จับตา! ไข้กาฬหลังแอ่น หลัง จ.กระบี่พบเสียชีวิต 1 ราย เข้าข่ายอีกเป็น 10 คน
ไข้กาฬหลังแอ่น ถูกหยิบยกขึ้นมา พูดคุยอีกครั้งหลังพบผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตที่จ.กระบี่ ซึ่งจากสถิติพบไม่บ่อยนักในไทย ลุกลามค่อนข้างเร็ว มีผลทำให้เสียชีวิตได้
จากกรณีที่ พบผู้ป่วยเข้าข่ายโรคไข้กาฬหลังแอ่น 6 คน และเสียชีวิต 1 คน ในโรงเรียนปอเนาะ ในพื้นที่หมู่ 6 ต.ห้วยน้ำขาว อ.คลองท่อม จ.กระบี่ โดยมาเข้ารับการรักษาด้วยอาการไข้ มีผื่นใต้ผิวหนัง เช่นเดียวกัน ซักประวัติพบว่ามาจากที่เดียวกันนอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยสงสัย 31 คน ในจำนวนนี้ 10 คน เป็นผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่ายสงสัย ซึ่งขณะนี้รอผลจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อวินิจฉัย ขณะที่ สสจ.กระบี่ ได้สั่ง ปิดโรงเรียนปอเนาะ 20 วันคุมสถานการณ์
โรคไข้กาฬหลังแอ่น เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Neisseria Meningitides อีกชื่อหนึ่ง คือ Meningococcul สามารถพบได้ทั่วโลก และมีการระบาดประปราย แต่สำหรับประเทศฝั่งยุโรป เช่น อังกฤษและ ประเทศในเขต Meningitis belt ในแอฟริกา ตั้งแต่ประเทศแกมเบีย บูร์กินาฟาโซ เซเนกัล กีนี ไล่ไปทางตะวันออกจนถึงประเทศเอธิโอเปีย พบว่ามีการระบาดค่อนข้างสูง และเป็นโรคที่มีการลุกลามค่อนข้างเร็ว มีผลทำให้เสียชีวิตได้ และถึงแม้จะสามารถรักษาได้ก็เสี่ยงต่อความพิการได้เช่นกัน ไข้กาฬหลังแอ่นที่มักพบได้บ่อยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ มีระยะเพาะเชื้อประมาณ 4 วัน และอาจเริ่มมีอาการให้เห็นตั้งแต่ประมาณ 2-10 วันหลังจากสัมผัส
ไข้กาฬหลังแอ่นชนิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningococcal Meningitis) เป็นไข้กาฬหลังแอ่นชนิดที่มีการติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง ทำให้เกิดการอักเสบที่เยื่อหุ้มสมอง และไขสันหลัง
อาการไข้กาฬหลังแอ่นชนิดเยื่อหุ้มสมอง
- ไข้สูงเฉียบพลัน
- ปวดศีรษะ
- คอแข็ง
- คลื่นไส้
- อาเจียน
- ตาไวต่อแสงผิดปกติ
- มีอาการมึนงง
ไข้กาฬหลังแอ่นชนิดติดเชื้อในกระแสเลือด (Meningococcal Septicemia หรือ Meningococcemia) เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดจนทำให้เชื้อแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย และทำลายผนังหลอดเลือด ทำให้มีอาการเลือดออกที่ผิวหนังและอวัยวะได้
อาการไข้กาฬหลังแอ่นชนิดติดเชื้อในกระแสเลือด
- มีไข้
- อ่อนเพลีย
- อาเจียน
- มือและเท้าเย็น มีอาการหนาวสั่น
- มีอาการปวดอย่างรุนแรงที่กล้ามเนื้อ ข้อต่อ หน้าอก และบริเวณท้อง
- หายใจหอบ
- ท้องเสีย
- ในรายที่อาการรุนแรงและเข้าสู่ระยะหลัง ๆ ที่ผิวหนังจะมีลักษณะม่วงเข้มเป็นปื้น ๆ ซึ่งเกิดมาจากเลือดออกที่บริเวณผิวหนัง
โรคนี้ติดต่อทางสารคัดหลั่งจากน้ำมูก น้ำลาย และจากการสัมผัสใกล้ชิด แต่ผู้ที่ได้รับเชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอาการ บางรายจะเป็นพาหะ มีน้อยรายที่เชื้อจะลุกลามไปที่เยื่อหุ้มสมอง หรือกระแสโลหิต ในประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคนี้ประปราย ไม่พบการระบาดใหญ่ จากสถิติย้อนหลังพบว่ามีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ในประเทศไทยปีละไม่เกิน 10 คน เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายจากการสัมผัสใกล้ชิด หรือคลุกคลีอยู่กับคนหมู่มาก กลุ่มผู้แสวงบุญ หรือกลุ่มนักท่องเที่ยว นักเดินทางที่เข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาด
เช็กสัญญาณ“ไขมันพอกตับ”จุดเริ่มต้น ตับแข็ง – มะเร็งตับ คนผอมก็เสี่ยงได้!
ในประเทศไทย สายพันธุ์ที่พบได้บ่อยที่สุดคือ “สายพันธุ์บี” ซึ่งสายพันธุ์นี้ยังไม่มีวัคซีนที่สามารถป้องกันได้โดยตรง ดังนั้น จึงยังไม่มีการแนะนำให้คนไทยฉีดวัคซีนป้องกันไข้กาฬหลังแอ่น แต่สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค หรือผู้ที่ต้องเดินทางไปในประเทศที่มีการระบุให้ทำการฉีดวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นก่อนเดินทางไป แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียไนซีเรีย เมนิงไจทิดิส ก่อนเดินทางสำหรับในประเทศไทยวัคซีนที่ใช้สามารป้องกันไข้กาฬหลังแอ่นได้ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ A C Y และ W-135 ซึ่งวัคซีนจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิดย่อยๆ ได้แก่
- วัคซีนชนิดคองจูเกท (Conjugated Tetravalent Meningococcal Vaccine)
- วัคซีนชนิดโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccraride Tetravalent Meningococcal Vaccine)
ผู้ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วจะต้องรอประมาณ 10 วัน เพื่อให้ภูมิคุ้มกันของโรคนี้ทำงาน จึงจะสามารถเดินทางได้โดยสามารถป้องกันได้นาน 3-5 ปี
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโล
เช็ก! 3 สัญญาณ ‘ติดการพนัน’ กลางกระแสฟุตบอลโลก หากหลงผิดยึดหลัก 3 ข้อเลิกได้
"ตับและไต"สำคัญกับร่างกายทั้งระบบ แนะสูตรดื่มน้ำดูแลห่างไกลโรคเรื้อรัง