มาแล้ว ตัวอย่าง “จับจริงปรับจริง” ไม่ใส่หน้ากากอนามัยนอกเคหสถาน


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีเผยผลการพิพากษาจับและปรับจริงเรื่องไม่สวมหน้ากากอนามัย

เอาด้วย! กทม.ปรับ 2 หมื่น หากไม่สวมแมสก์ออกนอกบ้าน

เช็กเลย! มท.อัปเดต 45 จังหวัด ไม่ใส่แมสก์มีโทษปรับ

ศาลแขวงสุราษฎร์ฯพิพากษา ปรับ 4,000 รายแรก ไม่ใส่หน้ากากอนามัย - เตือนเที่ยวเขื่อน ต้องกักตัว

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีเผยผลการพิจารณาคดีไม่สวมใส่หน้ากากอนามัยออกนอกเคหสถาน เป็นตัวอย่างแรกที่ได้การเผยแพร่ของการ “จับจริงปรับจริง” ผู้ที่ไม่สวมใส่หน้ากากอนามัย

โดยกรณีนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 เม.ย.  ผ่านมา จำเลยรายหนึ่งไม่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า ขณะออกจากเคหสถานที่พักมายังบริเวณหมู่บ้านวนิดา ต.บางกุ้ง อ.เมืองสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี

โดยศาลพิพากษาว่า “จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2548 มาตรา 4, 22, 34, 51 - พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา 9 - ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ลงวันที่ 24 มีนาคม 2563 - คำสั่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ 2323/2564 ลงวันที่ 19 เมษายน 2564 จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,000 บาท”

นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองอธิบดีอัยการและโฆษก สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 9 ให้ความเห็นต่อคดีนี้ว่า ขณะนี้ใน 40 กว่าจังหวัดทั่วประเทศไทยได้บังคับใช้คำสั่งประกาศห้ามประชาชนละเว้นการสวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อออกจากเคหสถานแล้ว

“ประกาศนี้มีอัตราโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท เราจะเห็นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีได้พิจารณาลงโทษแล้ว 1 เรื่อง ว่าลงโทษผู้กระทำความผิดไม่สวมใส่หน้ากากอนามัยนอกเคหสถาน ปรับ 4,000 บาท รับสารภาพลดโทษครึ่งหนึ่งเหลือ 2,000 บาท เป็นดุลยพินิจผู้พิพากษา” นายโกศลวัฒน์กล่าว

เขาเสริมว่า ตามประกาศกำหนดอัตราโทษสูงสุดไว้ที่ 20,000 บาทก็จริง แต่ศาลจะมีดุลยพินิจตามความเหมาะสม  ถ้าพฤติกรรมไม่ใส่หน้ากากดังกล่าวเป็นพฤติกรรมท้าทาย หรือพฤติกรรมร้ายแรง อาจจะมีโทษปรับหนักกว่า 4,000 บาทที่เกิดขึ้นที่สุราษฎร์ธานี

สำหรับ “พฤติกรรมท้าทายหรือร้ายแรง” นั้น นายโกศลวัฒน์ยกตัวอย่างว่า เมื่ออยู่ในที่ชุมนุมชนมาก ๆ แล้วไม่สวมใส่หน้ากากอนามัย หรือมีคนเข้ามาเตือนแล้วว่าให้ใส่ แต่ยังมีลักษณะพูดจาท้าทาย โต้เถียง ไม่ยอมปฏิบัติหรือไม่ให้ความร่วมมือ มีหน้ากากอยู่กับตัวแต่ไม่ใส่ก็นับได้ว่ามีพฤติกรรมท้าทายกฎหมาย หากเป็นเช่นนี้ อัยการอาจส่งรายละเอียดดังกล่าวยื่นฟ้องศาล ทำให้ศาลอาจมีดุลยพินิจเพิ่มโทษปรับไปจนถึงไม่เกิน 20,000 บาทตามขอบเขตของกฎหมายได้

นายโกศลวัฒน์บอกว่า “หากพบผู้ที่ไม่สวมใส่หน้ากากอนามัยเราสามารถเตือนเขาเองด้วยความหวังดีได้ แต่บางสถานการณ์อาจมีบางคนไม่กล้าเตือนเพราะกลัวมีเรื่อง ก็สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ เพราะมีหน้าที่ต้องรักษากฎหมายทุกฉบับอยู่แล้ว”

ทั้งนี้ หากผู้กระทำความผิดมีข้อชี้แจงซึ่งพิสูจน์ได้ เช่น มีอาการป่วยที่ไม่สามารถใส่หน้ากากอนามัยเป็นเวลานานได้ ตำรวจซึ่งมีหน้าที่สอบความจริงเป็นด่านแรก ก็จะพิจารณาเบื้องต้นว่า จำเลยกระทำผิดหรือบริสุทธิ์ โดยเป็นดุลยพินิจของตำรวจและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เกี่ยวข้องต่อไป แต่หากพบว่าไม่หลักฐาน ฟังไม่ขึ้น ก็ดำเนินการส่งสำนวนฟ้องได้ตามปกติ

แม้ในปัจจุบันโทษของการไม่สวมใส่หน้ากาอนามัยเมื่อออกนอกเคหสถานจะมีเพียงโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท ยังไม่มีโทษจำคุก แต่นายโกศลวัฒน์เน้นย้ำว่า “กฎหมายบังคับให้ใส่หน้ากากอนามัยแม้จำกัดสิทธิเรา แต่ถ้าชั่งน้ำหนักดีกับเสียแล้ว มันเป็นกฎหมายเพื่อสุขภาพของตัวเราเอง ถ้าเราติดเชื้อเราก็พาเชื้อเข้าบ้านด้วย แล้วคนใกล้ชิด คนที่เรารักเราห่วงก็จะติดเชื้อไปด้วย ฉะนั้นแม้กฎหมายนี้จะจำกัดสิทธิเสรีภาพบางประการของเรา แต่ก็ควรปฏิบัติ”

นายโกศลวัฒน์ขอให้ประชาชนทุกคนเคร่งครัดในการใส่หน้ากากอนามัย ถ้าออกนอกเคหสถานต้องใส่ หากอยู่บนรถเมล์ รถแท็กซี่ รถสาธารณะต่าง ๆ ก็ต้องใส่ และเสริมว่า เชื่อว่าจะมีประกาศเพิ่มเติมจากจังหวัดอื่น ๆ เพิ่มขึ้นอีกในเร็ววันนี้

ปัจจุบัน ยังไม่แน่ชัดว่า มีคดีละเมิดข้อบังคับสวมใส่หน้ากากอนามัยนอกเคหสถานเป็นจำนวนเท่าใด แต่ที่ผ่านมามีประชาสัมพันธ์จากศาลแขวงสุราษฎร์ธานี 1 ราย และอีกรายหนึ่งที่อยุธยา ซึ่งมีข่าวว่าจำเลยถูกจับปรับแล้ว

“ทุกคนต้องช่วยกันเพื่อให้ผ่านไปด้วยกัน ช่วยกันเคร่งครัด กล่าวตักเตือน กฎหมายนี้เพิ่งเริ่มต้น หลายคนอาจจะลืม ... หน้ากากเราไม่ได้ใส่เพื่อคนอื่น เราใส่เพื่อตัวเรา คนที่ติดเชื้อตอนนี้ยากลำบาก รถหรือเตียงก็ไม่เพียงพอ ทรัพยากรทางการแพทย์จำกัด ขอให้คิดว่าใส่หน้ากากเพื่อเราและคนที่เรารัก” นายโกศลวัฒน์กล่าว

TOP สุขภาพ
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ