ไม่สวมหน้ากากอนามัยนอกเคหสถาน ปรับสูงสุด 2 หมื่น แต่ทำไมปรับ "บิ๊กตู่" 6,000 บาท

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เปิดข้อกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติ เหตุใดจึงปรับนายกฯเพียง 6,000 บาท ทั้งที่ประกาศกทม.เขียนไว้สูงสุดปรับ 20,000 บาท

จากกรณีพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต ดำเนินคดีกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ฐานไม่ปฏิตามประกาศกรุงเทพมหานคร กรณีไม่สวมหน้ากากอนามัย ขณะร่วมประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล มีภาพปรากฎจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ โดยพล.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้แจ้งให้ดำเนินคดี ปรับ 6,000 บาท ขณะที่ตามประกาศกทม.ดังกล่าว ระบุอัตราโทษสูงสุด 20,000 บาท เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาว่าเหตุใดจึงปรับเพียง 6,000 บาท เท่านั้น 

ภาพขณะประชุม ซึ่งถูกเผยแพร่ในเฟซบุ๊ก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วถูกลบออกในภายหลัง

ทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงเรื่องการปรับกรณีไม่สวมหน้ากากอนามัยนอกเคหสถาน ว่า กรณี พนักงานสอบสวนใช้อำนาจเปรียบเทียบปรับผู้ไม่สวมหน้ากากอนามัย
อาศัยอำนาจเปรียบเทียบปรับ ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 มาตรา 34(6),51,57
ระเบียบคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์การเปรียบเทียบ พ.ศ.2563 ข้อ 3
คำสั่งกรมควบคุมโรคที่ 1746/2563 เรื่อง มอบหมายให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจเปรียบเทียบความผิด ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ออกโดย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ในข้อ 3 ที่ให้อำนาจพนักงานสอบสวน สามารถเปรียบเทียบปรับได้ ในเขตท้องที่อำนาจของตน 

ทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยกตัวอย่างคำสั่งของจังหวัดสุราษฎร์ธานี เรื่องบังคับให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัย เมื่อออกนอกเคหสถาน

พนักงานสอบสวน หรือ พงส.แจ้งให้ผู้ต้องหาทราบข้อหา วัน เวลาและสถานที่เกิดเหตุ และชี้แจ้งให้ผู้ต้องหาเข้าใจถึงความผิดและ พงส.มีอำนาจเปรียบเทียบปรับได้
-ในกรณีที่ผู้ต้องหารับสารภาพและยินยอมเปรียบเทียบปรับ ให้ พงส.บันทึกคำให้การผู้ต้องหาไว้
-ในกรณีที่ผู้ต้องหาไม่ยินยอมให้เปรียบเทียบหรือยินยอมให้เปรียบเทียบแต่ไม่ชำระค่าปรับภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีการเปรียบเทียบ ให้ พงส.บันทึกคำให้การของผู้ต้องหาไว้  และให้ผู้จับกุมร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อ พงส.

  • พงส.กำหนดจำนวนค่าปรับตามอัตราในบัญชีท้ายระเบียบ ดังนี้ 

ครั้งที่ 1 จำนวน 6,000 บาท 
ครั้งที่ 2 จำนวน 12,000 บาท
คร้ังที่ 3 จำนวน 20,000 บาท

กรณีมีเหตุผลพิเศษอันควรแก่การพิจารณาลดจำนวนค่าปรับ พนักงานสอบสวนสามารถกำหนดค่าปรับแตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ได้ แต่ต้องไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนเงินค่าปรับ
ให้ พงส.บันทึกการเปรียบเทียบผู้ต้องหา
-หากผู้ต้องหาชำระเงินค่าปรับทันที ให้ออกใบเสร็จตามระเบียบ และให้ถือว่าคดีอาญาเลิกกันตาม ป.วิ อาญา
-หากผู้ต้องหาไม่ชำระเงินค่าปรับในทันทีให้ พงส.ออกใบนำส่งชำระเงินตามแบบ เพื่อให้ผู้ต้องหาใช้เป็นหลักฐานในการจ่ายค่าปรับที่หน่วยงานที่มีอำนาจเปรียบเทียบปรับ(หน่วยงานอื่น) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีการเปรียบเทียบ
เงินค่าปรับนำส่ง จนท.การเงิน ตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง

 

พล.ต.อ.ดำรงค์ศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) กล่าวว่า  มีระเบียบของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ มีแนวทางมีกรอบการใช้ดุลยพินิจของเจ้าพนักงานในการเปรียบเทียบปรับ ตำรวจหรือพนักงานสอบสวนก็เป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่สามารถเปรียบเทียบปรับได้

กรณีของนายกรัฐมนตรีนั้นตามแนวทาง ปรับในการทำผิดครั้งแรก 6,000 บาท ก็ต้องจ่าย 6,000 บาท ซึ่งทางเจ้าพนักงานผู้เปรียบเทียบปรับไม่ได้ใช้เหตุในการลดหย่อน 

ย้ำแนวทางคือผิดครั้งแรกปรับในอัตรา 6,000 บาท ครั้งที่ 2 จำนวน 12,000 บาท ความผิดครั้งที่ 3 หากยังทำอีกครั้งก็จะเปรียบเทียบปรับ 20,000 บาท

ทั้งนี้พนักงานสอบสวนสามารถใช้ดุลยพินิจคือมีเหตุผลพิเศษอันควรที่จะลดค่าปรับได้คำนึงถึงความหนักเบาของข้อหาและพฤติการณ์ รวมถึงความเสียหายที่เกิดผลกระทบต่อประชาชน เช่น อายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษา สุขภาพ อาชีพ  สามารถเปรียบเทียบปรับลดลงได้แต่ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 คือไม่น้อยกว่า 2,000 บาท แต่หากผู้ต้องหาไม่ยินยอมก็จะต้องส่งฟ้องศาล ซึ่งศาลจะใช้ดุลยพินิจในการเปรียบเทียบ

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ