การรับเรื่องร้องเรียน จากผู้ร้องผ่านทางโทรศัพท์ โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. หรือจะเป็นการนำเอกสารมายื่นร้องเรียน ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน ถือเป็นอีกช่องทางการแจ้งเบาะแส เพื่อตรวจสอบการทุจริต และตามขั้นตอน เมื่อเจ้าหน้าที่รับเรื่องแล้ว ก็จะถูกส่งไปยังหน่วยงานในสำนักงาน ป.ป.ช. ที่รับผิดชอบ ให้ดำเนินการตรวจสอบต่อ โดยมีการปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ร้อง ผู้แจ้งเบาะแส และพยาน
ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 36 ที่ต้องปกปิดข้อมูลของผู้ร้องเป็นความลับ
"มาตรการคุ้มครองก็คือว่า เราจัดทำข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ทางทะเบียนเอกสารลับ นำชื่อผู้ร้องต่างๆ ตัดออกจากเอกสารที่ปรากฎในทุกชิ้นเลย และเก็บเป็นตู้อยู่ในเซ็นเตอร์ และระบบข้อมูลจะมีโปรแกรมซีเคียวริตี้ กำหนดไว้ว่า ใครจะเข้าถึงชั้นความลับชื่อผู้ร้องได้ ซึ่งก็เข้มงวดพอสมควรนะครับ หากต้องเปิดเผยข้อมูลต้องขออนุมัติโดยผู้บังคับบัญชาที่มีหน้าที่กำกับดูแล อนุญาตให้เปิดเผยข้อมูลนี้ก่อน" นายนิวัติไชย ระบุ
ถึงแม้จะพยายามปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเต็มที่ แต่บางกรณี ผู้ถูกร้องรู้ว่าใครเป็นผู้ร้อง เนื่องจากเป็นคู่กรณีกันอยู่แล้ว หรือรู้จากคนภายนอก ซึ่ง ป.ป.ช.จะมีกลไกเข้าไปคุ้มครองช่วยเหลือพยาน
โดยผู้ที่จะขอความคุ้มครองช่วยเหลือจะต้องเป็นผู้กล่าวหา ผู้เสียหาย ผู้ทำคำร้อง ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ และผู้ที่แจ้งเบาะแสการทุจริต ซึ่งการยื่นคำร้องต้องระบุชื่อนามสกุล ที่อยู่ พฤติการณ์ที่ทำให้ไม่ได้รับความปลอดภัยแล้วนำมายื่นด้วยตัวเองกับ ป.ป.ช. ทั้งที่ส่วนกลาง ภาค และจังหวัด
ส่วนการพิจารณาว่าจะได้รับการคุ้มครองช่วยเหลือหรือไม่ ทางสำนักงาน ป.ป.ช. จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนจะมีมติ หากให้การคุ้มครองช่วยเหลือ ก็จะมีมาตรการ เช่น จัดเจ้าหน้าที่ไปคุ้มครองที่บ้าน จัดให้อยู่ในสถานที่ปลอดภัย หรือ มาตรการสูงสุด คือ ย้ายที่อยู่ เปลี่ยนชื่อนามสกุล
“มาตรการคุ้มครองผู้ร้อง หรือ พยาน แบ่งระดับว่า ความเข้มข้น เริ่มตั้งแต่ว่าส่งเจ้าหน้าที่ไปสอดส่องดูแลที่บ้าน แจ้งให้พนักงานสอบสวนในพื้นที่ลองไปตั้งตู้แดง หรือให้มีเวรยามไปตรวจเป็นประจำ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกกระทำ ไม่ใช่แค่ตัวเขาเอง แต่บุคคลที่เกี่ยวข้อง คนในครอบครัวเขา ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้อง หรือคนรู้จักที่เกี่ยวข้องกับเขา ถ้าหากถูกกระทำสืบเนื่องจากการที่มาร้องเรียน กล่าวหาที่ป.ป.ช. เราก็จะจัดมาตรการคุ้มครองเหล่านี้ลงไปให้ด้วย รวมกระทั่งอาจจะมีการโยกย้ายบ้าน ถิ่นฐานเลย อันนี้เป็นมาตรการสูงสุดเลย เรียกว่าเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุลให้เขาแล้วโยกย้ายถิ่นฐานเลย” นายนิวัติไชย กล่าว
ภาพรวมตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ร้องขอความคุ้มครองช่วยเหลือแล้ว 132 คน มีมติให้คุ้มครองช่วยเหลือ 37 คน มีมติไม่ให้คุ้มครองช่วยเหลือ 82 คน และอยู่ระหว่างพิจารณา 9 คน เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ย้ำถึงความสำคัญของการคุ้มครองช่วยเหลือ เพราะหากไม่มีคนคนกลุ่มนี้ ก็ไม่สามารถชี้มูลผู้กระทำความผิดได้