นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย แสดงความคิดเห็นถึงประเด็น ผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 30 กันยายน ไม่ว่าจะออกมาแบบใด พรรคเพื่อไทย มีแผนเตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว และ หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอด ได้ไปต่อ เชื่อว่า จะมีประชาชนรู้สึกไม่พอใจ ซึ่งหากเป็นแบบนั้น พรรคเพื่อไทย จะหยิบประเด็นนี้มาใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งด้วย
แต่หาก พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ไปต่อ ก็ต้องรอดูท่าทีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ต้องเป็นรักษาการนายกฯ ต่อไปอีกระยะหนึ่ง
จนกว่าจะมีรัฐมนตรีคนใหม่ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งสิ่งที่พรรคทำได้คือการเตรียมผู้สมัคร และนโยบายให้พร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น
ส่วนเหตุผลที่ พรรคเพื่อไทย ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นนายกรัฐมนตรี ของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าครบ 8 ปี ในวันที่ 23 ส.ค. 2565 นับจากได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกฯ ครั้งแรกเมื่อ 24 ส.ค. 2557 ใช่หรือไม่ โดยไม่ได้ถามว่าครบ 8 ปี เมื่อไหร่นั้น เพราะศาลรัฐธรรมนูญ จะไม่ตอบคำถามในสิ่งที่ยังไม่เกิด หรือสิ่งที่เป็นคำถามล่วงหน้า ซึ่งที่ผ่านมาลักษณะการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีทั้งอธิบายอย่างละเอียด และชัดเจน แต่บางเรื่องก็อธิบายอย่างรวบรัด และไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเป็นการทั่วไป
อีกหนึ่งคนที่เชื่อว่าการที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ไปต่อ น่าจะเป็นผลดีต่อพรรคการเมืองที่เป็นคู่แข่ง คือ รองศาสตราจารย์ สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่มองว่าที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ถูกพรรคฝ่ายค้าน โจมตีมาหลายแผลแล้ว
หาก พล.อ.ประยุทธ์ ได้ไปต่อ ก็เชื่อว่าคงเป็นคู่แข่ง ที่พรรคตรงข้ามมองว่าง่ายต่อการเอาชนะ มากกว่า พล.อ.ประวิตร ที่มีความความสัมพันธ์ที่ดีกับนักการเมืองก๊วนต่างๆ ซึ่งถือว่ามีความแข็งแรงทางการเมืองมากกว่า
ส่วนทิศทางการตอบของศาลรัฐธรรมนูญ จะตอบเท่าที่ฝ่ายค้านถาม หรือตอบเกินกว่านั้น รศ.สุขุม มองว่าเป็นไปได้ทุกทาง ขึ้นอยู่กับสไตล์ขององค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่าเป็นแบบไหน เพราะแต่ละองค์คณะลักษณะการตอบไม่เหมือนกัน แต่ที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญ ก็เคยตอบคำถามเกินกว่าที่ถาม เช่น ในช่วงที่ยังไม่มีการระบุเรื่องการทำประชามติในแก้รัฐธรรมนูญใหม่ ศาลรัฐธรรมนูญ ก็วินิจฉัยว่าการแก้รัฐธรรมนูญ ควรทำประชามติก่อน
ส่วนท่าทีของ พล.อ.ประวิตร ที่มีมีการปรับลุค ให้ดูมีความเป็นผู้นำมากขึ้น และยังสามารถบริหารประเทศไปได้ด้วยดี แม้จะไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ ถูกจับสัญญาณว่าอาจมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจในรัฐบาล เรื่องนี้ รศ.สุขุม มองว่าไม่ใช่เรื่องของการหักเหลี่ยมกัน แต่เป็นสิ่งที่ เขาต้องการให้คิด ให้เห็น ว่าแม้จะไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังมี พล.อ.ประวิตร ที่พร้อมเป็นนายกฯ ต่อ
ขณะที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคณะหลอมรวมประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เพื่อนฝูงในแวดวงการเมืองที่ใกล้ชิด กับทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร เข้ามาแลกเปลี่ยนพูดคุยอยู่บ่อยครั้ง และทั้ง 2 ฝั่ง มองไปในทางตรงกันข้าม เพื่อสนับสนุนเจ้านายของตัวเอง พยายามปลอยข่าว ลับ ลวง พราง เพื่อให้นายของตัวเองมั่นใจ สะท้อนว่าทั้ง 2 ฝั่ง แตกคอกันไปหมดแล้ว
เมื่อถามว่า แล้วคุณจตุพร ประเมินโอกาสการไปต่อของ พล.อ.ประยุทธ์ ไว้อย่างไร เจ้าตัวตอบคำถามนี้ว่า “ผมคิดว่า 50:50” แต่เชื่อว่า “ศาลรัฐธรรมนูญ” จะพิจารณาทั้งมุมกฎหมาย มุมรัฐศาสตร์ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา ของการตัดสินใจให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไปต่อ หรือ พอแค่นี้
พร้อมทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า การตัดสินใจกำหนดวันอ่านคำวินิจฉัยเป็นวันที่ 30 กันยายน เป็นวันสุดท้ายของปีงบประมาณ และเป็นวันเกษียณอายุราชการ อาจหมายถึง การปฏิบัติหน้าที่ของ “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นวันสุดท้ายด้วย ใช่หรือไม่