขนมไทย" กินได้แต่พอดี ลดเสี่ยงก่อโรคเบาหวาน
อย่างไรก็ตามขอย้ำว่าผู้ป่วยควรกินในระยะที่ควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ และไม่ควรงดข้าวทั้งหมดและรับประทานขนมแทน เพราะผู้ป่วยจะรู้สึกไม่อิ่มทำให้ต้องหาอาหารอื่นรับประทานเพิ่ม ซึ่งจะทำให้อาหารมากกว่าปริมาณที่กำหนด เป็นเหตุให้ไม่สามารถควบคุมน้ำตาลในเลือดได้
การเลือกรับประทานอาหารเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
- ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ ไม่ปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ เนื่องจากจะทำให้รู้สึกหิวและเพิ่มความอยากของหวานมากขึ้น
- ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง กินได้ตามปกติ ไม่ต้องลดลงมาก นอกจากผู้ที่อ้วนให้ลดลงครึ่งหนึ่ง
- ผลไม้กินได้ตามจำนวนที่กำหนด วันละ 2-3 ครั้งแทนขนมเลือกกินผัก ผลไม้ทั้งกากแทนการคั้นดื่มแต่น้ำ
- กินผักให้มากขึ้นทุกมื้อ เลือกเนื้อสัตว์ไม่ติดมันและหนังเลือกกินปลาและเต้าหู้ให้บ่อยขึ้น
- ไข่กินได้สัปดาห์ละ 2-3 ฟอง ถ้าไขมันในเลือดสูงให้งดไข่แดง
- ใช้น้ำมันพืชจำพวกน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำในการทอด ผัดอาหารแต่พอควร
- เลือกดื่มน้ำนมไม่มีไขมัน น้ำนมพร่องมันเนยแทนน้ำนมปรุงแต่งรส
- หลีกเลี่ยงน้ำหวาน น้ำอัดลม ลูกอม ช็อกโกแลตและขนมหวานจัดต่าง ๆ
- หลีกเลี่ยงอาหารใส่กะทิ ไขมันสัตว์ อาหารทอดเป็นประจำรวมทั้ง ขนมอบ เช่น พัฟ เพสตรี้ ฯลฯ
- เลือกอาหารที่มีไขมันน้อย เช่น ต้ม นึ่ง ย่าง ผัด ที่ใช้น้ำมันน้อยแทนการทอด
- รับประทานอาหารสอ่อนเค็ม
ผู้ป่วยโรคเบาหวานในปัจจุบัน มีอิสระในการเลือกอาหารมากขึ้น และอาหารที่แนะนำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานก็ไม่ได้แตกต่างจากอาหารคนปกติทั่วไป เพียงแต่ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการเลือกชนิดอาหาร ปริมาณและการแลกเปลี่ยนและการทดแทนอาหาร เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดรวมทั้งพบแพทย์เพื่อติดตามอาการสม่ำเสมอด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท
กลุ่มอาหารทำลายสมอง เพิ่มความเสี่ยงอัลไซเมอร์-เบาหวาน
เปิดความลับ! คาร์โบไฮเดรตในผัก ที่ผู้ป่วยเบาหวานเลือกกินได้โรคสงบ