“หมอเอก” เจาะ "ระบอบส้ม" เปิดศึกอุดมการณ์! ก้าวหน้าหรือล้าหลัง?

โดย PPTV Online

เผยแพร่

“หมอเอก” นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ เจาะ "ระบอบส้ม" จากพรรคอนาคตใหม่จนถึงพรรคก้าวไกล เปิดศึกอุดมการณ์! ก้าวหน้าหรือล้าหลัง?

“หมอเอก” นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการ “Off The Record” PPTV HD36 เปิดใจครั้งสำคัญถึงเบื้องหลังเส้นทางการเมืองจากพรรคอนาคตใหม่-พรรคก้าวไกล สู่พรรคภูมิใจไทย กับบทบาทโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีป้ายแดง ที่พร้อมตอบโต้กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลแบบถึงพริกถึงขิง รวมทั้งเปิดเหตุผลและจุดแตกหักที่ทำให้ต้องแยกทางกับพรรคสีส้ม

หมอเอก รายการOff The Record
“หมอเอก” เจาะ "ระบอบส้ม"

จุดเริ่มต้นกับ "อนาคตใหม่-ก้าวไกล"

โดย “หมอเอก” เล่าว่า อยู่กับพรรคอนาคตใหม่ตั้งแต่ยุกก่อตั้ง ก่อนที่จะเปิดตัวพรรค ในยุคที่คนไม่รู้จักธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จนวันหนึ่งกลายเป็นที่รู้จักและได้รับเลือกตั้งเป็น สส.เชียงราย ในสังกัดพรรคอนาคตใหม่ จนกระทั่งวันที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ตนก็เป็นผู้รวบรวม สส. ที่เหลืออยู่เพื่อไปต่อกับพรรคก้าวไกล และยังเป็นแกนนำเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกลด้วย ก่อนได้รับตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคในขณะนั้น

ฟางเส้นสุดท้าย “จุดแตกหัก” พรรคส้ม

“หมอเอก” เล่าว่า ฟางเส้นสุดท้ายก่อนตัดสินใจออกจากพรรค มี 2 เรื่อง โดยเรื่องแรกมาจากการยื่นแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งใช้ สส. ลงชื่อยื่นแก้ไขเพียง 20 คนก็เพียงพอแล้ว แต่พรรคกลับต้องการให้ สส.ทุกคนลงชื่อ ซึ่งตนไม่เห็นด้วยกับหลักการในเรื่องดังกล่าว เลยไม่ได้ลงชื่อ และมี สส. 9 คนที่ไม่ยอมลงชื่อในเรื่องดังกล่าว หลังจากนั้นก็มีบัญชีทวิตเตอร์ (X) ที่ใกล้ชิดกับพรรคเปิดเผยรายชื่อ 9 สส. ที่ไม่เซ็นชื่อ ซึ่งตนก็เริ่มไม่สบายใจ เพราะในมุมนั้นมองว่าเป็นการ “ฆ่าเพื่อนเพื่อให้ได้ซีน” เพื่อให้สื่อประโคมข่าวให้เป็นที่สนใจ

เรื่องที่สอง พรรคเริ่มต้นด้วย 12 ธงความคิด ในการปฏิรูปโครงสร้างประเทศ แต่ต่อมากลับละทิ้ง 12 ธงเดิม แล้วยก "ธงที่ 13" (เรื่องสถาบัน) ขึ้นมาเป็นธงนำเพียงธงเดียว โดยการที่ตนออกมาและรับตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้สื่อสารไปชัดเจนว่าต้องการมาแข่งการปักธงความคิดและสร้างประโยชน์ให้ประชาชน ไม่ได้แข่งเรื่องวาทะกรรม ว่าใครจะหยาบคายหรือเสียงดังกล่าวกัน

“ถ้าวันนั้นเขาบอกว่าจะทำ 12 เรื่อง โดยที่เรื่อง 13 ที่เคยคุยกันไว้ตั้งแต่ต้นว่าจะไม่ทำ แล้วเดินหน้าทำ 12 เรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ ผมจะรู้สึกผิดที่ออกมา ถ้าใครบอกว่าผมย้ายออกมาจากพรรคเพราะเปลี่ยนอุดมการณ์ก็ต้องไปย้อนดูใหม่ว่า ธง 12 ข้อหรืออุดมการณ์หลักของพรรคที่ไม่สร้างความขัดแย้งให้ประชาชนในการปักธงความคิด ผมไม่ได้เปลี่ยนตั้งแต่วันนั้น ผมไม่ได้แบ่งประชาชนเป็นสีเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง”

หมอเอก รายการOff The Record
“หมอเอก” นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

อุดมการณ์ก้าวหน้าหรือล้าหลัง?

“หมอเอก” เล่าว่า ธงความคิดของพรรคส้มหลายเรื่อง ทั้งการปฏิรูปสาธารณสุข การทำให้งบประมาณเปิดเผยโปร่งใส พรรคส้มมีการเสนอแต่ไม่ทำและไม่ติดตามแต่เป็นพรรคภูมิใจไทยที่ทำ รวมทั้งเรื่องการเกณฑ์ทหารโดยสมัครใจ เรื่องทลายทุนใหญ่ผูกขาดค่าไฟ ปราบนอมินีทุนเทา พรรคส้มก็เคยเสนอ แต่วันนี้พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมทำกลับไปไกลกว่าพรรคกลุ่มก้าวหน้าเคยเสนอไว้ แล้ววันนี้พรรคกลุ่มก้าวหน้า มีอะไรที่ก้าวหน้ากว่านี้เสนอหรือไม่ วันนี้กลับไปติดอยู่กับวาทะกรรมว่าเขาเป็นคนเสนอเรื่องเหล่านี้

“ถ้าเราเอาสิ่งที่เป็นนโยบายที่เสนอตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ รวมถึงพรรคก้าวไกล ไปให้ Ai พิจารณาเทียบกับทั่วโลกอยู่ในระดับไหน ตั้งแต่อนุรักษ์นิยมจนถึงก้าวหน้า ปรากฎว่าเฉดของพรรคส้มอยู่ในช่วงกลางๆ ค่อนไปทางอนุรักษ์นิยมด้วยซ้ำไป”

โดย “หมอเอก” ยกตัวอย่างนโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่ก้าวหน้ากว่าพรรคสีส้ม อาทิ พรรคภูมิใจไทยเคยเสนอว่าสิทธิการกู้ กยศ.ไม่ให้เก็บดอกเบี้ย และไม่ควรมีค่าปรับ แต่สุดท้ายพรรคส้มบอกว่าต้องมีดอกเบี้ย ทั้งที่เรื่องนี้พรรคภูมิใจไทยมองว่าการศึกษาควรเป็นเรื่องสวัสดิการ ควรให้ตรงนี้เป็นเงินยืมไม่ใช่เงินกู้ หรือกรณีพรรคภูมิใจไทยเสนอกฎหมายการให้เงินพื้นฐานแก่ประชาชน โดยที่พรรคกลุ่มก้าวหน้าไม่เคยเสนอให้ และเป็นคนโหวตคว่ำในตอนเสนอแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา

ส่วนภาพการลดเพดานเรื่องสถาบันลงนั้น “หมอเอก” บอกว่า มันก็อาจจะมีคนในที่ยังมีความคิดในเชิงแบบนั้นอยู่ เพียงแต่ข้างนอกเป็นจุดยืนที่ขายไม่ได้ และไม่มีเสียงจากสังคมพอที่จะสนับสนุน ดังนั้นมุมมองความคิดของพรรคส้มในตอนนี้ คิดว่าเขาวุ่นวายอยู่กับคะแนนเสียงและคะแนนนิยมของพรรค มากกว่าประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ

หมอเอก รายการOff The Record
“หมอเอก” นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

“ระบอบสีน้ำเงิน-ระบอบสีส้ม”

นอกจากนั้น “หมอเอก” ยังมองว่า กระแสคนรุ่นใหม่ที่เลือกพรรคสีส้มลดลงจากการเลือกตั้ง 2566 กับปี 2569 ซึ่งความนิยมของเขาลดลง และวันนี้เขายังคงหมกมุ่นกับเรื่องนั้นอยู่ ทำให้ต้องพยายามดึงคะแนนนิยม ทั้งในโซเชียลมีเดีย ทั้งการออกมาโจมตีรายวันออกมาเปิดโปงรายวัน ซึ่งไม่ได้สร้างประโยชน์ให้ประชาชน และในช่วงที่มีการเลือกตั้งเขาก็ได้สร้าง “ระบอบสีน้ำเงิน” เหมือนกับการสร้าง “ระบอบลุง” ในการเลือกตั้งช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นการสร้างศัตรูขึ้นมา 1 ตัวเพื่อใช้ในวันที่มีการเลือกตั้ง

เมื่อถามว่าคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่คนทั่วไปเข้าใจมันมีอยู่แล้วหรือไม่ ทั้ง สว. องค์กรอิสระ ที่ถูกมองว่าอยู่ข้างนี้  ซึ่ง “หมอเอก” บอกว่า เรื่องเหล่านี้มันอยู่ตามกฎหมาย มีการพูดไปพูดมา โดยไม่มีเนื้อหาสาระว่าจริงๆแล้วที่เขาอ้างถึงมันมีแบบนั้นจริงไหม และถ้าย้อนถามกลับไปมันมีระบอบสีส้มอยู่จริง เราโดนฮุปประกันสังคมด้วยระบอบส้ม ในช่วงที่ผ่านมาเขาอาจจะเป็นตัวแทนแค่ในกลุ่มลูกจ้างอย่างเดียว แต่ถ้าตัวแทนกลุ่มลูกจ้างและนายจ้างเป็นคนกลุ่มเดียวกัน มันทำให้บางครั้งการขับเคลื่อนนโยบายมีปัญหา บางทีอาจจะเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งก็ได้ ตรงนี้คือระบอบส้มที่น่ากลัว

“สิ่งที่เขาอ้างว่าเป็นระบอบน้ำเงินเนี่ย มันมีองค์กรหลายๆองค์กรที่คอยตรวจสอบถ่วงดุลกัน เราไม่สามารถควบคุมทุกคนหรือทุกองค์กรซ้ายหันขวาหันได้”

ส่วนกรณีที่มีการมองว่าองค์กรอิสระมาจากการแต่งตั้งโดย สว. ที่อาจจะมาจากการฮั้วนั้น “หมอเอก” บอกว่า จริงๆ แล้ว คำที่เขาบอกว่าฮั้วกันมา ก็เป็นเรื่องที่เขาเล่าว่าแบบนั้น และ กกต.ก็ลงมติส่งศาลแล้ว และนายธนาธรเองก็เคยพูดว่าการฮั้วเป็นไปไม่ได้

นอกจากนั้น “หมอเอก” ยังอธิยายถึงความน่ากลัวของ “ระบอบส้ม” ว่า  หากยังมีความคิดในชุดของความรุนแรง อยากให้ไทยออกมาเป็นเหมือนเนปาลหรือฝรั่งเศส หรือความคิดเรื่องสถาบันถ้ายังคงวนเวียนอยู่ก็เป็นความคิดที่น่ากลัว หรือความคิดที่จะจัดการกับกองทัพ หรือความคิดทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปแบบเก่า ให้ทุกคนเท่ากัน ก็เป็นชุดความคิดที่น่ากลัว ซึ่งชุดความคิดแบบนี้ตอนตั้งพรรคไม่มี เราไม่รู้เลยว่ามีแบบนี้ ซึ่งมีคำพูดในพรรคที่น่าเจ็บช้ำว่า “ไม่รู้เลยหรือว่า เบื้องหลังเขามีธงที่ 13 อยู่ ก็คือเรื่องสถาบัน” ซึ่งก็กลายเป็นว่าเป็นธงนำของพรรคเพียงธงเดียว

หมอเอก รายการOff The Record
“หมอเอก” นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

จากคนใน สู่ "งูเห่า" จริงไหม?

ส่วนการที่ออกมาจากพรรคสีส้มแล้วมาซบพรรคภูมิใจไทยนั้น “หมอเอก” บอกว่า ไม่ใช่เรื่องความแค้น และตนก็ไม่ได้มีปัญหาในเชิงตัวบุคคล แต่ตนไม่เปลี่ยนจุดยืนในวันนั้น ทั้งการไม่เห็นด้วยที่จะทำเรื่องสถาบัน ไม่เห็นด้วยกับการที่เอาการเมืองไปอยู่เบื้องหลังม็อบ คนที่ไม่เคยทำงานในพรรคไม่เคยทำงานในเชิงประเด็น ไม่เคยมีซีนในการอภิปรายในสภามาก่อน แต่กลายเป็นคนดังชั่วข้ามคืนเพียงเพราะไปประกันตัวแกนนำม็อบเคลื่อนไหวเรื่องสถาบัน

“วันนี้ทำไมเขาไม่พูดต่อ คนที่เคยพูดเรื่องงบสถาบัน เรื่องปฏิรูปสถาบัน หรือเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับสถาบัน วันนี้เสียงของคนเหล่านี้หายไปไหน ไม่มีเลย เงียบไปเลย หากคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อสถาบัน ดีต่อประเทศชาติและประชาชนจริงๆ วันนี้ต้องพูดต่อวันนี้ต้องทำต่อ ถ้าคิดว่าถูกต้อง ถ้ายืนหยัดบนความถูกต้อง”

เมื่อถามว่าในอนาคตจะเป็นไปได้หรือไม่ที่พรรคส้มจะไม่พูดเรื่องสถาบัน แต่หันไปพูดเรื่องปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ “หมอเอก” บอกว่า วันนี้ตนไม่เห็นพรรคประชาชนพูดถึงการปฏิรูปประเทศอะไรเลย ตั้งแต่การเลือกตั้งจนถึงวันนี้ยังไม่มีข้อเสนอในเชิงปักธงความคิดหรือการปฏิรูปอะไรเลย ทั้งที่ในวันที่เกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่มีการปักธงว่าจะทำอะไร ไม่ใช่ว่าทำเรื่องตรวจสอบหรือโจมตีรัฐบาล หรือบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้ได้คะแนนเสียง เพื่อให้คนเลือกเป็นรัฐบาลแล้วในวันข้างหน้าก็ค่อยว่ากัน ดังนั้นคนที่เลือกก็ควรเลือกเขาเป็นฝ่ายค้านต่อถ้าคิดว่าเขาเป็นตัวตรวจสอบที่ดี

ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าขายตัวมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทย หรือเอาความลับของพรรคส้มมาขายนั้น “หมอเอก” บอกว่า เป็นข้อกล่าวหาที่ง่ายที่สุด ที่บอกว่ารับเงินแล้วจบกันไป แต่เป็นข้อกล่าวหาที่ทำให้วงการการเมืองในภาพรวมตกต่ำ ถ้าเกิดว่าวันหนึ่งจะเกิดการรัฐประหาร ก็จะเป็นข้ออ้างว่านักการเมืองขายตัว เป็นงูเห่า การเมืองมีสภาพมราไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาธิปไตย ผมเดินมาเข้าพรรคภูมิใจไทยด้วยตัวเอง ไม่มีใครชวนมาทั้งสิ้น เพราะมีคำท้าจากคนในพรรคส้มว่าตนได้เป็น สส.เพราะแกนนำพรรคส้มคุ้มกะลาหัว แน่จริงให้ลงแข่งในพรรคตรงกันข้ามเลย ตนก็เลยคิดว่าจะลองกันสักตั้งหนึ่ง แม่จะแพ้ แต่ก็ทำให้คะแนนของพรรคภูมิใจไทยในเขต 1 เชียงรายได้มากกว่า 1.5 หมื่นคะแนน ซึ่งผมก็ทำให้เห็นว่าไม่ใช่ได้คะแนนจากพรรคอย่างเดียวแต่เป็นคะแนนจากตัวเองด้วย

หมอเอก รายการOff The Record
“หมอเอก” นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

MOA พรรคส้ม-พรรคน้ำเงิน

“หมอเอก” ตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่พรรคส้ม สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ในครั้งแรกนั้น คำถามที่อยู่ในใจของตนคือเขาไปตกลงกันยังไง ทำไมไม่ไปร่วมรัฐบาลในวันนั้น ทำไมเขาไม่ไปเป็นรัฐมนตรี ทำไมเขาไม่ไปแสดงฝีมืออะไรบางอย่างในวันนั้นเลย ก็ในเมื่อรู้สึกว่าตัวเองมีฝีมือมากและเก่งที่สุดในโลกหรือเก่งที่สุดในประเทศไทย ในเวลาอันสั้นก็พอทำผลงานได้ 3 เดือนก็พอจะได้เห็นอะไรแล้วจะนำพาประเทศไปสู่อะไรบ้าง

“ผมคิดว่าเขาอยากหล่อ อยากเท่ อยากหวังอะไรบางอย่าง ด่าดีกว่า แล้วตัวเองไม่มีฝีมือ ไม่มีคนที่จะทำงานได้จริงๆ หรอก เอาง่ายๆ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคนในพรรคส้มคือใคร คนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลังคือใคร เขาเคยอยู่ในแวดวงการทำงานจริงไหม คนที่จะมาเป็นรัฐมสตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คือใคร คือเขามีแต่พูด สิ่งที่เขาทำในวันนี้คือเขาต้องการแค่ตัวเด่นหน้าฉาก”

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เข้มข่าวค่ำ

เข้มข่าวค่ำ

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ