กลายเป็นหมุดหมายทางการเมืองที่สำคัญก็ว่าได้ สำหรับวันที่ 18 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ เนื่องจากมีคดีการเมืองสำคัญรวม 4 คดี ถูกนัดพิจารณา นัดลงมติ และนัดสั่งฟ้องในวันเดียวกัน จนทำให้เกิดคำถามว่าผลของคดีใดคดีหนึ่ง อาจจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนับจากนี้หรือไม่?
วันนี้ “ทีมข่าวพีพีทีวี” จึงได้รวบรวมรายละเอียดของคดีสำคัญทั้ง 4 คดี รวมทั้งแนวทางของคดีต่างๆ ดังนี้
คดีทักษิณ ชินวัตร
หลังจากวันที่ 29 พ.ค.2567 อัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้อง นายทักษิณ ฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 112 คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ต.ค. 2519 ข้อ 1 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14(3) พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8
แต่ไม่สามารถยื่นฟ้องนายทักษิณต่อศาลได้ เนื่องจากนายทักษิณติดโควิด และไม่ได้มาพบพนักงานอัยการตามกำหนด พนักงานอัยการที่ จึงนัดให้นายทักษิณ มาพบพนักงานอัยการ เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลในวันที่ 18 มิ.ย. 2567
แนวทางคดีดังกล่าว ในวันที่ 18 มิ.ย.นี้ คงจะต้องจับตาดูว่านายทักษิณไปศาลตามที่อัยการสูงสุดนัดหรือไม่ และหากนายทักษิณไปศาลตามนัด ก็จะเข้าสู่กระบวนการฟ้อง และต้องรอลุ้นต่อไปว่าเมื่อนำตัวส่งศาลแล้ว ศาลจะให้มีการประกันตัวหรือไม่ ซึ่งกรณีนี้หากศาลไม่ให้ประกันตัว นายทักษิณก็จะต้องส่งตัวเข้าเรือนจำ
คดีเศรษฐา ทวีสิน
หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องไว้พิจารณา กรณีคำร้องประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และนายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่
กรณีนายเศรษฐา ได้นำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อโปรดเกล้าแต่งตั้งนายพิชิต เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้ง ๆ ที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ
โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้ว มีคำสั่งให้คู่กรณียื่นบัญชีระบุพยานหลักฐาน ต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในวันที่ 17 มิ.ย. 2567 และให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป กำหนดนัดพิจารณาในวันที่ 18 มิ.ย.2567
ซึ่งแนวทางของคดีดังกล่าว ยังไม่จบในวันที่ 18 มิ.ย.นี้ ให้คู่กรณียื่นบัญชีระบุพยานหลักฐาน และนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติม แต่ก็ต้องรอลุ้นว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเปิดให้มีการไต่สวนหรือไม่
คดียุบพรรคก้าวไกล
หลังจากพรรคก้าวไกลยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2567 กรณีคำร้อง กกต. ขอให้พิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล สืบเนื่องจากนายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องกรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อว่าพรรคก้าวไกล มีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเข้าลักษณะกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กรณีการเสนอนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา อันเป็นเหตุแห่งการยุบพรรค ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) และ (2)
ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้นัดพิจารณาคดีไปแล้วรอบหนึ่ง เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ กกต. ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในวันที่ 17 มิ.ย.2567 และให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเสนอศาลรัฐธรรมนูญต่อไป กำหนดนัดพิจารณาต่อไปในวันที่ 18 มิ.ย.2567
โดยแนวทางคดีดังกล่าว ยังไม่จบในวันที่ 18 มิ.ย.นี้ ซึ่งก็ต้องรอลุ้นว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเปิดให้มีการไต่สวนหรือไม่ ส่วนกรณีที่มีคำสั่งให้ กกต. ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น อาจจะเป็นกรณีที่ให้ กกต. ชี้แจงว่าทำตามขั้นตอนหรือไม่ ทำตามกฎหมายถูกต้องหรือไม่ ในการยื่นยุบพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อโต้แย้งที่พรรคก้าวไกลแก้ข้อกล่าวหา
คดีตีความ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.
โดยคดีดังกล่าว ศาลปกครองกลางได้ส่งคำโต้แย้งผู้ฟ้องคดีรวม 2 คำร้อง เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 36 มาตรา 40 มาตรา 41 และมาตรา 42 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 หรือไม่
ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวน และได้กำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันที่ 18 มิ.ย.2567 เวลา 09.30 น.
สำหรับทั้ง 4 มาตราดังกล่าว ระบุเกี่ยวกับการแนะนําตัวผู้สมัคร สว. และขั้นตอนการเลือก สว.ทั้งระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ
ซึ่งแนวทางคดีดังกล่าว หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าทั้ง 4 มาตรา ขัดรัฐธรรมนูญ จะส่งผลกระทบต่อการเลือก สว.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดย กกต. อาจจะต้องร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ป.ดังกล่าว แล้วเสนอให้กับ ครม.และนำเสนอสภาโดยเร็ว
ส่วนจะถึงขั้นต้องล้มกระดานเลือก สว.ใหม่ทั้งหมดเลยหรือไม่นั้น หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าทั้ง 4 มาตรา ขัดรัฐธรรมนูญ อาจจะกระทบในกระบวนการแนะนำตัวและการเลือกในระดับอำเภอและระดับที่ผ่านมา ที่อาจจะต้อง รอให้แก้ไข พ.ร.ป.ดังกล่าวให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญก่อน แล้วค่อยเริ่มกระบวนการใหม่ ซึ่งอาจจะไม่ต้องย้อนไปรับสมัครใหม่
แต่หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าทั้ง 4 มาตรา ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ หรือขัดรัฐธรรมนูญแค่บางมาตราแต่ไม่กระทบกับสาระสำคัญการเลือก สว.ที่ได้ดำเนินการผ่านมาแล้ว กระบวนการเลือก สว.ก็จะสามารถดำเนินการต่อไปได้ตามไทม์ไลน์เดิม
วิธีการแปรงฟันที่ทันตแพทย์แนะนำ แปรงให้ถูกลดฟันผุ กลิ่นปากได้จริง!