ปริมาณน้ำตาลใน "ขนมไทย" กินได้แต่พอดี ลดเสี่ยงก่อโรคเบาหวาน
ขนมไทยในงานมงคลต่างๆ โดยเฉพาะใกล้เทศกาลปีใหม่ มักมีขนมนมเนยและขนมไทยร่วมในลิสต์เฉลิมฉลอง เพราะรสชาติหวานที่ถูกใจ และคุ้ยเคย และขนาดของขนมที่พอดีคำจึงถูกนำเข้าปากได้ง่ายและ แม้จะไม่มีนม เนย แต่ก็มีแป้ง น้ำตาล และไข่เป็นส่วนผสมหลัก แต่หากกินแป้ง หรือน้ำตาลมากเกินไปอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานซึ่งเป็นภัยเงียบ ถ้าหากปล่อยจนเรื้อรังอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เบาหวานขึ้นตา ไตวาย และที่พบเห็นบ่อยคือแผลที่รักษาไม่หาย
สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายแห่งประเทศไทย พบว่าอัตราการบริโภคน้ำตาลของคนไทยได้เพิ่มขึ้นจนถึงปัจจุบัน เฉลี่ยมากถึง 20-26 ช้อนชาต่อคนต่อวัน ซึ่งองค์การอนามัยโลก แนะนำให้รับประทานน้ำตาลเพียงแค่วันละ 6 ช้อนชา (24 กรัม) เทียบง่ายๆ น้ำตาล 4 กรัม เท่ากับ 1 ช้อนชา ซึ่งคนไทยบริโภคน้ำตาลเกินจากปริมาณที่แนะนำหลายเท่าตัว น้ำตาลอาจแฝงมาในหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะขนมไทยชนิดต่างๆ เนื่องจากขนมหวานไทยมีวิธีปรุงและตักแบ่งขายโดยไม่มีบรรจุภัณฑ์มาตรฐานที่ระบุคุณค่าอาหารและปริมาณน้ำตาลไว้ให้เห็นชัดเจน
ปริมาณน้ำตาลในขนมไทยยอดฮิต
- ขนมเปียกปูน 1 ชิ้น ปริมาณน้ำตาล 10 กรัม
- ข้าวต้มมัดไส้กล้วย 1 ชิ้น ปริมาณน้ำตาล 10.5 กรัม
- ข้าวเหนียวสังขยา 1 ห่อ ปริมาณน้ำตาล 19 กรัม
- ข้าวเหนียวหน้าปลาแห้ง 1 ห่อปริมาณน้ำตาล 22 กรัม
- ขนมทองหยอด 1 ลูก ปริมาณน้ำตาล 5.1 กรัม
- ขนมเม็ดขนุน 1 เม็ด ปริมาณน้ำตาล 3 กรัมง
- ขนมฝอยทอง1 แพ ปริมาณน้ำตาล 12.8 กรัม
รู้ได้อย่างไรว่าติดหวาน ?
- อยากกินแต่ขนมหวาน รวมถึงผลไม้รสหวาน ผลไม้แห้งและผลไม้แช่อิ่มบ่อยๆ
- หากไม่ได้กินของหวานจะรู้สึกไม่มีแรง เหนื่อย หงุดหงิด
- หิวบ่อย หรือมักนึกถึงอาหารอยู่เสมอ
- หลังอาหารทุกมื้อต้องตามด้วยของหวาน
- มีของหวานติดบ้านเป็นประจำ
- เติมน้ำตาลในอาหารคาวเกือบทุกจาน
- ดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน ชา กาแฟรสชาติหวาน แทนน้ำเปล่าตลอดทั้งวัน
ตั้งครรภ์ ทำไมต้องเสี่ยงเบาหวาน? รู้ทัน แม่-ลูกปลอดภัยลดเสี่ยงโรคได้!
เลิกหวาน เลี่ยงโรค
- บริโภคหวานแต่พอดี หรือเพียงชิ้นเล็กๆ
- เลือกผลไม้ไม่หวานจัดแทนขนมหรือผลไม้รสหวาน เช่น ชมพู่ ฝรั่ง เป็นต้น
- งดเติมน้ำตาลลงในอาหาร เครื่องดื่ม โดยอาจเริ่มต้นจากลดปริมาณลงเรื่อยๆ จนในที่สุดจึงไม่ต้องเติมอีกเลย
- ดื่มน้ำเปล่า โดยไม่ปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ เนื่องจากจะทำให้รู้สึกหิวและเพิ่มความอยากของหวานมากขึ้น
- กินอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวกล้อง และถั่วเปลือกแข็ง เพื่อช่วยบรรเทาความอยากของหวาน
- เลิกตุนขนมไว้ในบ้าน
- ออกกำลังกายเป็นประจำ
การเลี่ยงของหวาน อาจไม่จำเป็นต้องหักดิบเลิกของหวานโดยเด็ดขาด แต่สามารถทำได้โดยค่อยๆ ลดปริมาณลงวันละนิด จนกว่าร่างกายจะปรับตัวกับความหวานที่น้อยลง
ข้อมูลจาก : โรงพยาบาลสมิติเวช
“อดนอน” ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง การเผาผลาญพัง เสี่ยงเบาหวาน
ข้อควรรู้เมื่อเกิด "แผลในผู้ป่วยเบาหวาน" เหตุผลที่รักษายากเสี่ยงลุกลาม