นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ให้สัมภาษณ์ในรายการปิดไมค์ถาม Off The Record PPTV HD36 ถึงเบื้องหลังกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร มอบหมายให้ทนายความยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการเสริมสร้างสังคมสันติสุข เพื่อขอคืนสิทธิทางการเมืองและล้างประวัติคดีความ
แทคติกล้างมลทิน ย้อนแย้งกฎหมาย อาศัยช่อง "ผลไม้พิษ"
นายจตุพรชี้ว่า การยื่นเรื่องดังกล่าวมีความย้อนแย้งทางกฎหมายอย่างรุนแรง
เนื่องจากโครงร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข ถูกออกแบบมาโดยเว้น 3 ข้อยกเว้นสำคัญ ได้แก่ คดีทุจริตตามมาตรา 157 คดีมาตรา 112 และคดีฆ่าคนตาย
อีกทั้งนายทักษิณเองได้เคยยอมรับสารภาพในคดีทุจริตตามบันทึกพระบรมราชโองการพระราชทานอภัยลดโทษไปแล้ว แต่ฝ่ายการเมืองของเพื่อไทยกลับพยายามใช้ตรรกะ "ทฤษฎีต้นไม้พิษ ผลไม้พิษ" จากการรัฐประหาร เพื่อยกเลิกความผิดคดีทุจริตทั้งหมด
ซึ่งหากคณะกรรมการฯ ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว จะขัดต่อกฎหมายและอาจทำให้คณะกรรมการฯ ต้องติดคุกเสียเอง รวมถึงสร้างแรงต้านจากสังคมจนบ้านเมืองลุกเป็นไฟ คล้ายวิกฤต พ.ร.บ.สุดซอย ในปี 2556
"ผู้นำทั้งโลกใครประกาศวางมือทางการเมือง ประกาศวางครั้งเดียวแล้วก็วางเลย นี่วางแล้ววางอีก เหมือนไปงานศพเดียวแต่วางดอกไม้จันทน์หลายครั้ง ไปขอคืนสิทธิคือล้างประวัติหมด เพื่อวันหนึ่งลง สส.ได้ เป็นนายกรัฐมนตรีได้" นายจตุพรกล่าว
บีบไข่แดง "เนวิน-อนุทิน" ประลองกำลังพร้อมหัก
นายจตุพรมองว่า ความน่าสนใจอยู่ที่ "จังหวะเวลา" ในการขับเคลื่อน นายทักษิณเลือกยื่นเรื่องนิรโทษกรรมในห้วงเวลาเดียวกับที่พรรคฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยฝ่ายค้านมุ่งเป้าโจมตีไปที่พรรคภูมิใจไทยเพียงพรรคเดียว และเว้นพรรคเพื่อไทยไว้
นายจตุพรอธิบายว่า นี่คือแทคติกการบีบขั้วอำนาจสีน้ำเงินอย่างเด็ดขาด เนื่องจากพรรคเพื่อไทยถือเสียงข้างมากในรัฐบาล หากเพื่อไทยส่งสัญญาณถอนตัวหรือโหวตสวน นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในวันซักฟอก รัฐบาลจะล่มสลายทันที
การยื่นเรื่องนิรโทษกรรมพร้อมกับการเสนอโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการรถเกี่ยวข้าว 8,000 คัน จึงเป็นเครื่องมือวัดใจและบีบบังคับให้นายเนวินต้องยอมแลกเปลี่ยนเงื่อนไขทางการเมือง
สูตรสมคบคิด "แดง+เขียว" ดึง 132 เสียงเสียบแทนภูมิใจไทย
นายจตุพรกล่าวว่า ในเชิงการจัดตั้งรัฐบาล มีการมองข้ามช็อตถึงการดึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และพรรคกล้าธรรม หรือกลุ่มสีเขียว เข้ามาร่วมกับพรรคเพื่อไทย หรือกลุ่มสีแดง รวมเป็น 132 เสียง โดยเพื่อไทยพร้อมเสนอโควตากระทรวงเกรดเอ ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มหาดไทย คมนาคม หรือพลังงาน ให้แก่กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส เพื่อนำเสียงเข้ามาเสียบแทนที่พรรคภูมิใจไทย
สูตรการเมืองนี้เป็นการดึงเอาโมเดลในอดีตมาใช้ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองสูงสุด โดยพรรคเพื่อไทยทำทีเป็นดื้อเงียบ และแสดงละครหน้าฉากอย่างเรียบร้อยผิดปกติ แต่เบื้องหลังกลับซุ่มวางแผนโดดเดี่ยวพรรคภูมิใจไทย เพื่อพานายทักษิณและพรรคเพื่อไทยทะยานกลับมาเป็นเบอร์ 1 ทางการเมืองอีกครั้ง หลังต้องตกเป็นรองกลุ่มลูกน้องเก่ามานาน
"การเมืองคือการออกแบบนะ คือการแสดง เพียงแต่ว่าใครจะแสดงแนบเนียน ประชาชนเพียงแค่คนดูเท่านั้นน่ะ คือการต่อรองของนักการเมืองมันผิดธรรมชาติ ไม่มีเพื่อนตาย ไม่มีเพื่อนกินกันเสียด้วย... เป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษ ไม่ได้จำวันพรุ่งนี้ ไม่ต้องคิดถึงอนาคต เอาแค่วันนี้ชิงอำนาจให้ได้" นายจตุพรกล่าว
เตือนสติปม "เบ็ดเสร็จ" ระวังจบที่วิกฤต "ล้มกระดาน"
อย่างไรก็ตาม นายจตุพรเตือนทุกฝ่ายว่า อำนาจของกลุ่มอนุรักษนิยม กองทัพ และกลุ่มทุน ไม่เคยผูกขาดไว้กับพรรคการเมืองใดเป็นการถาวร ที่ผ่านมาศูนย์รวมอำนาจเคยเปลี่ยน "ม้าศึก" มาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ มาจนถึงภูมิใจไทย
การที่พรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทยประเมินว่าตนเองมีอำนาจเบ็ดเสร็จถือเป็นความคิดที่อันตรายยิ่ง เพราะในอดีตนายทักษิณเคยมีถึง 377 เสียงก็ยังถูกล้มได้
หากเกมต่อรองและห้ำหั่นทางอำนาจครั้งนี้เดินไปจนเกินพอดี สภาพการณ์ทางการเมืองที่มองว่า "บันเทิง" ในวันนี้ อาจกลายเป็น "บรรลัย" และส่งผลให้ฝ่ายอำนาจรัฐพันลึกหรือกองทัพเข้าสวมรอยฉวยโอกาส "ล้มกระดาน" ผ่านกลไกศาลรัฐธรรมนูญหรือการยึดอำนาจในท้ายที่สุด