ลบความเชื่อผิดๆ “โรคแพนิค” ภาวะทางจิตใจไม่ใช่แค่ความวิตกกังวลธรรมดา
หากคุณกำลังรู้สึกตื่นตระหนกหรือหัวใจเต้นรัวโดยไม่ทราบสาเหตุ นั่นอาจหมายถึงคุณกำลังเผชิญกับ "โรคแพนิค" ซึ่งเป็นภาวะทางจิตใจที่ทำให้เกิดอาการวิตกกังวลหรือตื่นกลัวอย่างรุนแรงและฉับพลัน โรคนี้ไม่ใช่แค่ "ความวิตกกังวลธรรมดา"
โรคแพนิค (Panic Disorder) ภาวะทางจิตใจที่ทำให้เกิดอาการตกใจ วิตกกังวล หรือรู้สึกกลัวอย่างรุนแรงแบบทันทีทันใด โดยไม่มีสาเหตุชัดเจนหรือเรื่องที่ให้ต้องตกใจ มักเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและส่งผลให้ร่างกายและจิตใจเกิดความไม่สมดุล ซึ่งอาจทำให้คนที่ประสบกับอาการนี้รู้สึกหวาดกลัวสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคร้ายแรง หรือถึงขั้นคิดว่าตัวเองกำลังพบเจอกับอะไรร้ายแรงถึงขั้นชีวิต
Freepik/Redlof Oasis
โรคแพนิค
อาการจาก “โรคแพนิค” เป็นแบบไหน?
- หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นแรงหรือเต้นผิดจังหวะ
- เหงื่อออกมาก โดยเฉพาะบริเวณฝ่ามือหรือเท้า
- รู้สึกหนาวสั่นหรือร้อนรุ่ม อาจเกิดขึ้นสลับกัน
- หายใจไม่อิ่ม รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง อึดอัด
- รู้สึกเหมือนจะหมดสติ วิงเวียนศีรษะหรือเห็นภาพลาย
- รู้สึกกลัวว่าจะตาย หรือกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ร้ายแรงกับตนเอง
- มีอาการชาและรู้สึกเสียวปลายมือปลายเท้า
อาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้พร้อมๆ กันภายในไม่กี่นาทีและอาจกินเวลานานถึง 10-20 นาที โดยบางครั้งอาจเกิดซ้ำอีกครั้งโดยไม่มีสัญญาณบอกล่วงหน้า
สาเหตุหรือสิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคแพนิค
- พันธุกรรม ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคแพนิค มักมีความเสี่ยงที่จะพบกับอาการนี้มากกว่าคนทั่วไป
- ความเครียดเรื้อรัง การเผชิญกับเหตุการณ์ที่กดดันหรือการมีภาวะเครียดสะสม เช่น การทำงานหนัก การเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ในชีวิต หรือการสูญเสียบุคคลสำคัญ ความกลัวเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการแพนิคได้ง่ายขึ้น
- ความไม่สมดุลของสารเคมีในสมอง การทำงานของสารสื่อประสาทบางชนิดที่ผิดปกติไปอาจทำให้สมองตอบสนองต่อความเครียดได้ไวและรุนแรงเกินกว่าปกติ
- ปัจจัยทางจิตใจ ผู้ที่มีประสบการณ์เผชิญกับเหตุการณ์ร้ายแรง เช่น อุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ที่ทำให้ตกใจกลัว อาจทำให้เกิดอาการแพนิคในภายหลัง
- โรคทางกายบางประเภท บางครั้งอาการแพนิคอาจเป็นผลกระทบมาจากโรคอื่นๆ เช่น โรคหัวใจ หรือภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ซึ่งทำให้มีอาการที่คล้ายคลึงกัน
วิธีการจัดการและรับมือกับโรคแพนิค
แม้ว่าโรคแพนิคจะเป็นอาการที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ชัดเจน แต่การเรียนรู้วิธีจัดการอย่างเหมาะสมจะช่วยลดความรุนแรงของอาการได้ การรักษาโรคแพนิคสามารถทำได้หลายวิธี โดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและความต้องการของผู้ป่วย ซึ่งมีวิธีการหลักๆ ดังนี้
- การรักษาด้วยยา แพทย์อาจแนะนำการใช้ยาที่ช่วยควบคุมการทำงานของสมองเพื่อลดอาการ โดยยาที่ใช้รักษาโรคแพนิคส่วนใหญ่มักเป็นยากลุ่มยากล่อมประสาท (Benzodiazepines) หรือยากลุ่มยาต้านซึมเศร้า (SSRIs) โดยยากลุ่มนี้จะช่วยควบคุมอาการของโรค ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสงบมากขึ้น
- การบำบัดทางจิตวิทยา การบำบัดด้วยการปรับความคิดและพฤติกรรม (CBT) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคแพนิค โดยจะเน้นการฝึกฝนให้ผู้ป่วยสามารถเผชิญกับความกลัวได้อย่างมีเหตุผลและควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นต้นเหตุของความกลัวและความกังวล
การบำบัดด้วยการฝึกการหายใจและการผ่อนคลาย ช่วยลดอาการทางร่างกายที่เกิดขึ้นเมื่อเกิดแพนิค เช่น การฝึกหายใจลึกๆ และการฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ วิธีเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น
การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
- การออกกำลังกายเป็นประจำ
- การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้อาการกำเริบ เช่น การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน การสูบบุหรี่ หรือการใช้สารเสพติดต่างๆ
ลบความเชื่อผิดๆ ของ “โรคแพนิค” และขอความช่วยเหลืออย่างถูกต้อง
ผู้ที่ประสบกับอาการแพนิค ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาอ่อนแอหรือไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ โรคแพนิคเป็นภาวะที่สามารถรักษาได้ด้วยการรับการรักษาและการสนับสนุนที่เหมาะสมและถูกต้อง การปรึกษาแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อหาทางออกและรับวิธีการรักษาที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ
การเปิดใจยอมรับว่าตนเองกำลังประสบกับโรคแพนิคและยอมรับความช่วยเหลือจากคนรอบข้างหรือผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพจิต ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญต่อการฟื้นฟูและการเอาชนะความกลัวในใจของตนเอง อย่าปล่อยให้อาการแพนิคกลายเป็นข้อจำกัดในชีวิตของคุณ
ดังนั้น หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการแพนิค ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่และมีความสุขมากขึ้นได้
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ
ขี้โมโห หดหู่ง่าย สัญญาณโรคซึมเศร้า เป็นนานเกิน 2 สัปดาห์รีบพบแพทย์