พล.อ.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ โฆษกกองทัพบก ยืนยันว่า หลังจากนี้ต้องคืนเงิน 2-3 ล้านบาท พร้อมสรุปว่า กองทัพ ให้ สวทช. ผ่าพิสูจน์ GT200 ไปทั้งหมด 320 เครื่อง ไม่ใช่ 757 เครื่องตามข่าว และ ตอนนี้ อยู่ระหว่างรอ หนังสือตอบรับจากอัยการสูงสุด ที่กองทัพขอให้ทำหนังสือยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร ว่า ไม่ต้องตรวจแล้ว
ส่วนสาเหตุที่ต้องสั่งตรวจพล.อ.สันติพงศ์ ระบุว่า ตอนที่ยื่นฟ้องคดีอาญา กองทัพบกยื่นฟ้องในคดีทางปกครองควบคู่ไปด้วย ตั้งแต่ปี 2559
จากนั้น มีคำแนะนำของสำนักงานอัยการสูงสุด ให้ตรวจ GT200 ทุกเครื่อง เพื่อยืนยันว่าไม่มีประสิทธิภาพ และ “ใช้เป็นสาระสำคัญประกอบการพิจารณาคดีทางปกครอง”
ส่วน ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือ พีเทค สวทช. ให้สัมภาษณ์รายการ “เรื่องใหญ่วันนี้” กับคุณเสถียร บอกว่า ก่อนที่ สวทช.จะรับตรวจ GT200 มีการถามกลับไปที่กองทัพบกแล้ว ว่า “แน่ใจหรือไม่ เพราะสวทช.เคยตรวจสอบไปแล้ว”
จากนั้น ทางกองทัพบกยืนยันว่าจะต้องตรวจ ซึ่งสวทช.ก็ดำเนินการตามหลักวิชาการ
ส่วนค่าตรวจเครื่องละ 10,000 บาท ยืนยันว่า ไม่แพง เพราะ กระบวนการตรวจค่อนข้างยาก เนื่องจาก เครื่องGT200 มีเงื่อนไข ห้ามแกะเครื่อง ห้ามเอ็กซเรย์เครื่อง
ดร.ไกรสร บอกด้วยว่า มีเรื่องที่สังคมเข้าใจผิดคือสวทช.ไม่ได้ตรวจทั้ง 700 เครื่อง หรือ 7 ล้านบาท แต่ตรวจเพียง 320 เครื่อง ในงบประมาณ 3 ล้านบาท ซึ่งการตรวจนั้นแล้วเสร็จก่อนวันที่ 7 ก.พ.2565 คือก่อนวันที่เอกชนขอถอนอุทธรณ์จากศาลปกครอง ฉะนั้น ระยะเวลาที่เราดำเนินการจึงเป็นช่วงเวลาก่อนที่คดีจะถึงที่สุด
ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า งบประมาณดังกล่าวเป็นของปี 65 ไม่ใช่ปี 66 ที่เพิ่งพิจารณาไป พร้อมย้ำว่า การตรวจสอบเครื่องGT200 ทำไปส่วนหนึ่ง จากนั้น อัยการสูงสุด แจ้งว่า คดีจบไปแล้ว ไม่ต้องตรวจสอบอะไรอีก ก็เห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณ เรื่องนี้จึงยุติลง
ผู้สื่อข่าวยังได้ถาม พล.อ.ประยุทธ์ ถึงงบประมาณ ที่เหลือหลังจากการตรวจสอบเครื่อง GT200 ไปแล้วครึ่งหนึ่งว่างบที่ยังไม่ได้ใช้ ต้องส่งคืนหน่วยงานใด พล.อ.ประยุทธ์ อธิบายว่า งบส่วนดังกล่าวยังไม่ได้เบิกจ่าย ดังนั้นงบที่เหลือจึงยังอยู่ที่งบกลาง เพราะไม่ใช่การเบิกล่วงจ่ายล่วงหน้า