สธ. เผย 3 แนวทางดูแลบุคลากรทางการแพทย์ หลังเหตุปะทะคารม รพ.เชียงแสน
กรมสุขภาพจิต เผย 3 ข้อแก้ปัญหาความเครียดบุคลากรทางการแพทย์ หลังกรณี โรงพยาบาลเชียงแสน
จากกรณีโลกออนไลน์มีการแชร์คลิปวิดิโอการปะทะคารมระหว่างแพทย์หญิงและญาติคนไข้ ใน โรงพยาบาลเชียงแสง จ.เชียงราย ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงถึงพฤติกรรมดังกล่าว และล่าสุดทางโรงพยาบาลได้มีการออกประกาศผ่าน เฟชบุ๊ก โรงพยาบาลเชียงแสน ว่า เบื้องต้นคณะกรรมการจังหวัด มีการสั่งพักงานแพทย์ อย่างไม่มีกำหนด และรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป
ขณะที่ด้าน นายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต ก็ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่า
เรื่องนี้อยากให้มองอย่างเข้าใจกลุ่มวิชาชีพแพทย์ ถือว่าเป็นกลุ่มอาชีพที่มีความเครียดสูง และถูกกดดันจากความคาดหวังของคนไข้และญาติ ทำให้เครียดได้ง่าย จะบอกว่าใครถูกผิดในโลกความจริง ไม่มีใครถูกหรือผิด 100% และไม่อยากให้เกิดดราม่า หลังจากมีการโทรศัพท์ไปต่อว่าโรงพยาบาลหรือพยายามสืบค้นข้อมูลประวัติของหมอที่มีข้อพิพาทกับคนไข้ เกิด Hate speed สร้างความเกลียดชัง ทั้งที่ทุกคนสามารถเกิดความเครียดกันได้
3 แนวทาง แก้ปัญหาความดึงเครียด ในการปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ส่วนเรื่องบทลงโทษไม่ควรมีแค่ทางวินัยอย่างเดียว เพราะเรื่องแบบนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้น และเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่ากลุ่มวิชาชีพแพทย์มีความเครียดสูง ต้องมีแนวทางอื่นควบคู่กับทางวินัย และแนวทางป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น เช่น
- มาตรการสำรวจสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน ควรดำเนินการควบคู่กับทางวินัยทุกครั้งที่เกิดปัญหา เพื่อให้เกิดการแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นทุกครั้งที่เกิดเรื่อง จะสิ้นสุดที่มาตรการทางวินัย ภาวะฟิวส์ขาด ไม่ว่า คนไข้ หรือหมอ เกิดขึ้นกันได้ทุกคน
- มาตรการในโรงพยาบาล ควรมีมาตรการสำรวจสุขภาพจิตบุคลากรด้วย เพื่อช่วยลดปัญหาความเครียดจากการทำงาน
- การเพิ่มอัตรากำลังของกระทรวงสาธารณสุข ก็เป็นอีกมาตรการที่ต้องทำคู่ขนาน เพื่อลดภาระงาน ต้องมี 3 อย่าง ถึงจะแก้ไขได้ มาตรการทางวินัย ,มาตรการทางสุขภาพจิต และการเพิ่มอัตรากำลังเพื่อลดภาระงานของแพทย์
“กรมสุขภาพจิต”ยืนยันอ้างป่วยจิตเวชละเว้นความผิดไม่ได้
นอกจากนี้ทีมข่าวนิวมีเดีย ยังได้รวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งข้อมูลณ.วันที่ 12 พ.ค. ได้มีรายงานผลการคำนวณการจัดเครือข่ายบริการสุขภาพของหน่วยบริการสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) จำนวน 10,526 แห่ง ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปฐมภูมิถึงตติยภูมิ และ พิจารณาเฉพาะวิชาชีพพยาบาล แพทย์ เภสัชกร และ ทันตแพทย์ พบว่า สาขาวิชาชีพที่ขาดแคลนมากที่สุด คือ พยาบาล ทันตแพทย์และแพทย์ ที่ เฉลี่ยขาดแคลนถึง 31, 29, และ 26 เปอร์เซนต์ ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับกรอบอัตรากำลังขั้นต่ำแล้ว ขาดแคลนพยาบาลรวมทั้งสิ้นประมาณ 16,000 คน และ ขาดแคลนแพทย์ ทันตแพทย์ และ เภสัชกร ประมาณ 3,400 คน 1,000 คน และ 250 คน ตามลำดับ
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก : thecoverage