BDMS โชว์วิสัยทัศน์ ใช้ AI ขับเคลื่อนอนาคตวงการแพทย์
BDMS เดินหน้าพัฒนาและบูรณาการข้อมูลสุขภาพด้วยเทคโนโลยี AI ครอบคลุมการรักษา การวิเคราะห์ข้อมูลทางคลินิก และการบริหารจัดการ เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการทางการแพทย์ ตามเป้าหมายมุ่งสู่ Top 3 ผู้นำการแพทย์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
(5 พฤศจิกายน2568) วันที่ 3 ของการประชุมวิชาการประจำปี BDMS Academic Annual Meeting 2025 โดย บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS เพื่อร่วมขับเคลื่อนมาตรฐานทางการแพทย์ของไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล เวทีนี้ได้รวบรวมผู้นำความคิดและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายวงการ มาร่วมแบ่งปันแนวคิดและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในประเด็นสำคัญด้านการแพทย์
แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหารอาวุโส กลุ่ม 1 บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)
ได้กล่าวบรรยายหัวข้อ “BDMS's Vision for an Artificial Intelligence-Enabled Future” โชว์วิสัยทัศน์ “BDMS กับปัญญาประดิษฐ์ – อนาคตที่ยั่งยืน” มุ่งขับเคลื่อนระบบนิเวศด้านสุขภาพด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับการดูแลผู้ป่วยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ได้พูดถึงแนวทางการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในระบบการดูแลสุขภาพของ BDMS ว่าจะครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีสุขภาพ การออกแบบบริการเพื่อเพิ่มการเข้าถึง ไปจนถึงการพัฒนาอุปกรณ์และระบบทางการแพทย์ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วย พร้อมมุ่งสู่การเป็น Top 3 Healthcare Provider ในเอเชียแปซิฟิก
"Mission กับ Vision ของ BDMS คงไม่เปลี่ยนในการที่เราจะเป็น Healthcare Provider ที่เป็น Top 3 ของเอเชียแปซิฟิก แต่ในแง่ของการใช้ AI มาทำให้เราสามารถทำ Mission , Vision ได้ประสบความสำเร็จในเวลาที่รวดเร็วแล้วก็มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น AI จะมาเป็นตัวช่วยเรา ที่ผ่านมาเราได้ใช้ AI มาหลายปีแล้ว แต่จะเป็นการซื้อการลองใช้ AI ทั้งที่มาจากต่างประเทศแล้วก็พัฒนาจากสตาร์ทอัพในเมืองไทย แต่นับไปข้างหน้าเราจะเอาข้อมูลของเราที่มีอยู่มากมายทั้งในแง่ของการ Operation การทำงานทุกวันของเรา รวมทั้งข้อมูลทางคลินิกมาพัฒนา AI ที่จะเกิดขึ้นในเมืองไทย ข้อมูลเหล่านี้ ถ้าได้ฟังจาก Professor ที่พูดถึงในตอนเช้าเราเอง AI ในเมืองไทย หรือ AI ที่มาจากต่างประเทศ เราจะเอาข้อมูลที่มีอยู่มา Validate จริงๆเขาก็มองว่าข้อมูลของคนไทยจะเป็นตัวช่วยพัฒนาให้ AI เก่งขึ้น อย่างเรามองว่าข้อมูลของคนต่างชาติอาจจะไม่เหมือนข้อมูลของคนไทย สิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทยอาจจะไม่เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นในยุโรป หรือ ในหลายหลายประเทศในโลกนี้ แล้วก็อยากให้มองว่าข้อมูลของคนไทย จะมีส่วนช่วยทำให้เกิดการพัฒนาในการดูแลสุขภาพในทุกๆด้านให้ดีขึ้น"
แพทย์หญิงปรมาภรณ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของห้องปฏิบัติการทางคลินิก ได้นำ AI มาใช้ในกระบวนการวินิจฉัยและการประเมินสุขภาพเชิงพันธุกรรม ผ่านระบบเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติและเทคโนโลยีการตีความข้อมูลทางคลินิกขั้นสูง ขณะที่ การให้บริการทางการแพทย์ จะมุ่งสู่การดูแลที่เน้นคุณค่าด้วยระบบคัดกรองผู้ป่วยอัจฉริยะ การบันทึกข้อมูลอัตโนมัติ และระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิก ส่วนอุตสาหกรรมยาและการประกันสุขภาพ จะใช้ AI เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตและห่วงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
โดยในปี 2569 BDMS จะเดินหน้านำ AI ไปใช้กับการวินิจฉัยอัจฉริยะจากภาพแมมโมแกรม การเข้ารหัสทางคลินิกอัตโนมัติ และการออกแบบระบบอัจฉริยะเพื่อบริการและวิเคราะห์ต้นทุน
"ที่ผ่านมาเราเอา AI มาใช้ในการช่วยคุณหมอแปลผลให้เกิดความแม่นยำและความรวดเร็วในการแปลผลเอกซเรย์ปอด ทำอะไรหลายปีแล้ว แต่โปรแกรมถัดไปที่เริ่มใช้แล้วในบางโรงพยาบาล คือ การใช้ AI มาช่วยในการแปลผลการตรวจแมมโมแกรม หรือ เอกซเรย์ของเต้านม ณ วันนี้ ยังมีข้อจำกัดสำหรับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการแปลผล เราก็จะทำให้การแปลผลมีประสิทธิภาพ แล้วก็ขยายวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว"
จากนั้น ศาสตราจารย์จอร์จ คาร์โดโซ (Prof. Jorge Cardoso) จากคิงส์คอลเลจ ลอนดอน ได้บรรยายในหัวข้อ “The London Artificial Intelligence Centre Ecosystem: From Open-Source Frameworks to Federated Learning” โดยกล่าวถึงบทบาทของเทคโนโลยี AI ในการยกระดับคุณภาพการรักษาและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านสาธารณสุข พร้อมแนวทางการลดต้นทุนทางการแพทย์ผ่านระบบข้อมูลอัจฉริยะ
ศาสตราจารย์จอร์จ ยังได้ยกตัวอย่างการจัดตั้ง AI Centre ซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายโรงพยาบาล 10 แห่งในกรุงลอนดอน ที่สามารถให้บริการและรองรับผู้ป่วยได้มากกว่า 20 ล้านคน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการนำ AI มาเสริมศักยภาพระบบสาธารณสุขอย่างเป็นรูปธรรม
"สุขภาพถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อประชากรโลก และยังเป็นเรื่องสำคัญที่แต่ละประเทศจะมีแนวทางการแก้ปัญหาที่พวกเขาพัฒนาเองได้ และมีความเป็นเจ้าของในโซลูชันเหล่านั้น ซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์ซ (Open Source) จึงเป็นแนวทางที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาโปรแกรม ซึ่งเป็นพื้นฐานของอัลกอริทึมและระบบ AI ที่เรากำลังสร้างอยู่ ซึ่งโครงสร้างเหล่านี้คือสิ่งที่จะทำให้โรงพยาบาลสามารถดำเนินงานตามหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อดูแลผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้นดังนั้นโอเพนซอร์ซจึงถือเป็นแนวทางแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ที่สุดในเรื่องนี้"
ศาสตราจารย์จอร์จ คาร์โดโซ ระบุต่อว่า ตนคิดว่าประเทศไทยก็เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ที่ยังคงมีช่องว่างทางการแพทย์อยู่มาก ระหว่างสถานพยาบาลชั้นนำกับพื้นที่ที่ขาดแคลนทรัพยากรทางการแพทย์ AI สามารถช่วยให้คุณภาพการดูแลรักษาที่ดีสามารถเข้าถึงผู้คนได้ทั่วถึงมากขึ้น ในขณะเดียวกัน AI ยังสามารถช่วยยกระดับคุณภาพการรักษาในสถานที่ที่มีการใช้เทคโนโลยีนี้อยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
สำหรับทิศทางการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในวงการสาธารณสุขในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า ศาสตราจารย์จอร์จ คาร์โดโซ มองว่า แม้การเปลี่ยนผ่านนี้จะค่อยเป็นค่อยไป แต่จะเป็นกระบวนการที่ทรงพลังและส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อระบบการดูแลสุขภาพทั่วโลก
"ตนคิดว่า AI ในวงการสาธารณสุขจะเป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป แต่ในขณะเดียวกันก็ทรงพลังอย่างมากเราจำเป็นต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีนี้จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย และทุกสิ่งที่เราทำต้องอยู่ในกรอบของความปลอดภัยเพราะเหตุนี้ เราจึงต้องพิจารณาและตัดสินใจในทุกขั้นตอนอย่างรอบคอบ กระบวนการนี้กำลังดำเนินอยู่ และจะพัฒนาเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ตนเชื่อว่าผู้คนจะเริ่มเห็นอัลกอริทึมหรือเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในทุกครั้งที่พวกเขาไปโรงพยาบาล และมันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อย ๆ"
ทั้งนี้ การประชุมวิชาการประจำปี BDMS Academic Annual Meeting 2025 จะจัดไปจนถึงวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ ที่ ศูนย์ประชุม BDMS Connect Center โดยเปิดให้เข้าร่วมได้ทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรทางการแพทย์จากทั่วประเทศสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างทั่วถึง