“กาแฟ”เครื่องดื่มคาเฟอีน-สารต้านอนุมูลอิสระเต็มแก้ว-ใครบ้างไม่ควรกิน!
หากพูดถึงเครื่องดื่มที่ช่วยเพิ่มพลังยามเช้าคงหนีไม่พ้น “กาแฟ” แน่นอนว่ามีสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลากหลาย ทั้งกระตุ้นและต้านมะเร็ง เบาหวานได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่กินได้!
กาแฟ เครื่องดื่มสุดโปรดของใครหลายคน ตัวช่วยปลุกให้ตื่นในตอนเช้า ซึ่งนอกจากมีคาเฟอีนแล้ว ยังมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญและเป็นหนึ่งในสารกระตุ้น (stimulant) การทำงานของสมอง รวมทั้งยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอหรือลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ และมีสารเคมีอื่นๆ ที่มีความน่าสนใจในแง่ของประโยชน์ต่อสุขภาพ มากกว่า 1,000 รายการในกาแฟหนึ่งถ้วยเลยทีเดียว
Freepik/rawpixel.com
กาแฟบด
สารเคมีในกาแฟในแง่สุขภาพ
- คาเฟอีน เป็นสารกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยการทำงานของคาเฟอีนจะปิดกั้นการทำงานของโมเลกุลอะดีโนซีน (Adenosine) ซึ่งเป็นสารเคมีที่ลดการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง และเป็นสารที่ส่งเสริมการนอนหลับเมื่อมันจับกับตัวรับของมัน (
คาเฟอีนและอะดีโนซีน มีโครงสร้างวงแหวนทางเคมีที่คล้ายคลึงกัน โดยคาเฟอีนจะแย่งจับกับโมเลกุลของอะดีโนซีน และปิดกั้นการทำงานของตัวรับอะดีโนซีน ซึ่งจะกีดกันการทำงานโดยปกติของร่างกายในเวลาที่ต้องการพักผ่อนเมื่อรู้สึกเหนื่อยล้า หรืออาจอธิบายได้ว่า เมื่อร่างกายตื่นตัว อะดีโนซีนจะค่อยๆ สะสมมากขึ้นโดยการจับกับตัวรับ ดังนั้นในเวลา 1 วันที่ร่างกายตื่นตัว ร่างกายจะมีอะดีโนซีนจับกับตัวรับมากขึ้น และทำให้รู้สึกง่วงมากขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อร่างกายกำลังพักและนอนหลับ อะดีโนซีนจะค่อยๆ ถูกปลดปล่อยออกมา
หากมีคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ไปขัดขวางการทำงานโดยปกติของอะดีโนซีน โดยคาเฟอีนจะไปแย่งจับกับตัวรับของอะดีโนซีนแทน นั่นจึงทำให้ร่างกายยังคงตื่นตัวอยู่ได้
อย่างไรก็ดี การขัดขวางการทำงานดังกล่าว ยังเป็นสาเหตุของความกระวนกระวายใจและอาการนอนไม่หลับ เมื่อร่างกายได้รับกาแฟในปริมาณมากเกินไป แม้เราจะสามารถยืดเวลาของอาการเหนื่อยล้าและความต้องการการพักผ่อนของร่างกายออกไปได้ด้วยกาแฟ แต่การรับสารกระตุ้นความตื่นตัวในปริมาณที่เกินพอดี อาจนำไปสู่ผลกระทบในเรื่องของความวิตกกังวลและภาวะนอนไม่หลับได้
- กรดคลอโรจีนิก (Chlorogenic acids) เป็นสารประกอบฟีนอล ชนิดหนึ่ง ที่มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่ลดลงของโรคหลอดเลือดหัวใจและเบาหวานชนิดที่ 2 พวกเขายังแสดงให้เห็นว่ามีคุณสมบัติต้านการอักเสบและต้านเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและมีฤทธิ์ต้านการอักเสบอีกด้วย
- ไตรโกนีลีน (Trigonelline) เป็นสารแอลคาลอยด์ มีความเกี่ยวข้องกับการปกป้องสมองจากการถูกทำลาย ปิดกั้นการทำงานของเซลล์มะเร็ง ป้องกันแบคทีเรีย และลดระดับน้ำตาลในเลือดและคอเลสเตอรอลรวม
- คาเฟสตอล (cafestol)หรือสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีคุณสมบัติในการป้องกันและต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ดีสารทั้งสองตัวมีความเชื่อมโยงกับการเพิ่มขึ้นของคอเลสเตอรอล
- สารต้านอนุมูลอิสระกับกาแฟ ร่างกายมีกระบวนการเผาผลาญพลังงาน ซึ่งผลิตพลังงานที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต แต่กระบวนการดังกล่าวก็สร้างของเสียบ่อยครั้งในรูปของโมเลกุลที่ถูกออกซิไดซ์ ซึ่งอาจเป็นอันตรายในตัวเองหรือทำลายโมเลกุลอื่น ๆ ทั้งนี้สารต้านอนุมูลอิสระเป็นกลุ่มโมเลกุลขนาดใหญ่ที่สามารถกำจัดของเสียอันตรายเหล่านั้นได้ โดยสิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะผลิตสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อใช้ในการสร้างสมดุลจากกระบวนการเผาผลาญ
สำหรับสารต้านอนุมูลอิสระในกาแฟ อาจมีผลในการป้องกันและต่อสู้กับมะเร็ง หรือต่อสู้กับความเสียหายของเซลล์ ซึ่งความเสียหายประเภทหนึ่งที่อาจช่วยลดได้คือ การกลายพันธุ์ของ DNA และมะเร็งเกิดจากการกลายพันธุ์ที่นำไปสู่การบิดเบือนของยีน
กาแฟไม่ใช่สิ่งที่กินเท่าไหร่ก็ได้เพราะจะเป็นโทษมากกว่าประโยชน์ โดยปริมาณคาเฟอีนที่ไม่ทำอันตรายต่อหัวใจคือไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน โดยปกติกาแฟ 1 ถ้วย จะมีปริมาณคาเฟอีนประมาณ 100 มิลลิกรัม
เสี่ยงไตวาย! “กาแฟลดน้ำหนัก” เช็กผลข้างเคียง-วิธีตรวจความปลอดภัย
ดื่มกาแฟอย่างไรไม่ให้อ้วน?
ไม่ควรใส่น้ำตาลเฉลี่ยต่อแก้วเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน ที่สำคัญไม่ควรเลือกกาแฟสำเร็จรูป เนื่องจากจะมีครีมและน้ำตาลผสมอยู่แล้ว และหากชงดื่มเป็นกาแฟดำจะดีที่สุด
ใครบ้างไม่ควรบริโภคกาแฟ
- เด็กไม่ควรดื่มกาแฟ เพราะมีผลต่อหัวใจ กระดูก และสมอง
- คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ชินกับการต้องดื่มกาแฟก็สามารถทานกาแฟได้แต่ไม่เกิน 1-2 แก้วต่อวัน และควรใส่กาแฟ 1 ช้อนชาปาด อย่างไรก็ตามคาเฟอีนจะไปขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียมและธาตุเหล็กซึ่งเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นมากสำหรับเด็กในครรภ์
- กาแฟมีฟอสเฟสสูง ไม่เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคไต และผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ไม่ควรดื่มเกินวันละ 3 แก้ว
หากต้องการดื่มกาแฟ ควรดื่มกาแฟในมื้อเช้าเพื่อหลีกเลี่ยงอาการนอนไม่หลับในตอนกลางคืน และใครที่รับทานแคลเซียมเม็ด ควรทานแคลเซียมเม็ดก่อน 2 ชั่วโมงเนื่องจากกาแฟมีคาเฟอีนจะไปขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียม
หากดื่มกาแฟไปแล้วต้องทานแคลเซียมเม็ดหลังจากนั้น 4-6 ชั่วโมง หรือเวลาเรานำนมไปอุ่นให้ร้อนแล้วเติมผงกาแฟลงไป กาแฟก็จะไปขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมในนมถึง 50%
ขอบคุณข้อมูลจาก : สสวท,โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน
"ชา" หรือ "กาแฟ" เช็กประโยชน์ เลือกเครื่องดื่มให้เหมาะกับเรา
ดื่มกาแฟก่อนอาหารเช้า อาจกระตุ้นกรดไหลย้อน-น้ำตาลพุ่ง เครียดกว่าเดิม?