หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งนัดพิจารณาคดียุบพรรคก้าวไกล ในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ รวมถึงกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องคดี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทำให้หลายฝ่ายจับตาอนาคตของพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย ว่าจะมีทิศทางอย่างไรต่อไป?
นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ร่วมพูดคุยประเด็นดังกล่าวผ่านรายการ เข้มข่าวเย็น ช่วง Exclusive Talk ทางช่อง PPTV HD 36 พร้อมวิเคราะห์อนาคตของทั้งสองพรรคไว้อย่างน่าสนใจ
พรรคก้าวไกลรอดยาก อาจโดนยุบ
นายจตุพร มองว่า ปฏิทินถูกกำหนดไว้แล้ว พรรคก้าวไกลจะถูกตัดสินให้ยุบพรรค ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2567 การออกมาพูดของสมาชิกวุฒิสภา ถือเป็นการประเมินสถานการณ์ คนการเมืองบางคนต้องการกระแทกเพื่อให้ผลตรงกันข้าม แม้ว่านายพิธา จะรู้สึกว่าสู้ได้ แต่ตนมองขาดว่า ตั้งแต่เกิดกรณีการล้มล้างการปกครองก็ไม่มีช่องทางอื่น
ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร 3 กรกฎาคมนี้ พรรคก้าวไกลอาจโดนทุบ หลังจากนั้นก็ต้องป้องกันไม่ให้งูเห่าในพรรคออกไปให้ได้มากที่สุด ซึ่งตนได้ยินมาว่ามีร่วม 20 คน พรรคก้าวไกลต้องไปทำการบ้านต่อไป
หรือแม้แต่สมาชิกพรรคเพื่อไทยก็อาจไม่รอด เพราะถ้าวันที่ 18 มิถุนายนนี้ ที่อัยการนัดนายทักษิณเข้าพบ หากนายทักษิณไม่ได้รับการประกันตัว หุ้นก็จะเปลี่ยน แพก็จะแตก
นายจตุพร มองว่า การที่นายทักษิณไปนวดตัว ไม่ได้หมายความว่านายทักษิณจะสู้อะไร ตนกล้าพูดว่าที่นายทักษิณเคลื่อนไหว เพื่อต้องการตอกย้ำว่า ยังอยู่ในประเทศไทย เป็นการสยบข่าวลือ แล้ววันที่ 18 มิถุนายนนี้ค่อยว่ากัน
ขณะที่ นายศิโรตม์ กล่าวว่า คิดว่าพรรคก้าวไกลตั้งใจสู้อย่างเต็มที่ ตนทราบมาว่า นายพิธาจะดูด้านกฎหมายเอง โดยดึงทนายความด้านนอกเข้ามาช่วย พร้อมถอดบทเรียนว่า ทำไมถึงแพ้กรณีพรรคอนาคตใหม่ หรือแพ้ในกรณีของนายธนาธร เชื่อว่าพรรคก้าวไกลมีโอกาสชนะ หากประเทศไทยปกครองด้วยระบบกฎหมายเป็นใหญ่ แต่กฎหมายในประเทศไทยเป็นกฎหมายที่เชื่อว่าทุกคนทราบดีว่า เป็นกฎหมายที่ดูว่าใช้กับใคร
นายศิโรตม์ เชื่อว่า กรณีพรรคก้าวไกล จะไม่ได้สู้ด้วยเรื่องกฎหมาย แต่สู้ด้วยเรื่องของคอนเนกชัน คิดว่าโอกาสรอดคงจะยาก ก้าวไกลควรมองในขั้นถัดไปว่า พรรคใหม่หลังจากนี้ จะสู้อย่างไรในการเลือกตั้งครั้งหน้า แม้จะมีคนประเมินว่าก้าวไกลจะได้อันดับหนึ่งก็จริง แต่การประคองพรรคและสถานการณ์หลังโดนคดียุบพรรค เช่น หากมีงูเห่า พรรคใหม่ของก้าวไกลก็จะไม่ใช่อันดับหนึ่งของประเทศอีกต่อไป
นายศิโรตม์ ยกตัวอย่างว่า สมมติงูเห่าไปอยู่พรรคเพื่อไทย ก็จะพูดได้ว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคอันดับหนึ่ง แม้ไม่ชนะอันดับหนึ่ง ก็จะสามารถพูดได้เต็มปาก แม้ได้งูเห่าจากพรรคก้าวไกลมาเพียง 15 คนก็ตาม สมการทางการเมืองจะเปลี่ยนอย่างรุนแรง
นายศิโรตม์ แสดงความเห็นกรณีหากพรรคเพื่อไทยรับงูเห่าจากพรรคก้าวไกลไว้ 2 แนวทาง แนวทางแรก คือ รับเข้าพรรค แนวทางที่สองคือ ไปฝากเลี้ยงกับพรรคอื่น โดยคนที่จะรับฝากคือคนที่ยังอยู่พรรคอื่น แต่เตรียมมาอยู่พรรคเพื่อไทย และต้องมีตำแหน่งที่ใหญ่พอ แต่ขึ้นอยู่กับว่าไปตอนนี้ หรือไปในอนาคต
เชื่อ พรรคก้าวไกลกลับมาได้ พร้อมผู้นำหน้าใหม่
นายศิโรตม์ มองว่า ครั้งนี้พรรคก้าวไกลมีเอกภาพมาก เชื่อว่ากลุ่มงูเห่าที่จะไป จะเป็นกลุ่มที่ไม่ได้มีดีเอ็นเอแบบพรรคก้าวไกลจริง ๆ แต่ไปอยู่ในพรรคก้าวไกลถูกที่ถูกเวลา ในช่วงที่กระแสของพรรคก้าวไกลแรง ทั้งที่ดีเอ็นเอของเขาอาจเหมาะกับการอยู่พรรคฝ่ายรัฐบาลบางพรรคมากกว่า แต่ไม่มีช่องทาง และเชื่อว่ากลุ่มนั้นเป็นกลุ่มคนที่จะไป
แต่ด้วยคะแนนความนิยมของพรรคก้าวไกลที่รุนแรง เชื่อว่าจะได้กลุ่มคนหน้าใหม่เติมเข้ามาอีก เพราะจุดเด่นหนึ่งของพรรคก้าวไกล คือ การมีบุคลากรเบื้องหลังที่แข็งแกร่ง และพร้อมทำงานให้พรรคโดยที่ไม่ออกหน้า ซึ่งเชื่อว่ากลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ทำให้พรรคก้าวไกลเดินหน้าได้
นายศิโรตม์ กล่าวว่า ตอนที่พรรคอนาคตใหม่โดนยุบ คนก็ไม่คิดว่านายพิธาจะทำให้พรรคก้าวไกลกลายเป็นพรรคที่ชนะอันดับหนึ่ง เชื่อว่าคนในพรรครู้ว่าใครมีศักยภาพพอจะเป็นทายาททางการเมืองของพรรคก้าวไกลต่อไป แต่คนนอกอาจมองไม่ออก เช่นนายพิธาที่ได้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ประกายของเขาก็จะฉายออกมา
นายศิโรตม์ คาดว่า นายพริษฐ์ นางสาวศิริกัญญา หรืออาจารย์ต้น อาจเป็นคนที่มีศักยภาพพอที่จะนำก้าวไกลต่อไปได้
ด้านนายจตุพร มองว่า ปัญหาไม่ใช่อยู่แค่พรรคก้าวไกลโดนยุบ เพราะโดนยุบเฉพาะกรรมการบริหารพรรคเท่านั้น แต่พรรคก้าวไกลยังมีนายพิธา นายชัยธวัช นายอภิชาติ หรือคนอื่น ๆ รวมถึงผู้แทน สส. ประมาณ 5 คน แต่ความน่ากลัวอยู่ที่ 44 สส. ในเรื่องจริยธรรมในการแก้ไขมาตรา 112 ตนเชื่อว่าถ้าเดินไปถึง 44 สส. ซึ่งเหลือใช้งานจริง ประมาณ 26 คน บุคลากรสำคัญจะหายไปหมด
ไม่ว่าจะเป็นนางสาวศิริกัญญา นายวิโรจน์ นายรังสิมันต์ โรม เพราะกรณีของนายพิธา นายชัยธวัช ก็โดนไปตั้งแต่รอบแรกแล้ว แม้พรรคก้าวไกลในอนาคตจะโตมากกว่าเดิม แต่ในแถวสามของเขาก็จะต้องสร้างบุคลากรทางการเมืองใหม่
นายจตุพร เชื่อว่า ไม่ว่าพรรคก้าวไกลจะมาใหม่ในนามพรรคไหนก็ตาม แน่นอนว่าคนก็จะตามไปเลือก แต่บุคคลากรทางการเมืองในยุคพรรคอนาคตใหม่มาต่อที่ยุคพรรคก้าวไกล ยังสามารถต่อกันได้ ส่วนจากพรรคก้าวไกลมาพรรคใหม่ อาจใช้เวลาในการสร้างความนิยม ไม่ว่าอย่างไร ตนมองว่าพรรคก้าวไกลต้องเร่งสร้างบุคลากรที่มีความสามารถทางการเมืองขึ้นมา
นายจตุพร กล่าวว่า เชื่อว่าเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคก้าวไกลยังได้ที่หนึ่งอยู่ แต่บทเรียนสองครั้งไม่ว่าจะเป็นบทเรียนเรื่องการรักษาพรรค และการคัดเลือกบุคลากร เป็นสิ่งสำคัญ เพราะช่วงที่เป็นพรรคอนาคตใหม่ก็ต้องยอมรับความผิดพลาดกรณีที่มีงูเห่าเกิดขึ้นมามาก พอมาเป็นพรรคก้าวไกล ก็ต้องคิดว่าท้ายที่สุดก็หนีสัจธรรมนี้ไม่พ้น และหากตั้งพรรคครั้งที่สาม ถ้าเกิดปรากฎการณ์งูเห่าอีก คนก็จะวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่มีปัญญาในการจัดการคน
เลือกตั้งครั้งหน้า พรรคเพื่อไทย แพ้ราบคาบ
นายจตุพร กล่าวว่า ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยจะแพ้ชนิดที่หาทางกลับไม่เจออีกเลย เพราะไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไปสู้ในสนามของการเลือกตั้ง ก่อนที่พรรคเพื่อไทยได้รับโอกาสจากประชาชน คนก็ให้โอกาสพรรคการเมืองอื่น พอพรรคนั้นจุดยืนเปลี่ยน คนก็ทิ้ง วันนี้พรรคเพื่อไทยจะเอาอะไรไปขายในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง
นายจตุพร กล่าวต่อว่า วันนี้เราเองก็เห็นว่าพรรคเพื่อไทยปกติจะใช้ AIR WAR ด้านกว้าง GROUND WAR เป็นรอง แต่ครั้งต่อไป AIR WAR ด้านกว้าง กระแสจุดยืนทางประชาธิปไตยใช้ไม่ได้ ขายไม่ได้แล้ว การตระบัดสัตย์ถือเป็นข้อหาที่แรงมาก เรื่องผลงานก็ยังหาอะไรไม่ได้ เชื่อว่าอนาคตของพรรคเพื่อไทยครั้งหน้าจะดิ่งเหว และแพ้อย่างราบคาบ
นายจตุพร ระบุว่า แม้พรรคก้าวไกลโดนยุบ พรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้ประโยชน์ เพราะพรรคเพื่อไทยเองก็มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย มีแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง และที่สำคัญที่สุดคือ ความเชื่อในสิ่งที่พรรคเพื่อไทยประกาศ ครั้งนี้ คนกว่าสิบล้านคนถูกพรรคเพื่อไทยหักหลัง ถูกทรยศ
เพราะพรรคเพื่อไทยหาเสียงว่าจะไม่ร่วมมือกับใคร ท้ายที่สุดก็กลับหลังหัน ไปจับมือข้ามขั้ว และยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง แต่ประชาชนที่เขาเลือก เพราะเชื่อว่าเพื่อไทยจะไม่ทำเช่นนั้น หากมีการเลือกตั้งครั้งหน้าประชาชนก็จะลงทัณฑ์
เพราะฉะนั้น การยุบพรรคก้าวไกล ไม่เป็นประโยชน์กับพรรคเพื่อไทย มิหนำซ้ำ พรรคเพื่อไทยจะเสียหายมากในการเลือกตั้งครั้งหน้า
"ศิโรตม์" ชี้ พรรคเพื่อไทยเหลือ 2 ทางเลือก
นายศิโรตม์ มองว่า พรรคเพื่อไทยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากหยุดกิจการ หรือทางเลือกที่สองคือ ต้องเป็นพรรคสายดูด คือต้องไปไล่ดูด สส. จากพรรคอื่นมา เช่นในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคพลังประชารัฐ กับ พรรครวมไทยสร้างชาติ ก็คงไม่มีอีกต่อไป เป็นไปได้ว่า พรรคเพื่อไทยอาจได้ สส. จากทั้งสองพรรคมาบางส่วน รวมกับ สส. ที่คนของบางพรรคซึ่งเตรียมเข้าพรรคเพื่อไทย ไปกะลิ้มกะเหลี่ย สส. พรรคก้าวไกลบางคน ก็อาจทำให้ได้ สส. เติมเข้ามาอีก
นายศิโรตม์ กล่าวต่อว่า ปัญหาของการเป็นพรรคสายดูดคือ คุณจะกลายเป็นพรรคที่สังคมไม่นับถือ ซึ่งคุณสมบัติของพรรคหรือนักการเมืองที่สังคมไม่นับถือมีสามอย่าง ได้แก่
- เป็นพรรคการเมืองที่ไม่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย
- เป็นนักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่คอร์รัปชัน
- เป็นนักการเมืองที่ไม่ซื่อสัตย์กับประชาชน
เพราะฉะนั้นในสามเรื่องนี้ คิดว่าพรรคเพื่อไทยมีปัญหาแล้วว่า จะบอกว่าเป็นพรรคประชาธิปไตยก็พูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำ คอร์รัปชันอาจยังไม่ใช่ประเด็นเท่าไหร่ แต่หากไปดูดนักการเมืองจากพรรคอื่นมาเมื่อไหร่ ภาพของพรรคเพื่อไทยก็จะเป็นพรรคที่ไม่ซื่อสัตย์กับประชขาชน
ซึ่งส่วนนี้หากเกิดขึ้นจริง อาจจะทำให้พรรคเพื่อไทยเสียหายในระยะยาว แต่ความเป็นพรรคการเมืองของพรรคเพื่อไทยอาจคิดแค่ว่า ตอนนี้ถูกโจมตีว่าไม่ใช่ที่หนึ่ง ก็อาจไปดูด สส. บางส่วนมาเพื่อให้บอกได้ว่าเขากลายเป็นที่หนึ่ง แล้วก็จะคุยได้ว่าพรรคเพื่อไทยคือที่หนึ่ง
นายศิโรตม์ มองว่า ธรรมชาติของนักการเมืองแบบพรรคเพื่อไทยคิดเรื่องระยะสั้น ไม่ได้คิดเรื่องระยะยาว เพราะถ้าคิดเรื่องระยะยาว หลายเรื่องที่พรรคเพื่อไทยทำจะไม่เป็นแบบทุกวันนี้
ด้านนายจตุพร กล่าวว่า หลักการเรื่องการเอาผู้แทนประเภทที่ใช้เงินตราดูดนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองรูปแบบใด ก็จะถือว่านักการเมืองคนนั้นหาอุดมการณ์ไม่ได้ ในบางสถานการณ์อาจได้นักการเมืองเช่นนั้น แต่ตนเชื่อว่าประเทศเดินทางไปไกล ความเป็นจริงการเลิกกิจการของพรรคเพื่อไทยอาจจะจบได้งดงามกว่า แต่หากดั้นหน้าก็จะยิ่งทรุดลง และยิ่งฉายตัวตนตามลำดับ
การเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนก็ส่งสัญญาณแล้วว่า จากจุดสตาร์ตที่ต้องการ 310 เสียง ไปจุดประกายเรื่องแลนด์สไลด์ ไป ๆ มา ๆ จุดยืนไม่ชัดเจน ประชาชนก็เริ่มส่งสัญญาณแล้ว พอได้รับการเลือกตั้งเป็นลำดับที่สอง ไปทำสิ่งที่ผิดคำพูดไว้กับประชาชน ครั้งหน้าในสนามเลือกตั้ง ใครจะไปสบตากับประชาชน แค่ประชาชนได้ยินคลิปเก่า ๆ ก็ไปยาก แต่ละคนพูดใหญ่พูดโต จุดยืนชัดเจน แต่ถึงเวลาแล้วละทิ้งกันทั้งหมด
นายจตุพร กล่าวว่า ดังนั้นแม้จะคิดกระเสือกกระสน ใช้ปรับวิธีการอื่น ตนก็มองว่ารอดยาก เพราะเสียการเมืองไปอย่างชัดเจนแล้ว
จับตา "ทักษิณ" ตัวชี้ชะตาพรรคเพื่อไทย
นายจตุพร มองว่า กรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องคดี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ให้ดูว่าวันที่ 18 มิถุนายนนี้ นายทักษิณจะไปศาลหรือเปล่า แม้ว่านายทักษิณจะสู้อย่างไร ก็เหมือนอดีตนักการเมืองที่เคยได้รับความนิยมจากประชาชน พอถึงเวลามันไม่ได้อยู่ที่ตัวนายทักษิณแล้ว มันอยู่ที่ประชาชน พอเห็นว่าไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือนที่คนเคยเห็น มันจบแล้วตั้งแต่ 22 สิงหาคม ปี 2566 หลังจากนั้นก็ติดลบอย่างรวดเร็ว
นายจตุพร กล่าวว่า ความพยายามของนายทักษิณจะไม่มีความหมาย เชื่อว่าอำนาจการต่อรองที่ผ่านมาใช้ไปอย่างครบถ้วนแล้ว กระทั่งคู่ต่อรองเสียหาย นำพาให้ประเทศเสียหาย กระบวนการยุติธรรม พระบรมราชโองการ ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า เพราะฉะนั้นวันนี้กลับมาที่จุดเดิม ว่าตัวนายทักษิณกลายเป็นปัญหาของประเทศ
นายจตุพร กล่าวต่อว่า ดังนั้นที่คิดว่านายทักษิณจะมาช่วยเพิ่มกระแสพรรคเพื่อไทย ในระยะเวลาร่วม 9 เดือน ต้องดูว่ากระแสความนิยมของรัฐบาลสูงขึ้นหรือเปล่า เพราะนายทักษิณไม่สามารถกระชากลากความนิยมได้ แม้ในอดีตนายทักษิณสามารถกระชากลากได้ เพราะมีจุดยืนประชาธิไตย มีผลงาน
พอเรื่องประชาธิปไตยล้มหาย ความนิยมก็กลายเป็นอดีตไป ปรากฏขณะนี้ก็พากันทรุดยิ่งกว่าเดิม เหมือนเตี้ยไปอุ้มค่อม นายทักษิณไม่สามารถลากพรรคเพื่อไทยขึ้นมาได้ มิหนำซ้ำอาจพาพรรคเพื่อไทยให้ทรุดหนักลงยิ่งกว่าเดิม
นายจตุพร มองว่า การทรุดของพรรคเพื่อไทยในอนาคต อาจทรุดหนักกว่ากรณีพรรคประชาธิปัตย์ เพราะพื้นที่ฐานเสียงที่พรรคเพื่อไทยได้มากคือภาคอีสาน ซึ่งเป็นจำนวนผู้แทนเกือบ 3 เท่า เดิมพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้รับความนิยมสูงในภาคอีสานเช่นกัน แต่พอประชาชนทิ้งก็ทิ้งเลย
วันนี้ก็เช่นกัน ให้จับตาปรากฏการเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้าประชาชนเห็นว่าจำเป็นต้องทิ้ง ทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีมาอย่างยาวนาน ตนเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเกิดการสั่งสอนจากประชาชนอย่างรุนแรงมากที่สุด ภาคเหนือก็เริ่มเห็นได้จากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาแล้ว
พรรคเพื่อไทยยังไปต่อ แต่ฐานเสียงหดหาย
นายศิโรตม์ มองว่า พรรคเพื่อไทยคงจะไม่ไปถึงจุดเลิกกิจการโดยง่าย แต่สังคมจะให้บทเรียนกับนายทักษิณว่า บางอย่างเมื่อถึงเวลาพอก็ต้องพอ ตนคิดว่าเต็มที่คือ นายทักษิณอาจสู้อีกหนึ่งสมัยแล้วคงจะไม่สู้แล้ว พื้นที่ภาคอีสานถือเป็นทางแยกของเพื่อไทย รักประชาธิปไตยมากด้วย ดังนั้นเมื่อจุดยืนเรื่องประชาธิปไตยของพรรคเพื่อไทยไม่ชัดเจน เรื่องอื่นก็จะถูกลดความสำคัญลงไปโดยปริยาย
นายศิโรตม์ กล่าวต่อว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคเพื่อไทยจะสูญเสียอำนาจในการต่อรองอย่างหนัก ทั้งในแง่ของการเมือง มวลชนจะหดหาย จำนวน สส. จะหดหาย นายทักษิณก็จะตระหนักได้เองว่าสิ่งที่เหน็ดเหนื่อยไปตนจะไม่ได้อะไรเลย ตนเชื่อว่านายทักษิณทำงานเพราะต้องการเป็นรัฐบาลหรือมีอำนาจ
ดังนั้น ถีงจุดนั้นนายทักษิณก็จะเห็นเอง ด้วยจำนวนมวลชนที่หดหาย จาก 14 ล้านเสียง เหลือ 10 ล้านเสียง ถือว่าหายไปเกินคาด และคราวหน้าจาก 10 ล้านเสียง อาจเหลือ 5 ล้านเสียงก็ได้ ตนหวังว่า นายทักษิณจะเห็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เผชิญ นำมาเป็นบทเรียนว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกาลเวลาได้ ถ้าไม่มีจุดยืน
ก้าวไกล-เพื่อไทย ไร้การจับมือ
นายศิโรตม์ มองว่า พรรคก้าวไกลไม่เลือกจับมือกับพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคก้าวไกลเป็นพรรคที่มีอนาคต และอนาคตของพรรคก้าวไกลไม่ได้อยู่ที่การจับมือกับพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน
แต่กรณีเกิดข่าวการจับมือกันของทั้งสองพรรค คิดว่ามีที่มาที่ไปคือ พรรคที่ไม่ค่อยมีอนาคตแล้ว ต้องการสื่อให้เห็นว่าตนยังมีอำนาจต่อรองทั้งสองกลุ่ม คือ กลุ่มอำนาจเก่า ซึ่งอาจจะสื่อว่าเขามีโอกาสจับมือกับพรรคก้าวไกลเพื่อขู่อำนาจเก่าว่า ถ้าเล่นงานหนัก จะจับมือกับพรรคก้าวไกล สองคือ ต้องการสื่อกับพรรคร่วมรัฐบาลว่า ถ้าแทงข้างหลังนายกเศรษฐา ก็จะถูกทิ้ง โดยการไปจับมือกับพรรคก้าวไกล
นายศิโรตม์ กล่าวต่อว่า แม้เชิงตรรกะแล้ว พรรคก้าวไกลไม่มีเหตุผลต้องจับมือกับพรรคเพื่อไทย ณ วันนี้ทุกคนก็รู้ว่าพรรคก้าวไกลจะถูกยุบ แต่ทุกคนก็เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้เสียงอย่างถล่มทลาย เพราะฉะนั้น พรรคก้าวไกลจจึงมองว่าไม่มีความจำเป็นต้องจับมือกับพรรคเพื่อไทย
นายศิโรตม์ ทิ้งท้ายว่า ต้องจับตาวันที่ 18 มิถุนายนนี้ ว่านายทักษิณจะได้ประกันตัวหรือไม่ ถ้าไม่ได้ ความมั่นใจของพรรคเพื่อไทยจะล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว และบรรยากาศทางการเมืองที่กลุ่มอำนาจเก่าจะเถลิงอำนาจก็จะมีอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการยุบพรรคก้าวไกล ก็จะถือเป็นสัญญาณการเมืองอำมหิต และอาจต้องมาคุยกันถึงการรัฐประหารว่าจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่
อังกฤษ ประกาศชื่อ 26 คนสุดท้าย ลุยศึกฟุตบอลยูโร 2024