ส่องสถิติแอลกอฮอล์ย้อนหลัง หลังไทยปลดล็อกสุราพื้นบ้าน
เปิดสถิติการดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทยย้อนหลัง หลัง ครม.ผ่านกฎหมายสุราพื้นบ้าน และราชกิจจาฯประกาศให้มีผลบังคับใช้แล้ววันนี้
หลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ร่างกฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. ... โดยมีเหตุผลเพื่อเปิดโอกาสให้การผลิตสุราสามารถดำเนินการได้ง่ายขึ้น ด้วยการปลดล็อกให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถผลิตสุราพื้นบ้านได้ รวมทั้งยกเลิกการกำหนดจำนวนทุนจดทะเบียน และกำลังการผลิตขั้นต่ำ
เพราะหวังยกระดับสุราชุมชนจากขนาดเล็กไปสู่ขนาดกลาง ซึ่งจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และเปิดโอกาสธุรกิจให้เติบโตสามารถขยายกิจการได้
รวมถึงยังเป็นการส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการนำสินค้าเกษตรมาแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสุราพื้นบ้านต่างๆ อันเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้น
สถิติการบริโภคแอลกอฮล์ นักดื่มไทยหน้าใหม่ปี 64 เพิ่มขึ้นเท่าตัว
วันนี้ทีมข่าวนิวมีเดียพีพีทีวีได้นำ สถิติการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ย้อนหลัง จากกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง และกองยุทศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่า คนไทยบริโภคสุรากลั่นเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากที่สุด โดยในปี 2560 ดื่มไป 4.86 กรัม และอยู่ในระดับทรงๆ ตัว คือ 4.00, 4.78, 5.67 และ 5.01 กรัมต่อหัวประชากรรายปีจนถึงปี 2564 ตามลำดับ
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่คนไทยดื่มรองลงมา คือ เบียร์ โดยมีแนวโน้มค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือ 2.29, 1.79, 1.85, 1.85, และ 1.94 กรัมต่อหัวประชากรรายปี ตั้งแต่ปี 2560-2564
ส่วนการดื่มไวน์ของคนไทยนั้น อยู่ในระดับทรงๆ ตัว คือ 0.18, 0.20, 0.23, 0.18 และ 0.17 กรัมต่อหัวประชากรรายปี ตั้งแต่ปี 2560-2564
นอกจากนี้ ยังมีจุดที่น่าสนใจคือ สถิติจำนวนนักดื่มหน้าใหม่ในปี 2564 เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากปี 2560 อยู่ที่ 3% เป็น 6%
แอลกอฮอล์สาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตไทย
หลังร่างกฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว แนวโน้มการผลิตสุราภายในประเทศไทยอาจเพิ่มขึ้น ดังนั้นความสำคัญในการดูแลสุขภาพ กินอย่างไรให้ปลอดภัยนั้นสำคัญมาก เพราะหากไม่ควบคุมปริมาณการดื่มให้ดีๆ อาจกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตได้
โดย ข้อมูลจากศูนย์วิชาการความปลอดภัยทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 พบว่า แอลกอฮอล์เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตมากถึง 5,387 คน มากกว่าปี 2563 ถึง 17% และข้อมูลระหว่างปี 2550-2564 คนไทยมีพฤติกรรมดื่มประจำถึง 44% ในจำนวนนี้กว่า 1 ใน 3 หรือ 36% ดื่มหนัก และมีพฤติกรรมการดื่มแล้วขับสูงถึง 31% อันเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้คนไทยเสียชีวิต
“พิษสุราเรื้อรัง" ภาวะเสพติดลงแดงง่ายเสี่ยงหลายโรค
เปิดกฎกระทรวง "ผลิตสุรา" ใหม่ ประกาศในราชกิจจาฯ แล้ว
โรคร้ายจากแอลกอฮอล์
ไม่เพียงแต่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตจากการเมาแล้วขับ ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณไม่มาก แต่ดื่มอย่างสม่ำเสมอ เมื่อคอแข็งมากขึ้นเรื่อย ๆ และดื่มในปริมาณที่เพิ่มขึ้นทุกวัน แม้ว่าบุคคลผู้นั้นจะไม่เคยเมาเลยก็ตาม แต่ยิ่งจำนวนแอลกอฮอล์มากขึ้นผลที่ตามมา ก็คือการทำร้ายสุขภาพไม่ว่าจะเป็นหัวใจ สมอง ระบบประสาท กระเพาะอาหารและตับ รวมถึงยังเพิ่มความเสี่ยงเกิดมะเร็งในช่องปาก ลำคอกล่องเสียง และหลอดอาหาร ดังนี้
1.) ผลต่อหัวใจ พบว่าการดื่มในปริมาณมากจะทำให้มีความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจไม่แข็งแรง และเกิดหัวใจวายได้ง่าย
2.) ผลต่อตับ พบว่าการดื่มจะทำให้เกิดโรคตับแข็งได้ ตับที่ถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์จะไม่สามารถทำหน้าที่ที่จำเป็นได้ไม่ว่าจะเป็นกรรมวิธีในการย่อยสลายสารอาหารต่าง ๆ หรือการเปลี่ยนแปลงของยาที่รับประทานเข้าไป บางรายอาจมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง มักอาเจียนเป็นเลือด
3.) ผลต่อผิวหน้า แอลกอฮอล์ทำให้หลอดเลือดขยายตัว ผิวหน้าจะเห็นเป็นสีแดงเรื่อ ๆ มีผลทำให้ร่างกายสูญเสียความร้อนออกไปบางส่วนจากทางผิวหน้าจนบางครั้งอาจเกิดอาการหนาวจนสั่น หรือเกิดโรคปอดบวมได้ง่ายในฤดูหนาว
4.) ผลต่อสมอง บางคนเชื่อว่าทานเหล้านิดหน่อยจะช่วยกระตุ้นสมองให้กระฉับกระเฉง แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น แอลกอฮอล์จะมีฤทธิ์กดการทำงานของสมองถ้าดื่มมาก ๆ เข้า จะทำให้ความจำเสื่อม การตัดสินใจไม่เหมาะสม สมาธิเสียไปโกรธง่ายการพูดจะช้าลง สายตาพร่ามัวและการทรงตัวเสียไป
5.) ผลต่อกระเพาะอาหาร มีผลทำให้กระเพาะอาหารอักเสบอย่างฉับไวทันทีภายหลังดื่มในปริมาณมากซึ่งบางครั้งอาจทำให้เกิดเลือดออกในกระเพาะอาหารได้
6.) ผลต่อระบบสืบพันธุ์ ในเพศชายอาจเกิดการเลื่อมสมรรถภาพทางเพศ ในผู้หญิงตั้งครรภ์จะมีผลร้ายต่อทารกทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ
ทั้งนี้แม้กฎหมายสุราพื้นบ้านจะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่จะต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ต้องการได้หรือไม่
ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง และกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ โรงพยาบาลกรุงเทพ