รองศาสตราจารย์พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ และผู้อำนวยการหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยกรณีฮั้วเลือก สว. ในงานเสวนา "โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ" ที่โรงแรมแบงค็อก มิดทาวน์ ว่า
หลังปี 2490 เป็นต้นมา สว. ได้เคลื่อนตัวจากการมีตัวแทนจากราชการที่หลากหลายไปกระจุกตัวเป็นตัวแทนของทหารอย่างชัดเจน
ซึ่งปรากฏการณ์นี้อยู่ในสังคมไทยตั้งแต่ปี 2490 จนถึงยุคของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร จะได้สภานิติบัญญัติและ สว. ที่ตามมาจากสภานิติบัญญัติ
ส่วนจุดที่คิดว่าเป็นจุดแตกหักเพื่อพัฒนา สว. ไปอีกหนึ่งระดับ คือช่วงรัฐธรรมนูญปี 2540 ตอนนั้นทุกคนดีใจ แต่ไม่ได้ตั้งคำถามพื้นฐานว่า สว. เป็นตัวแทนใคร เพียงแต่คิดว่าเมื่อก่อนนายกรัฐมนตรีเป็นคนแต่งตั้ง พอมีรัฐธรรมนูญใหม่ สังคมไม่ได้คิดว่าควรมีหรือไม่ควรมี สว. แต่คิดแค่ว่า สว. จะมาจากไหน
และเมื่อนายกฯ ไม่แต่งตั้ง ประชาชนก็เป็นผู้มีสิทธิเลือก เมื่อให้ประชาชนเลือกจึงเกิดทับซ้อนกับ สส. ถึงแม้พื้นที่เขตจะใหญ่กว่า แต่ยังเป็นตัวแทนเชิงพื้นที่ ไม่ได้เป็นตัวแทนตามเจตนารมณ์
และเมื่อผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ก็ต้องยอมรับความจริงว่าโครงสร้างสังคมไทยเป็นระบบอุปถัมภ์ การเลือกตั้งจึงได้ สว. ที่เป็นตัวแทนชนชั้นกลางในเมืองเพียงจำนวนน้อย ส่วนที่เหลือเป็นเครือข่ายนักการเมือง จนเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่าสภาเครือญาติ
รองศาสตราจารย์พิชายระบุว่า พอเกิดรัฐประหาร ก็มองว่า สว. จากการเลือกตั้งใช้ไม่ได้ จึงมีการเปลี่ยนกติกามาเรื่อย ๆ จนถึงยุคของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ แต่ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งแย่ ทั้งวิธีการได้มาและการจำกัดสิทธิของประชาชน และล่าสุดคนที่มีสิทธิเลือก สว. มีเพียงกลุ่มเดียว ประชาชนทั่วไปไม่มีสิทธิเลือก แต่กลับมาอ้างว่าเป็นตัวแทนประชาชน ซึ่งเป็นการอ้างที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์พิชายยังมองว่าการเลือกกันเองมีความเสี่ยงสูง บทเรียนตั้งแต่ปี 2540 ชี้ให้เห็นว่า ท้ายที่สุดใครจัดตั้งเก่งกว่า คนนั้นจะกุมสภาได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะให้เลือกไขว้หรือไม่ไขว้ก็ตาม ใครมีทรัพยากรมากกว่า มีการจัดตั้งที่ดีกว่า คนนั้นก็คุมสภาได้
แต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดนั้นมีความเชื่อบนฐานคิดที่ผิดว่าไม่สามารถจัดตั้งหรือเลือกไขว้ได้ เหตุผลเพราะประเมินศักยภาพและความทะเยอทะยานของนักการเมืองสไตล์บ้านใหญ่ต่ำเกินจริง และสิ่งที่เรียกว่าระบอบสีน้ำเงิน มีศูนย์กลางอยู่ที่นายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งพัฒนาเครือข่ายมาตั้งแต่แยกตัวจากพรรคเพื่อไทยไปตั้งพรรคภูมิใจไทย
รองศาสตราจารย์พิชายระบุว่า นายเนวินอยู่เบื้องหลังมาตลอด และต่อไปที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายเนวินจึงเป็นคนกุมสภาและวางแผนทางการเมืองทั้งหมด และไม่แปลกใจที่เมื่อนายอนุทินขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี มักจะตอบผู้สื่อข่าวว่า "ผมไม่รู้ ผมไม่ทราบ ผมไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้" เพราะเส้นทางเดินถูกจัดวางไว้ให้แล้ว
เมื่อตอบแบบนั้นจึงดูตลกในสายตาคนทั่วไป ซึ่งกระบวนการนี้พัฒนามาเรื่อย ๆ จนสามารถกุมจังหวะได้ภายใต้เงื่อนไขหลายอย่าง เป็นการร่วมมือกันระหว่างสหพันธ์บ้านใหญ่ที่มีบ้านบุรีรัมย์เป็นศูนย์กลาง ร่วมกับกลุ่มอนุรักษนิยมระดับชนชั้นนำ
รองศาสตราจารย์พิชายระบุอีกว่า ข้อดีของการดำเนินงานของระบอบนี้จนถึงปัจจุบัน คือทำให้คนทั้งสังคมเห็นว่าระบอบนี้ไม่มีความชอบธรรมและกำลังเกิดวิกฤตความชอบธรรม ทั้งของระบอบบ้านใหญ่ที่ฝ่ายสีน้ำเงินคุมอยู่ และวิกฤตของกลุ่มอนุรักษนิยมชนชั้นนำที่ไปเป็นพันธมิตร
หากมองระยะยาว ตนไม่ค่อยกังวลเท่าไร เพราะระบอบนี้ถูกสร้างอยู่บนปราสาททรายของการไร้ความชอบธรรม แม้จะเห็นการก่อตัวขึ้นมา แต่เมื่อปราศจากฐานความชอบธรรม การพังทลายก็ไม่ใช่เรื่องยากและจะอยู่ได้ไม่นาน
ส่วนสถาบันทางการเมืองของไทย ตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญไปจนถึง กกต. กำลังเผชิญวิกฤตความชอบธรรมอย่างหนัก อย่าง กกต. ความน่าเชื่อถือเหลือเพียง 3% เท่านั้น หากมีการสำรวจจริง คนสำรวจอาจต้องใส่คะแนนติดลบให้ด้วย เพื่อดูว่าจาก 3% จะติดลบเท่าไร
นี่คือวิกฤตที่องค์กรเหล่านี้ต้องแบกรับ หากยังอยู่ภายใต้การชี้นำของระบอบสีน้ำเงิน และประเด็นนี้จะเป็นจุดสำคัญในการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในอนาคต เพราะหากไม่เกิดวิกฤตนี้ คนอาจกังวลว่า สว. ระบอบสีน้ำเงินจะครอบงำได้หมด แต่พอเกิดวิกฤตขึ้น การครอบงำจะไม่ง่ายอีกต่อไป เพราะจะถูกประชาชนตั้งคำถาม
รองศาสตราจารย์พิชายระบุถึงกรณีที่นายอนุทินบอกว่ารัฐบาลและตนเองไม่เกี่ยวข้อง คำถามคือ ขนาดอ้างว่าไม่เกี่ยวข้อง ทำไม กกต. ถึงส่งคนไปฟ้องถึง 77 คน และในจำนวนนั้นมีสมาชิกพรรคภูมิใจไทยรวมอยู่หลายคน นายอนุทินจะบอกว่าไม่รู้ก็พูดได้ แต่คนไม่เชื่อ มีเพียงคนบางกลุ่มเท่านั้นที่เชื่อ เช่น แกนนำพรรค และในภาวะที่สังคมไม่เชื่อมั่น จะกลายเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่โถมซัดใส่ 3 ส่วนพร้อมกัน คือ สว. กกต. และรัฐบาล
ส่วนที่ กกต. มองไม่เห็นว่าเรื่องนี้ทำเป็นกระบวนการ ยิ่งสร้างคำถามสำคัญว่าหากไม่เป็นขบวนการ ทำไมถึงส่งฟ้องถึง 77 คน และถ้ายอมรับว่าเป็นขบวนการ ทำไมไม่ส่งฟ้องคนบงการหรือเครือข่าย
เพราะกระบวนการที่แท้จริงเริ่มตั้งแต่มีคนกำหนดเป้าหมายและวางยุทธศาสตร์จำนวน สว. เพื่อยึดสภา มีกลไกประสานงาน ติดต่อ มีระบบจัดตั้ง รวมพล ซักซ้อมความเข้าใจ มีระบบทำโพยเพื่อให้โหวตไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงมีระบบปกป้องและคุ้มกัน
ซึ่งวงจรทั้งหมดนี้ปรากฏชัดเจนแล้วเมื่อวันที่ 14 กันยายน การปฏิเสธว่าไม่เป็นกระบวนการจึงเปรียบเหมือนการมองไม่เห็นช้างที่นั่งอยู่กลางห้อง แต่กลับมองเห็นแค่มด คือส่งฟ้องแต่มด แต่ไม่ฟ้องช้าง พร้อมย้ำว่าระบอบสีน้ำเงินและการครองอำนาจนี้ ตั้งอยู่บนปราสาททรายที่มีความชอบธรรมอ่อนแอ ไม่สามารถทนต่อกระแสคลื่นของประชาชนที่โถมซัดอย่างต่อเนื่องได้ และจะพังทลายลงในที่สุด