จากกรณี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไปปรากฏตัวทั้งในงานบวชลูกชายของ นายกฤษฎา หลีนวรัตน์ หรือ นายกเบี้ยว นายกเทศมนตรีตำบลธัญบุรี และกล่าวพาดพิงถึง “คนในบ้านป่า”
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ช่วงเย็นยังไปงานวันเกิด นายสมนึก ธนเดชากุล นายกเทศมนตรีนครนนทบุรี ด้วย พร้อมแสดงความมั่นใจว่าจะทวงคืนพื้นที่จังหวัดนนทบุรีคืนจากพรรคก้าวไกล
ความเคลื่อนไหวของนายทักษิณที่เกิดขึ้นติด ๆ กันนี้ทำให้เกิดความสนใจว่า ขณะนี้ นายทักษิณได้ “มองข้ามช็อต” ไปแล้ว และมั่นใจว่าจะรอดคดี ม.112 หรือไม่?
“ทักษิณ” ฟาดงวงฟาดงาเพราะกำลังอ่อนแอ?
รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวในรายการ เข้มข่าวเย็น ช่วง Exclusive Talk ทางช่อง PPTV HD 36 ว่า กรณีพาดพิงคนบ้านในป่า เป็นปฏิบัติการตอบโต้ด้วยวาจามากขึ้น หลังรู้สึกว่าถูกกระทำจากขั้วอำนาจเก่า เป็นการตอบโต้เล็กน้อยแสดงให้เห็นว่าพร้อมสู้เหมือนกัน
“จะมองว่าแรงก็ได้ถ้าคนฟังรู้สึกว่าเป็นคำประกาศว่าไม่ยอมแล้วนะ พร้อมรบ ถ้ามองในแง่นั้นหมายความว่า คงมีปฏิบัติการมากกว่าวาจา อาจจะมีการกระทำที่ตามมา เหล่านั้นต้องดูจังหวะ เวลา โอกาส ว่าจะตอบโต้ได้ยังไงบ้าง” รศ.ดร.พิชายกล่าว
ส่วนประเด็นที่ว่าพูดพาดพิงคนในบ้านป่าและ คสช. เป็นกลยุทธ์รับมือคดีถูกกล่าวหา ม.112 หรือไม่นั้น รศ.ดร.พิชายมองว่า ถ้าคนที่ถูกพาดพิงเป็นผู้คุมองคาพยพในไทย ก็เป็นผลลบ ฝ่ายขั้วอำนาจเก่าอาจไม่พอใจ อาจใช้อำนาจเป็นโทษกับนายทักษิณ
“การที่นายทักษิณกล้าพูด อาจประเมินแล้วว่า ขั้วอำนาจเก่ามีหลายกลุ่ม และกลุ่มที่เขาดีลด้วยอาจไม่ได้อยู่ในป่า
ด้าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เห็นด้วยว่า การฟาดขั้วอำนาจเดิมไม่เป็นผลดี แต่ที่สำแดงท่าทีลักษณะนี้ออกมาเพราะ “ไม่มั่นใจอะไรเลย”
นายจตุพรบอกว่า “ที่นายทักษิณได้กลับมาประเทศไทยเกิดจากการดีล เมื่อพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาล ก็เป็นการกินผลไม้พิษ ทำไมไม่ออกมาโวยเวลาได้ประโยชน์ ... เวลากินผลไม้พิษถ้ามีประโยชน์ก็รับ ถ้าไม่ได้ก็บอกว่ามีพิษ”
นายจตุพรเสริมว่า ตอนนี้นายทักษิณกำลังกลบเกลื่อน คนทั่วไปถ้าไม่รู้จักจะเข้าใจว่าเขาแข็งแรงสุดขีด แต่สิ่งที่สำแดงตอนนี้เกินความจริง เหมือนเมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมา อัยการนัดฟังคดี ม.112 ได้ยินว่าจะสั่งฟ้อง ก็ป่วยฉับพลัน
“พอเดินถึงจุดนี้ ความเข้าใจโดยตลอดที่ว่าต้องการนำนายทักษิณกลับมาเพื่อสู้กับพรรคก้าวไกล แต่ตั้งแต่กลับมานายทักษิณที่ภาพลักษณ์เป็นลบจะเอาอะไรสู้ก้าวไกลได้ จะสู้กับก้าวไกลต้องออกแบบกลยุทธ์อีกอย่าง คือการสู้ เดินเข้าคุกอย่างผ่าเผย ยืนหยัดเพื่อประชาธิไตย แต่นี่ไปชั้น 14 ได้พักโทษ แล้วก็แข็งแรงเหมือนวันมาถึงไทย” นายจตุพรกล่าว
วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชนย้ำว่า ที่นายทักษิณไปแสดงความแข็งแรงที่เห็นคือความขลาดกลัว แม้แต่วันที่ 18 มิ.ย. นี้ที่อัยการนัด จะไปหรือไม่ยังครึ่ง ๆ และถ้าไปเชื่อว่าไม่ได้ประกันตัวแน่ เพราะเคยมีพฤติการณ์หลบหนี
“ถ้าสถานการณ์นิ่งเขาเชิญไปงานบวชต้องพูดเรื่องกุศลแล้ว ถ้าเป็นของตายในมือไม่มีสถานการณ์วิตกเขาจะโชว์เหนือเลย ธรรมะคือคุณากรอย่างเดียว ไปนนทบุรีไม่มีความจำเป็น ... ในฐานะคนเคยเห็น นี่คือความหวาดกลัว” นายจตุพรกล่าว
เขาบอกอีกว่า “หลักใหญ่นั่นคือ การตีให้มันอื้ออึง บัดนี้เป็นนักประชาธิปไตยถูกผลไม้พิษ รวมถึงบอกว่าอัยการถูกขู่ เพื่อเป็นเหตุให้ไม่ไป ... ผมอยากให้ไป พูดยั่วทุกวันเลย แต่ดูลีลาแล้ว เห็นหลายครั้งเวลาทำอะไรกล้าหาญผิดปกติ สุดท้ายเลี้ยวหักหลบ”
ส่วนการไปร่วมงานวันเกิดนายสมนึกนั้น รศ.ดร.พิชายประเมินว่า ทั้งหมดเป็นกระบวนการพยายามกระชับมิตร ดึงพลพรรคเดิมกลับมา เป็นยุทธวิธีอย่างเดียวที่เหลือ “คงจะพยายามสร้างความสัมพันธ์ ประกาศจะกวาดเก้าอี้ อหังการดีแต่เพ้อฝันไป”
มีการวิเคราะห์กันว่า ที่นายกทักษิณคต้องไปหานายสมนึก เพราะในการเลือกตั้งล่าสุด ทุกเขตของนนทุบรีถูกพรรคก้าวไกลกวาดเรียบ ขณะที่นานสมนึกนั้นคุ้นเคยกับนายทักษิณดี ตั้งแต่ยุคพรรคพลังธรรมปี พ.ศ. 2535 ดังนั้น ถ้ายึดโยงนายสมนึกไว้ไม่ได้ เกรงว่านนทบุรีจะถูกก้าวไกลรวบตึงไปอย่างถาวร
ขั้วอำนาจเก่ายังต้องการ “ทักษิณ” ?
แม้นายจตุพรประเมินว่า การกลับมาของนายทักษิณเพื่อสู้กับพรรคก้าวไกลไม่น่าจะสู้ไหวนั้น ก็มีข้อบ่งชี้ว่า แม้ต้องกล้ำกลืนฝืนทน แต่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมยังคงต้องพึ่งพานายทักษิณ
รศ.ดร.พิชายกล่าวว่า ฝ่ายอนุรักษ์นิยมขณะนี้ถ้าไม่พึ่งทักษิณก็ไม่รู้จะพึ่งใคร เพราะผู้เล่นหลักในตอนนี้ไม่มีใครได้รับการยอมรับจากประชาชนเลย หาไม่ได้ คนในบ้านป่าได้รับความนิยมต่ำ ภาพลักษณ์พรรคภูมิใจไทยก็ไม่ดี ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปเป็นองคมนตรีแล้ว แต่ทางฝั่งก้าวไกลคะแนนนิยมจะ 50% แล้ว ซึ่งสอดคล้องกับคะแนนจริงในสนามเลือกตั้ง
รศ.ดร.พิชายเสริมว่า “ถ้าฝ่ายอนุรักษ์นิยมยังต้องอาศัยพรรคเพื่อไทย สิ่งที่จะทำคงแค่สั่งสอน ไม่ได้เอาถึงตายตาย เพราะถ้าทำจนพรรคเพื่อไทยล่ม ทำให้นายทักษิณติดคุกหรือต้องหนี พรรคเพื่อไทยจะระส่ำ แตกสานไปพรรคนู้นพรรคนี้ พลังโดยรวมจะลด ฉะนั้นอำนาจที่จะมาสู้ก้าวไกลแทบไม่มี”
รศ.ดร.พิชายระบุว่า จุดแจ็ง 3 จุดที่เพื่อไทยเคยได้รับความนิยมประกอบด้วย
หนึ่ง จุดยืน ภาพลักความเป็นประชาธิปไตย แต่ปัจจุบันจุดยืนหาย
สอง นโยบายเชิงนวัตกรรมที่ทำให้คนรู้สึกว่าเข้าตา ทำให้ชีวิตดีขึ้น แต่นโยบายไม่มีแล้ว ส่วนใหญ่เป็นประชานิยม ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผลในปัจจุบัน
และสาม การจัดตั้งบ้านใหญ่ กำลังเดินเกมนี้อยู่ นายทักษิณพูดว่าตัวเองเก่งเครือข่าย ต้องคอยดู เหลือจุดแข็งนี้ทางเดียวที่จะยันก้าวไกลไว้ได้ แต่อีก 2 เสาไม่สามารถสู้ก้าวไกลได้แล้ว
ด้านนายจตุพรแย้งว่า ฝ่ายอนุรักษ์นิยมตอนนี้มองนายทักษิณเหมือนเห็นปลิงในขัน ซดแล้วโยนขันทิ้ง และมองว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยมไม่น่าจะกลัวพรรคก้าวไกล เพราะตอนที่พรรคก้าวไกลจะได้จัดตั้งรัฐบาลก็คว่ำมาแล้ว ดังนั้นมองว่าไม่ได้ต้องการใช้นายทักษิณเพื่อการนี้
คนในบ้านป่ากำลังทำตัวเป็น “ตาอยู่” ?
รศ.ดร.พิชายบอกว่า มีผลวิเคราะห์อันหนึ่งว่า เจ้าสำนักบ้านในป่าอยากเป็นนายกรัฐมนตรี ที่เลือก นายเศรษฐา ทวีวิน ขึ้นมาก็เพื่อให้สุดม้ายได้เป็นตำแหน่งนี้
“เจ้าสำนักบ้านในป่ากำลังเลียแผลอยู่รอจังหวะ พอนายเศรษฐาพลาด ก็มี สว. ในเครือข่ายยื่นสอบคุณสมบัติ ทำให้เสถียรภาพรรัฐบาลสั่นคลอน ... นอกจากนี้ เจ้าสำนักคนบ้านป่ายังมีอิทธิพลในองค์กรอิสระ อาจทำให้เกิดจุกพลิกผันได้” รศ.ดร.พิชายกล่าว
เขาเสริมว่า ถ้าสมมติว่านายเศรษฐาหลุดจากตำแหน่งนายกฯ ก็จะต้องจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เป็นโอกาสที่เจ้าสำนักบ้านในป่าจะลงสนามช่วงชิง อีกทั้ง สส. ปัจจุบันไม่ได้เป็นเอกภาพ แม้แต่ในพรรคร่วมหรือพรรคตัวเอง ต้องเล่นกันหนักที่จะดึงคนเข้ามา
รศ.ดร.พิชายมองว่าเรื่องนี้ไม่ง่าย โดยเฉพาะการดึงคนจากพรรคก้าวไกลที่กำลังเป้นกระแสพูดถึงขณะนี้ “พรรคก้าวไกลส่วนใหญ่คงไม่ไป ส่วนน้อยอาจมี เราไม่ได้รู้ใจทุกคน จำนวนหนึ่งอาจเห็นผลประโชน์ระยะสั้น ไม่ได้คำนึงอนาคตการเมือง เพราะรู้ว่าวันที่ไปคือจบชีวิตทางการเมือง ถ้าไปต้องประเมินว่าจบชีวิต คงมีคนแบบนี้”
เรื่องหนึ่งที่นายจตุพรทิ้งท้ายเอาไว้จนคนฟังหูผึ่งไปตาม ๆ กันคือ หลังวันมหาวิปโยค 18 มิ.ย. ที่ประเด็นเดือดการเมือง 3-4 เหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน เกิดจา “ปฏิทินก้าวไกลและเศรษฐา”
“เหตุที่ศาลรัฐธรรมนูญนัด 18 มิ.ย. ซึ่งตรงกับวันอังคาร ทั้งที่ปกติต้องเป็นวันพุธ เพราะอะไรรู้หรือไม่ เพราะกำหนดการยุบพรรคก้าวไกลไว้ 3 ก.ค ถ้าพิจารณาพุธที่ 19 มิ.ย. จะไม่ครบ 15 วันตามระเบียบ จึงร่นมา 1 วันเพื่อให้ครบ 15 วันพอดี ... 3 ก.ค. ดูละกัน” นายจตุพรกล่าว