คกก.สุขภาพจิตแห่งชาติ เห็นชอบร่างแผนพัฒนาสุขภาพจิตแห่งชาติระยะที่ 2
คกก.สุขภาพจิตแห่งชาติเห็นชอบร่างแผนพัฒนาสุขภาพจิตแห่งชาติระยะที่ 2 ที่กำหนด “ให้คนทุกช่วงวัยมีปัญญา อารมณ์ดี มีความสุข และอยู่ในสังคมอย่างทรงคุณค่า”
ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้รับมอบหมายจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2565 และให้สัมภาษณ์ว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ.2565 มีการผลักดันให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการประสานงานเพื่อบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยสุขภาพจิตระดับจังหวัดครบทั้ง 76 จังหวัด ดำเนินงาน 6 ประเด็น ได้แก่
- สร้างเสริมความเข้มแข็งทางใจ
- ลดอัตราการฆ่าตัวตาย
- ดูแลผู้ป่วยจิตเวช ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (SMI-V)
- ดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยงจากสถานการณ์โควิด-19
- ดูแลผู้ป่วย Long COVID-19
- ติดตามและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยจิตเวชเนื่องจากสารเสพติด
ทั้งหมดนี้ถือเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ภาคส่วนต่าง ๆ บูรณาการความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตของทุกกลุ่มวัยในชุมชน นอกจากนี้ยังมีความก้าวหน้าเรื่องการดูแลช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตแก่กลุ่มนักเรียน นักศึกษา ในสถานศึกษาและมหาวิทยาลัย รวมถึงสร้างมาตรฐานการให้บริการด้านจิตวิทยาการปรึกษาด้วย
ดร.สาธิต กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้พิจารณา (ร่าง) แผนพัฒนาสุขภาพจิตแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2561-2580) ระยะที่ 2 (พ.ศ.2566-2570) ที่กำหนดวิสัยทัศน์ว่า “คนทุกช่วงวัยมีปัญญา อารมณ์ดี มีความสุข และอยู่ในสังคมอย่างทรงคุณค่า” มีเป้าหมาย 7 ประเด็น ได้แก่
- เด็กมีความฉลาดทางสติปัญญา (IQ)
- เด็กมีความฉลาดทางอารมณ์ (EQ)
- ครอบครัวมีความเข้มแข็งและอบอุ่น
- คนไทยมีสุขภาพจิตดี
- ลดอัตราการฆ่าตัวตาย
- จังหวัดมีการบูรณาการงานสุขภาพจิตตามมาตรฐาน
- ประเทศไทยมีคะแนนความสุข (World Happiness Index) เพิ่มขึ้น
โดยให้ฝ่ายเลขานุการปรับปรุงตามข้อเสนอในที่ประชุม และเสนอแผนต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป
นอกจากนี้ ได้พิจารณาแนวทางการดูแลความรุนแรงทั้งต่อตนเอง ต่อผู้อื่นและต่อสังคม โดยจัดระบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวช (Severe Mental Illness with Violence : SMI-V) ตั้งแต่การคัดกรองผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง, การส่งต่อผู้ป่วย เพิ่มการเข้าถึงบริการด้วยความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมกับสายด่วน 1669 และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น, การดูแลรักษาโดยทีมสหวิชาชีพในโรงพยาบาล และฟื้นฟูด้วยระบบ case management โดยชุมชน
ซึ่งที่ประชุมได้มอบให้คณะอนุกรรมการระดับจังหวัดจัดทำแผนให้ครอบคลุมและเหมาะสมกับบริบทในพื้นที่ และนำเสนอความก้าวหน้าในการประชุมครั้งต่อไป