นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึง ครม.ชุดใหม่ ว่าคงไม่ได้วิเคราะห์จากหน้าตา หรือจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่จะวิเคราะห์ในหลักการ พร้อมขออวยพรให้ครม.ชุดนี้ สามารถทำงานได้ตามที่หาเสียงไว้ เนื่องจากหาเสียงคล้ายๆ กัน ทั้งเรื่องปฏิรูปกองทัพ การทลายทุนผูกขาด ก็ตอบเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องฟังคำวิจารณ์ของฝ่ายตัวเอง แค่จำให้ได้ว่าดิจิตอลฟุตปริ้นมีอย่างไร และจำให้ได้ว่า ตอนที่ดีเบทหาเสียงทำไว้อย่างไร
ส่วนตัวเองก็จะทำงานไม่ว่าจะในสภา นอกสภา ในทำเนียบฯ หรือ นอกทำเนียบฯ เพื่อรักษาผลประโยชน์ และภาษีของประชาชนให้ได้มากที่สุด
ส่วนจะให้เวลา ครม.ชุดนี้ทำงานเท่าไหร่ นายพิธา ยกตัวอย่างคำสัมภาษณ์ของนายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ อดีตผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ที่ระบุว่า ไม่มีเวลาฮันนีมูน เพราะว่าความเดือดร้อนของประชาชนนั้นรอมานาน จึงอยากให้รีบทำงานให้เร็วที่สุด
เมื่อถามว่า ณ วันนี้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้ถวายสัตย์แล้ว แต่ยังมีประชาชนเรียกนายพิธาว่า นายกรัฐมนตรี นั้นสะท้อนให้เห็นอะไร จังหวะนี้ประชาชนคนหนึ่งตะโกนตอบผู้สื่อข่าวว่า ก็คือนายกรัฐมนตรีครับ ก่อนที่นายพิธาจะหัวเราะ แล้วตอบว่า ไม่ได้สะท้อนอะไร แต่ตัวเองก็จะทำหน้าในบทบาทของตัวเองให้เต็มที่ และยังมีเวลาเหลืออีกเยอะในการทำงาน โดยเฉพาะการทำหน้าที่ฝ่ายค้านเชิงรุก รวมทั้งการทำงานทางความคิดกับผู้ที่เห็นต่างด้วย จะทำให้การเมืองเป็นที่ที่คนทุกคนสามารอยู่ในนั้นได้
“ก้าวไกล” เก็งข้อสอบพร้อมอภิปรายนโยบายรัฐบาล
สำหรับการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลนั้น นายพิธา ระบุว่า กำลังรอเอกสารนโยบายจากทางรัฐบาลอยู่ หากตามมารยาททางการเมือง ก็จะต้องทำให้เร็วเพื่อให้มีเวลาในการศึกษาประมาณ 5 วันก่อนที่จะมีการอภิปราย การจะให้เวลา 2-3 วันก่อนนะที่อภิปรายคงเป็นไปไม่ได้เพราะมีสาระในรายละเอียดเยอะ ขณะเดียวกันก็ต้องสื่อสารให้พี่น้องประชาชนได้สบายใจ ว่าขณะนี้ทางพรรคก้าวไกล เริ่มเก็งข้อสอบไปได้บ้างแล้ว โดยติดตามจากการหาเสียงก่อนเลือกตั้ง หากไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่ในนโยบายก็ต้องถามว่ามีเหตุผลอย่างไร และจะต้องถามว่าใช้เวลาเท่าไหร่ งบประมาณเท่าไหร่ในการดำเนินการด้วย เช่นโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ใช้งบประมาณเท่าไหร่และจะทำให้กลายเป็นตั๋วร่วมทั้งรถไฟฟ้าทั้งเรืออย่างไร ซึ่งได้มีการเตรียมเก็งข้อสอบเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าจะให้ดีก็อยากเห็นรูปเล่มเร็วๆ เพื่อให้สามารถทำงานได้
ส่วนการประชุมในการประชุมพรรควันนี้ได้ นายพิธา เปิดเผยว่า ยังพูดคุยกัน ถึงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะต้องรอการตัดสินคดีของตน ซึ่งอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญก่อน เพราะตามมาตรา 106 ของรัฐธรรมนูญ ตำแหน่งนี้ต้องเป็นของพรรคอันดับ 1 และต้องเป็น สส.อยู่ แต่ขณะเดียวกัน ตำแหน่งนี้ไม่ควรไหลไปพรรคอื่น ถ้าตัวเองกลับเข้าไปในสภา คนที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านก่อนหน้านี้ ก็ควรจะสิ้นสุดหน้าที่และไหลกลับมา เพราะเงื่อนไขได้เปลี่ยนไป
ขณะที่ การจะวิเคราะห์เรื่องตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านฯ มีหลายมิติ มีมิติส่วนตัว มีมิติของพรรคและมีมิติตามรัฐธรรมนูญตามกฎหมายที่จะต้องมี ส่วนตัวเองไม่ยึดติดกับตำแหน่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนพยายามที่จะกดดันให้ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรลาออก ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวอย่างเดียว ผมไม่ยึดติดกับตำแหน่ง แต่ถ้าตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106 ก็คงต้องว่ากันอีกที แต่ก็อย่างที่บอกว่าในที่ประชุม สส.ในมุมมองของพรรค ไม่ใช่ส่วนบุคคล แต่เป็นพรรคบอกว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องทำอะไรคือจะต้องรอให้คดีในส่วนของผมมีความชัดเจนอยู่ ที่ตรงกับอดีตประธานสภาชวน หลีกภัย พูดไว้ว่าไม่จำเป็นต้องมี ผู้นำฝ่ายค้าในสภาผู้แทนราษฎรตอนนี้
ประกาศฉบับที่ 19 “ฝนตกหนักถึงหนักมาก” เตือน! พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม
วอลเลย์บอลหญิงไทย ชนะ เวียดนาม 3-1 เซต ลิ่วดวล ญี่ปุ่น ศึกชิงแชมป์เอเชีย AVC 2023