เมื่อวานนี้ (17 ก.ค.64) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมการจัดบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่สถานีกลางบางซื่อว่า ทุกอย่างยังเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งเปิดบริการฉีดวัคซีนให้ประชาชนต่อเนื่องมาเป็นวันที่ 55 แล้ว สามารถให้บริการฉีดวัคซีนไปแล้ว 819,011โดส พร้อมกำชับให้เร่งรัดดำเนินการฉีดวัคซีนให้กลุ่มเสี่ยง คือ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรคและหญิงตั้งครรภ์ เ
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า แผนการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในช่วงที่มีการระบาดของโรครุนแรงนี้ ได้มีข้อสั่งการ ให้สลับชนิดการฉีดวัคซีน ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการเสนอจากคณะกรรมการวิชาการ ที่ได้ทำการศึกษาวิจัยวิธีการฉีดวัคซีนซิโนแวคสลับกับแอสตร้าเซเนก้า ทำให้เกิดภูมิต้านทานในระยะเวลาอันสั้น มีประโยชน์ต่อประชาชนในการรับมือกับสายพันธุ์เดลต้า ฝ่ายนโยบายได้พิจารณาว่าเป็นประโยชน์กับประชาชนสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการระบาดรุนแรงจึงได้รับแนวทางมาดำเนินการ ในส่วนของการจัดหาวัคซีน กรมควบคุมโรคในฐานะคู่สัญญากับบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้เจรจาต่อรองอย่างต่อเนื่องให้ผู้ผลิตที่จะจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมให้ประเทศไทยมากที่สุด เร็วที่สุด โดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดรุนแรงขณะนี้ โดยได้ตั้งคณะทำงานในการเจรจากับผู้ผลิต
ส่วนกรณีที่สำนักข่าวอิศรา รายงานว่าได้รับการเปิดเผยข้อมูลจากนายแพทย์ระดับสูงรายหนึ่ง เกี่ยวกับปัญหาการสั่งจองวัคซีนโควิดแอสตร้าเซเนก้าของประเทศไทย เป็นหนังสือลับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2564 ที่นายสจอร์ด ฮับเบน รองประธานฝ่ายกิจการองค์กรทั่วโลก ของบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า ที่ส่งให้กับนายอนุทิน ชาญวีรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และมีการส่งต่อหนังสือดังกล่าวไปให้กับ นพ.โอภาส การกวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่าแจ้งขอรับวัคซีนโควิดแอสตร้าเซนเนก้าในช่วงแรกเพียงแค่ 3 ล้านโดสต่อเดือน และเป็นการแจ้งช้าที่สุดในอาเซียน จนเกิดกระแสวิจารณ์ว่าวัคซีนอาจไม่เพียงพอต่อการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนนั้น เรื่องนี้ นายอนุทิน และกระทรวงสาธารณสุขยังไม่ได้มีการชี้แจง