นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.พรรคก้าวไกล ได้นำข้อมูลเหตุการณ์เรือหลวงสุโขทัย อับปาง มาอภิปรายในสภา โดยมุ่งประเด็นสาเหตุการล่ม ส่วนหนึ่งมาจากความผิดพลาดของมนุษย์ ที่ทำให้เรือหลวสุโขทัยไม่สามารถเข้าเทียบท่าเรือบางสะพานได้ จึงต้องฝ่าคลื่นลมมุ่งหน้ากลับสัตหีบ
ถัดมาคือปัญหาน้ำเข้าเรือ หลังเผชิญกับคลื่นสูง 6 เมตร ซึ่งตามปกติเรือรบมีความสามารถฝ่าคลื่นสูงระดับนี้ได้ แต่ปรากฏว่า ซีลกันน้ำขอบประตูเสื่อมคุณภาพ ประตูผนึกน้ำจึงใช้การไม่ได้
แม้ว่าคณะกรรมาธิการทหาร จะเชิญกองทัพเรือ มาให้ข้อมูลถึง 4 ครั้ง แต่กองทัพเรือไม่ยอมให้เอกสารรายงานความพร้อม อ้างว่าอยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสาร
นายพิจารณ์ บอกอีกว่า พบข้อมูลการจ้างบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง มีสถานที่ตั้งเป็นลักษณะห้องแถว ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท และมีพนักงานประจำเพียง 20 คน ทำให้เกิดข้อสงสัยในศักยภาพรับงานซ่อมเรือรบขนาดใหญ่ได้จริงหรือไม่
และบริษัทแห่งนี้ ยังเชื่อมโยงสายสัมพันธ์กับ พลเรือโท ว. ชื่อเล่น ก. อดีตเจ้ากรม จึงทำให้ได้รับงานซ่อมเรือหลายงาน
นายพิจารณ์ ได้เปรียบเปรยการซ่อมบำรุงเรือรบ ว่า " นี่เรือรบ ไม่ใช่ขนมเค้กแบ่งเงินทอนกัน " เนื่องจากการซ่อมบำรุงไม่ได้มาตรฐาน เพราะมีรายงานว่า ตัวเรือหลวงสุโขทัย มีรายการค่าใช้จ่ายสนับสนุนงานซ่อมประจำปีงบประมาณ 2566 ถึง 19 รายการ รวมมูลค่า 16.25 ล้านบาท
โดยงานซ่อมจุดที่ใหญ่ที่สุดคือ การซ่อมเกียร์ฝั่งซ้าย ราคา 7.5 ล้านบาท ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า มีรายการซ่อมมากขนาดนี้ แต่ทำไมจึงอนุญาตให้ออกไปปฏิบัติภารกิจ
ส่วนงานด้านการกู้ซากเรือ ทางกองทัพเรือกำหนดเงื่อนไขคุณสมบัติของบริษัทที่จะเข้ามารับงานใน 3 ข้อ คือ 1.ต้องมีประสบการณ์กู้เรือน้ำหนักมากกว่า 1 พันตัน 2.เคยกู้เรือที่ความลึก ตั้งแต่ 50 เมตรขึ้นไป และ 3.เป็นสมาชิกของ ISU หรือ international salvage union
แม้จะมีหลายบริษัทต่างประเทศมีประสบการณ์กู้เรือมาแล้ว แต่มีบริษัทเอกชนในประเทศไทย คาดว่าจะได้รับงานกู้เรือ แม้จะไม่มีประสบการณ์กู้เรือ เนื่องจากผ่านการรับรองจากพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จึงทำให้เกิดข้อสังสัย ในการจัดจ้างเป็นไปอย่างโปร่งใสหรือไม่
นายพิจารณ์ บอกอีกว่า ถึงเวลาต้องปฏิรูปกองทัพ ถือเป็นเรื่องเดียวกันกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชน เช่นกัน เพราะถ้ากองทัพมีความโปร่งใสจะทำให้ประเทศพัฒนาต่อไปได้