ผลวิจัยจากฝรั่งเศสพบวัคซีนป้องกันฝีดาษลิงใน "กลุ่มเสี่ยง-ผู้ป่วย" 96%
ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ เปิดผลวิจัยจากฝรั่งเศส ชี้การฉีดวัคซีนให้ผู้สัมผัสใกล้ชิดและผู้ป่วยฝีดาษลิงภายใน 11 วัน ยังป้องกันการติดเชื้อได้ 96%
ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยข้อมูลผ่านเฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics ระบุว่า มีข้อมูลใหม่จากทีมวิจัย “ฝรั่งเศส” บ่งชี้ว่าการฉีดวัคซีนให้กับผู้สัมผัสใกล้ชิด กับผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงภายใน 11 วัน ยังสามารถป้องกันการการติดเชื้อไวรัสฝีดาษลิงได้ถึง 96% โดยยังคงพบผู้ติดเชื้อ 4% (Monkeypox Breakthrough Infections) แต่ไม่แสดงอาการของโรคที่รุนแรง
.
ทีมวิจัยจาก “ฝรั่งเศส” ได้ติดตามอาสาสมัครผู้ที่ได้รับวัคซีน (IMVANEX®) หนึ่งโดสหลังสัมผัสกับผู้ติดเชื้อฝีดาษลิง ระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม - 13 กรกฎาคม 2565
วัคซีนที่ใช้เป็นวัคซีน “เชื้อเป็น” มีชื่อว่า vaccinia Ankara (MVA) มีรหัสพันธุ์ทั้งจีโนมใกล้เคียงกับไวรัสฝีดาษม้า ถูกดัดแปลงทางพันธุ์กรรมให้เชื้อไม่เพิ่มจำนวนในร่างกายมนุษย์ ผลิตโดย บริษัท Bavarian Nordik และได้รับอนุญาตให้ใช้ได้ตั้งแต่ปี 2556 ในยุโรปภายใต้ชื่อทางการค้า IMVANEX®
เปิดแนวทางการรักษา "ฝีดาษลิง" ผู้ป่วยที่มีโอกาสเสี่ยงต่อโรครุนแรง
พบแล้ว! ชายไนจีเรียป่วย “ฝีดาษลิง” ถูกจับกุมได้ในกรุงพนมเปญ
หน่วยงานระดับสูงด้านสุขภาพของฝรั่งเศส (HAS) ได้แนะนำการฉีดวัคซีน หลังการสัมผัสจำนวน 2 โดส เว้นระยะห่าง 28 วัน เข็มแรกควรได้รับภายใน 4 วันภายหลังการสัมผัสกับผู้ป่วยโรคฝีดาษลิงที่ได้รับการยืนยันด้วย PCR และไม่เกิน 14 วันหลังจากสัมผัส
การแพร่เชื้อระหว่างคนสู่คน สามารถติดต่อกันได้จากสารคัดหลั่งจากตุ่มแผล จมูก ลำคอ ช่องคลอด ทวารหนัก ของผู้ติดเชื้อฝีดาษลิง ไปยังผิวหนังที่เป็นแผลสดหรือเยื่อบุผิวในปาก จมูก ช่องคลอด ทวารหนัก ฯลฯ ของผู้ใกล้ชิด หรือจากการติดเชื้อทางอ้อมจาก พื้นผิววัตถุที่ปนเปื้อน (fomites) กับสารคัดหลั่ง หนองจากตุ่มของผู้ติดเชื้อไวรัสฝีดาษลิง
ในฝรั่งเศสผู้ที่จะได้รับวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษลิง (IMVANEX®) หลังการสัมผัสกับผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงมีข้อกำหนดดังนี้
- มีการสัมผัสทางผิวหนังกับผิวหนังหรือเยื่อเมือกโดยตรงรวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ ทางปาก ช่องคลอด ทวารหนัก กับผู้ป่วยโรคฝีดาษลิงที่ได้รับการยืนยัน (ด้วย PCR)
- มีการสัมผัสทางอ้อมกับผู้ป่วยฝีดาษลิงผ่านสิ่งของที่ใช้ร่วมกัน (fomite) เช่น เสื้อผ้าสิ่งทอ หรือ sex toy ที่ใช้ร่วมกันโดยยังไม่ได้ชำระล้างฆ่าเชื้อ
- มีการสัมผัสกับหยดละอองฝอยจากการไอจามจากผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงที่อยู่ห่างกันน้อยกว่า 2 เมตร แต่อยู่ใกล้ชิดกันอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
ทั้งนี้ อาสาสมัครในงานวิจัยนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย (91%, n=250) และ ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย (88%, n=233)
โหมดของการสัมผัสรับเชื้อคือ
- สัมผัสกับสารคัดหลั่งจากผู้ติดเชื้อจำนวน 240 ราย (91%)
- การสัมผัสกับผู้ติดเชื้อทางอ้อม เช่น สัมผัสกับวัตถุปนเปื้อนสารคัดหลั่ง 189 (71%)
- มีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อโดยไม่ป้องกัน 146 (54%)
จากอาสาสมัครจำนวน 276 ราย ได้รับวัคซีน IMVANEX® หนึ่งโดส ภายใน 11 วันหลังการสัมผัสกับผู้ติดเชื้อฝีดาษลิง ยังคงพบผู้ติดเชื้อ 12 ราย (4% Monkeypox Breakthrough Infections) แต่ไม่มีอาการของโรคที่รุนแรง
ชี้ให้เห็นว่าวัคซีนสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ดีถึง 96% แม้จะฉีดหลังการสัมผัส โดยไม่แสดงผลข้างเคียงจากวัคซีนที่ไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง
อาสาสมัคร 10 ใน 12 คน แสดงอาการใน 5 วันหลังจากการฉีดวัคซีนและอีก 2 คน แสดงอาการในวันที่ 22 และ 25 ตามลำดับ
เบลเยียมพบฝีดาษลิงแพร่ในกลุ่มชายรักชายได้โดยไม่แสดงอาการ 1.3%
ในขณะเดียวกันทีมวิจัยจาก “เบลเยียม” พบว่า ไวรัสฝีดาษลิงสามารถแพร่ติดต่อกันได้โดยไม่แสดงอาการ (Asymptomatic infection) ถึง 1.3% ในกลุ่มของชายรักชาย ทำให้ระบบการเฝ้าระหว่างไวรัสฝีดาษลิงทั่วโลกควรให้ความสำคัญกับผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการไม่น้อยไปกว่าผู้ติดเชื้อที่แสดงอาการ
สำหรับงานวิจัยจากเบลเยียม ทีมนักวิจัยได้นำตัวอย่างจากการสวอปบริเวณ “ทวารหนัก/คอหอย” ที่จัดเก็บด้วยตนเองของชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย (self collected anorectal swab) ที่มารับการตรวจกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) ที่คลินิกสุขภาพทางเพศในเดือนพฤษภาคม 2565 จำนวน 225 ราย สามารถตรวจหาไวรัสฝีดาษลิงด้วยเทคนิค PCR จำนวน 4 ราย หนึ่งรายแสดงอาการอีกสามรายมีการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการ คิดเป็นการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการ 1.3%
โดยปริมาณไวรัสที่พบในทวารหนักสูงใกล้เคียงกับตุ่มแผลที่พบได้ทั่วไปบริเวณผิวหนังของผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงในลักษณะที่แสดงอาการ (symptomatic infection) โดยมีค่า CT ประมาณถึง 20
อ่านเพิ่มเติม:
Breakthrough infections after post-exposure vaccination against Monkeypox
ไทยพบโควิด BA.2.75 แล้ว 5 ราย BA.4.6 ยอดสูงขึ้น แต่ WHO ยังไม่จับตา
เริ่มวันแรก! สปสช.ส่ง "โมลนูพิราเวียร์" ให้กลุ่ม 608 ผ่าน Telemedicine