เด็กก็เครียดได้! เช็กสัญญาณผิดปกติ เข้าใจก่อนส่งผลพฤติกรรมและพัฒนาการ
ความเครียดไม่ใช่โรคทางจิตเวชหรือวิกลจริต แต่นับเป็นปัญหาทางจิตใจที่ต้องได้รับการแก้ไขเยียวยา โดยเฉพาะวัยเด็กที่อาจแสดงออกมาทาง ภาวะอารมณ์ดื้อ ก้าวร้าว
หลายคนอาจไม่ทราบว่า เด็กสมัยนี้ก็มีความเครียดไม่แพ้ผู้ใหญ่ แต่การแสดงออกของหนูน้อยวัยใสนั้นจะแตกต่างไป ด้วยเด็กอาจจะยังไม่เข้าใจในเรื่องอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีพัฒนาการทางภาษายังไม่ดีพอ ไม่สามารถพูดสื่อสารความรู้สึกได้มากนัก
จึงแสดงออกมาเป็นปัญหาพฤติกรรมหรืออาการทางกาย เช่น เบื่ออาหาร นอนไม่หลับฝันร้าย ขาดสมาธิ ดื้อ ก้าวร้าว
หากไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไขปล่อยให้เกิดเป็นความเครียดเรื้อรัง รุนแรงและไม่มีผู้ใหญ่คอยให้ความช่วยเหลือ
ก็จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการการเรียนรู้และความจำ โรคทางกาย โรคหัวใจโรคหลอดเลือดสมอง รวมทั้งโรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า ของเด็กตามมาในอนาคตได้ พ่อแม่ผู้ปกครองจึงควรหมั่นสังเกตอาการของลูกดูว่ามีอะไรที่ผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ทั้งในเรื่องความคิด พฤติกรรม อารมณ์ และพัฒนาการ เพราะหากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข อาจเกิดผลเสียในระยะยาวได้
เป็นเด็กก็เครียดได้!
ทุกคนต้องเข้าใจว่า ความเครียดเป็นภาวะอารมณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใดก็ตาม โดยอาการที่พ่อแม่สามารถสังเกตได้ก็คือ
- เด็กวัยก่อนเรียนจะมีอาการต่างๆ เช่น อารมณ์ก้าวร้าวรุนแรง ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ ติดแม่มากขึ้น เจ็บป่วยบ่อยๆ ปวดท้อง ปวดศีรษะ อาเจียน นอนหลับยาก ตื่นกลางดึก ฝันร้าย นอนละเมอ ปัสสาวะรดที่นอน หรือมีพฤติกรรมที่ผิดแปลก เช่น ดูดนิ้ว ดึงผม กัดเล็บ หรือมีคำพูดแง่ลบ เช่น ไม่มีใครรัก
- ส่วนเด็กวัยเรียนที่โตขึ้นมาหน่อยก็จะสามารถเล่าถึงความเครียดที่มีให้เราได้รับรู้มากขึ้น เนื่องจากมีความเข้าใจทางภาษาและสามารถแสดงออกทางความคิดความรู้สึกที่หลากหลายตามวัยหรืออุปนิสัยของเด็กแต่ละคน เช่น เริ่มโกหก เกเร ดื้อ การเรียนแย่ลงไม่ยอมไปโรงเรียน หรืออาจแยกตัวไปอยู่ตามลำพัง มีปัญหาสัมพันธภาพกับเพื่อน ทะเลาะกับพ่อแม่มากขึ้น หรืออาจมีอาการซึมเศร้า โดยจากเดิมเป็นคนพูดเก่งก็กลายเป็นคนพูดน้อยลง เงียบขรึมผิดปกติ เป็นต้น ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านี้จะมีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับระยะเวลา ความรุนแรงของสถานการณ์ที่มากระตุ้น วิธีการปรับตัวของเด็ก และการมีผู้ใหญ่คอยช่วยเหลืออย่างเหมาะสม
เรื่องเล็กของเราอาจเป็นเรื่องเครียดๆ ของเด็ก
ความเครียดเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ลูกยังเป็นวัยทารก หากลูกหิว ผ้าอ้อมแฉะอยากให้อุ้ม หรืออยู่ในภาวะที่รู้สึกไม่สบาย และไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่หรือตอบสนองอย่างเหมาะสม ส่วนใหญ่ความเครียดของเด็กโตมักจะเกี่ยวกับการเรียน ยิ่งในยุคของการแข่งขันที่สูงขึ้น เรื่องของการศึกษาจึงมักเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ที่ทำให้เด็กรู้สึกไม่มีความสุขและเครียดจากการเรียน เช่น
- การบ้านที่มากเกินไป การแข่งขันในเรื่องเรียน การสอบต่างๆ
- การใช้ชีวิตในโรงเรียน เช่น ครูไม่เข้าใจเด็ก เพื่อนแกล้ง โดนบูลลี่ โดนกีดกันออกจากกลุ่ม
- รวมถึงเรื่องของความเปลี่ยนแปลงที่ต้องปรับตัว เช่น เข้าโรงเรียนใหม่ ย้ายบ้าน
- พ่อแม่ทะเลาะเบาะแว้งกันก้าวร้าวรุนแรงหรือเลิกรากันไป
- การสูญเสียคนหรือสัตว์เลี้ยงที่รัก ภัยอันตรายที่มาคุกคาม
- ไม่สามารถออกไปเล่นหรือทำกิจกรรมต่างๆ นอกบ้านได้
- การคาดหวังและกดดันลูกเกินไปของพ่อแม่
ทั้งนี้หากลูกของคุณเป็นเด็กที่มีความวิตกกังวลได้ง่ายไวต่อการกระตุ้น มีความอ่อนไหว ก็อาจมีความเครียดได้ง่ายกว่าเด็กคนอื่นที่ไม่คิดอะไรมาก รวมทั้งความเครียดของพ่อแม่ที่อาจส่งผลต่อไปยังลูกให้เครียดได้ด้วย
พฤติกรรมพ่อแม่บงการชีวิตลูก ทำร้ายเด็กทางอ้อมไม่รู้ตัว
อย่าปล่อยให้ความเครียดเล่นงานลูก
เมื่อเกิดความเครียดขึ้น เด็กอาจจะไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้พ้นจากความเครียดนั้นได้ ดังนั้นพ่อแม่จึงควรหาทางป้องกันและวิธีปฏิบัติเพื่อช่วยคลายเครียดให้แก่เด็กๆ ดังนี้
- การยอมรับในความสามารถของเด็ก พ่อแม่ไม่ควรบังคับให้ลูกทำในสิ่งที่เขายังไม่พร้อม หรือกดดันลูกจนเกินไปโดยเฉพาะเรื่องการเรียน เด็กเเต่ละคนมีความสามารถ มีสิ่งที่ชอบ และความถนัดที่แตกต่างกัน หากลูกได้เรียน ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบและมีความสนใจเป็นพิเศษ ก็จะทำให้เขาเกิดความกระตือรือร้น มีความเข้าใจ และมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว
- พูดคุยสนทนากันอย่างสร้างสรรค์ พ่อแม่ควรให้ความสำคัญกับการพูดคุยกันในทางบวก การชมเชยและการให้กำลังใจลูก พร้อมรับฟังความคิดเห็นของเขาด้วยความห่วงใยและเข้าใจ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี
- ทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว ใช้เวลากับลูกของคุณด้วยการทำกิจกรรมที่คุณและลูกชอบร่วมกันด้วยความสนิทสนม เช่น เล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย ท่องเที่ยว เล่นดนตรี ทำงานศิลปะ ฯลฯ
- เสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ๆ นอกจากการเรียน ควรให้ลูกได้เรียนรู้ปรับตัวด้านสังคมควบคู่กันไป โดยให้เขาได้ทำกิจกรรมอื่นและเล่นกับเพื่อนๆ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้และทดลองทำในสิ่งที่แปลกใหม่ เพื่อให้เขาได้ปรับตัวเข้ากับสังคมและรู้จักกับความผิดพลาดบ้าง เด็กๆจะได้เกิดการเรียนรู้ รู้จักปรับตัว หรืออาจมีสถานการณ์ที่ต้องแก้ปัญหา ฝึกความอดทนและยืดหยุ่นมากขึ้น
- การแสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม การให้ลูกเรียนรู้ที่จะแสดงอารมณ์ออกมาอย่างเหมาะสมเป็นเรื่องจำเป็น เช่น ไม่ควรตามใจเด็กมากเกินไป อาจให้เด็กร้องไห้บ้าง แล้วเมื่อเด็กหยุดร้องไห้ ก็อธิบายเหตุผลให้เด็กได้ทราบถึงข้อดีข้อเสีย เพราะในบางครั้งการได้ร้องไห้ก็เป็นการระบายความเครียดได้ดีอีกอย่างหนึ่ง และเด็กจะได้ไม่เก็บความเครียดสั่งสมเอาไว้
อย่างไรก็ตามความเครียดไม่ใช่โรค แต่หากเมื่อไรที่แวะเวียนเข้ามาจนกัดกินความสุขและส่งผลเสียกับเด็กได้เช่นกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมสุขภาพจิต
“โรคไม่รู้จักความลำบาก” ปัญหาการสปอยล์ลูกมากเกินไปของพ่อแม่ยุคใหม่
เทคนิคเพิกเฉยสำหรับพ่อแม่มือใหม่ปราบ"เด็กดื้อ ก้าวร้าว" อยู่หมัด!