ศาลควรหยุด กรณียุบ "ก้าวไกล" หากยุบจริง "เพื่อไทย" ได้ประโยชน์ลำดับแรก


โดย PPTV Online

เผยแพร่




กรณีการยุบพรรคก้าวไกล "วีรพัฒน์" มอง ศาลควรหยุด กระบวนการจบแล้วในทางกฎหมาย "ภราดร" ชี้ พรรคก้าวไกลโดนยุบ พรรคเพื่อไทยได้ประโยชน์อันดับหนึ่ง

หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดยืดเวลาถกคดียุบพรรคก้าวไกล ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2567 พร้อมให้ทางพรรคก้าวไกล และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 นั้น ทำให้มีผู้ตั้งข้อสงสัยว่า การยืดเวลาออกไปจะมีนัยยะทางการเมืองหรือไม่ และสุดท้ายหากพรรคก้าวไกลถูกยุบ จะเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองอย่างไร

พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และ นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ ได้พูดคุยกับ PPTV ในรายการเข้มข่าวค่ำ ช่วง Exclusive Talk ไว้อย่างน่าสนใจ

คอนเทนต์แนะนำ
ฟันธง “ทักษิณ” เคลื่อนไหวการเมืองต่อ เตือนถ้าไม่ยอมนิ่งการเมืองไม่สงบ
เชื่อ "ทักษิณ" ไม่หนี ไม่ควรได้ประกันตัว ยิ่งเคลื่อนไหว ยิ่งไร้เสียงสนับสนุน
“ทักษิณ” กำลังอ่อนแอ แต่ ”ขั้วอำนาจเก่า” ยังต้องการเก็บไว้ใช้งาน?

ภาพนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ช่างภาพพีพีทีวี
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล

ศาลควรหยุด "พรรคก้าวไกล" ไม่ควรโดนยุบ

นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่ศาลจะนำพยานหลักฐานเอกสารที่เกี่ยวข้องในคดีมาอ่านประกอบการพิจารณากับสำนวน ปัญหาอยู่ที่ว่าคดีเดิมเป็นการวินิจฉัยตามฐานทางกฎหมายข้อหนึ่ง แต่คดีปัจจุบันเป็นการใช้มาตรา 92 ในกฎหมายอีกฉบับ

มาตรา 49 ระบุว่า บุคคลใดจะใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง จะถูกสั่งให้ยกเลิกการกระทำดังกล่าว แต่ไม่มีการระบุว่าให้ยุบพรรค และในส่วนท้ายระบุว่าการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำ แต่คดีที่พรรคก้าวไกลจะถูกไม่ถูกยุบ เป็นคดีตาม พรบ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งไม่จำเป็นต้องไปผูกมัดกับคดีอื่น ๆ

หมายความว่า แม้พรรคก้าวไกลจะทำผิดไม่ทำผิดยังโดนเล่นคดีอาญาได้ แต่ขณะเดียวกันตัวกฎหมายไม่ได้ระบุว่าต้องยุบพรรค แสดงว่าถ้าพรรคก้าวไกลหยุดแล้วมันต้องจบ ซึ่งจากที่ระบุไว้ หมายความว่าพรรคก้าวไกลหยุดแล้ว สามารถฟ้องอาญาต่อได้ แต่นี้ไม่ใช่คดีอาญา เป็นกฎหมายเรื่องพรรคการเมือง

คำถามคือ กฎหมายใดใหญ่กว่ากัน โดยมาตรา 49 อยู่ในรัฐธรรมนูญ ส่วนมาตรา 92 อยู่ใน พรบ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งเล็กกว่า และเมื่อไปพิจารณาในตัวบทรัฐธรรมนูญ ไม่มีมาตราใดเลยที่พูดถึงการยุบพรรคตรง ๆ แปลว่าถ้าพรรคก้าวไกลหยุด ต้องหยุดแล้ว เว้นว่าจะดำเนินการต่อ และกรณีนี้พรรคก้าวไกลไม่มีเจตนา ต้องการปกป้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เหมาะสม แต่ในเมื่อศาลไม่ให้แก้ เขาก็หยุด

นายวีรพัฒน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ถ้อยคำวรรคสุดท้ายในมาตรา 49 ระบุว่า ยุบหรือไม่ยุบไม่กระทบกับคดีอาญา แปลว่าหากเป็นคดีอาญายังสามารถฟันได้ แต่กฎหมายยุบพรรค ทุกฝ่ายต้องหยุดดำเนินการ เพราะไม่ใช่คดีอาญา

สมมติว่าพรรคก้าวไกลหยุดการดำเนินการแล้ว แต่ยังสามารถถูกให้ยุบพรรคได้ แสดงว่าศาลอาจจะมองว่าการกระทำที่หยุดไปแล้วยังไม่จบ หรือยังมีผลต้องยุบต่อ คำถามคือ แล้วแบบนี้ กกต. ที่เคยได้รับเอกสารนโยบายจากพรรคก้าวไกล ต้องถูกยุบด้วยหรือไม่ กกต. มีความผิดด้วยหรือไม่ ประชาชนที่ไปโหวตมีความผิดด้วยหรือไม่

นายวีรพัฒน์ ย้ำว่า พรรคก้าวไกลหยุดการกระทำแล้ว ศาลต้องหยุด เพราะถ้าศาลไม่หยุด แสดงว่าศาลจะบอกว่ากรณีการล้มล้างดังกล่าวยังไม่จบ

หลักการเรื่องนี้ง่าย ๆ คือ การดำเนินการของพรรคก้าวไกลที่เป็นวัตถุแห่งคดีมันจบไปแล้ว แต่หากต้องการเล่นคดีอาญา กฎหมายเปิดช่องให้เล่นได้

ยุบพรรคก้าวไกล อาจเป็นโมฆะ?

นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ กรณีพรรคก้าวไกลตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการยื่นเรื่องของ กกต. ไม่ครบ เพราะยังไม่เคยเชิญไปชี้แจง ตามมาตรา 93 และจะทำให้เรื่องคดียุบพรรคก้าวไกลมีความเป็นโมฆะ เพียงแต่ว่าล่าสุดศาลไม่ได้พูดถึงประเด็นดังกล่าวให้ทราบ บอกเพียงว่าให้ยื่นบันทึกถ้อยคำมา แล้วเดี๋ยวมานัดตรวจพยานหลักฐานกัน

แต่ถามว่าศาลยังมีดุลพินิจหรือไม่ที่จะดู Due Process หรือหลักสุภนิติกระบวน คือหมายความว่ากฎหมายจะถูกต้องแค่ตัวเนื้อหาไม่ได้ ขั้นตอนต้องถูกต้องด้วย วิธีพิจารณาก็ต้องถูกต้องด้วย คำถามคือ ในช่วงที่ กกต. ทำการบ้าน ก็คิดว่า กกต. งงตัวเอง เพราะตอนแรกบอกว่าตรวจนโยบายตั้งแต่พรรคก้าวไกลหาเสียง แล้ววันดีคืนดีศาลระบุว่าแบบนี้ทำไม่ได้ แต่ กกต. ก็ดันให้ผ่านไปแล้ว ซึ่งพรรคก้าวไกลก็สามารถบอกได้ว่าตนยื่นนโยบายไปยัง กกต. แล้วผ่านเป็นที่เรียบร้อย

ภาพนายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ รายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk
นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ

นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ผิดเพี้ยนในเชิงหลักการที่จะดำเนินการต่อ จริง ๆ แล้ว ศาลสามารถบอกได้เลยว่าไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยแล้ว เพราะพรรคก้าวไกลหยุดการกระทำแล้ว จบไปแล้ว สั่งให้หยุดก็หยุดปฏิบัติการแล้ว

ในกรณีที่เคยถกเถียงกรณีแคนดิเดตนายกฯ ว่าต้องอยู่ในแคนดิเดตรายชื่อ ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) มาช่วยเลือก เพราะมีปมเรื่องบทเฉพาะการที่บอกว่า ไปเอานายกฯ คนนอกมาก็ได้ แต่ประเด็นตอนนี้คือ สว. ชุดเดิมหมดระยะเวลาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ความจริงสิ่งที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันผิดหลักการ หากเราไปเทียบกับประเทศอังกฤษที่เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีกว่า 5 คนภายในระยะเวลา 7 ปี เขาเปลี่ยนกันง่ายเนื่องจากให้ สส. ในสภาโหวตกัน ไม่ต้องมีบัญชีอะไรให้วุ่นวาย ประชาชนเลือก สส. สส. เลือกนายก

แต่สำหรับประเทศไทยมีบัญชีรายชื่อ ทีนี้ถ้าสมมติว่า นายพิธา ซึ่งมีชื่ออยู่ในบัญชีพรรคก้าวไกล หรือคนที่อยุ่ในบัญชีพรรคก้าวไกลมีอันเป็นไปทางการเมืองหรือจากคำวินิจฉัย คำถามคือ พรรคเพื่อไทย หากนางสาวแพทองธาร นายเศรษฐา นายชัยเกษม บังเอิญถอนตัวหรือถูกตัดชื่อออก ก็จะไปต่อกันอีก

นายวีรพัฒน์ ตั้งข้อสังเกตว่า ทั้ง 4 คดีมีความเชื่อมโยงกับระบบที่รัฐออกแบบมา คำถามคือแล้วส้มจะไปหล่นที่ใคร

ยุบพรรคก้าวไกล "พรรคเพื่อไทย" ได้ประโยชน์อันดับ 1

พล.ท.ภราดร กล่าวว่า กรณีนี้ทำให้องค์กรอิสระมีเครดิตลดน้อยถอยลง เพราะเรื่องอดีตก็เป็นปัญหาในระดับหนึ่งอยู่แล้ว หากเป็นพรรคก้าวไกลพรรคอนาคตใหม่ทีไรมีปัญหาทุกที ส่วนในกรณีของพรรคอื่น เช่น พรรคภูมิใจไทยก็คาราคาซังกันอยู่ ไม่คืบหน้าเสียที ทั้งที่ความผิดเกิดขึ้นก่อน และชัดเจนด้วยซ้ำไป ก็ยังไม่มีความคืบหน้าอะไร

จุดนี้ในแง่ทางการเมืองส่งผลกระทบโดยตรงไปยังกระบวนการยุติธรรม และเป็นผลบวกและผลลบในแต่ละฝ่ายที่จะได้ประโยชน์ ตนมองว่า พรรคเพื่อไทยจะได้ประโยชน์ก่อน เพราะแน่นอนว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวอย่างนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ก็จะปลิวไป ก็จะเหลือเพียงพรรคเพื่อไทย

และหากพรรคเพื่อไทยจัดระเบียบบริหารจัดการเป็น และนายเศรษฐา ทวีสิน เกิดลาออกก่อนศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย พรรคเพื่อไทยก็ยังมีแคนดิเดตนายกฯ 3 คนอยู่ดี รวมนางสาวแพทองธาร ชินวัตร และนายชัยเกษม นิติสิริ แต่พรรคก้าวไกลไม่มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแล้ว

ไม่ว่านายเศรษฐาจะลาออก หรือถูกชี้ต่าง ๆ ก็เท่ากับว่ารัฐบาลหมดสภาพ ต้องกลับมาเลือกนายกรัฐมนตรีกันใหม่อยู่ดี

พรรคเพื่อไทยล้ม มีโอกาสส้มหล่นได้นายกฯ จากพรรคอื่น

พล.ท.ภราดร กล่าวว่า ส้มก็จะไปหล่นอยู่ที่พรรคอันดับสองอย่างพรรคภูมิใจไทย ซึ่งก็ยังอยู่ในลิสต์การวินิจฉัยยุบพรรค แต่จากการดูบรรยากาศและการสัมภาษณ์ของเลขาฯ กกต. ครั้งล่าสุด ดูท่าว่าจะสิ้นสุดที่ตัวบุคคล เนื่องจากระบุชัดเจนเรื่องฟอกเงินไม่ได้ ซึ่งหากพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย ถูกตัดไปแล้ว พรรคภูมิใจไทยก็จะมีโอกาส หรือหากพรรคภูมิใจไทยถูกตัดสินให้ยุบพรรค ก็ยังมีพรรคพลังประชารัฐอยู่

กรณีการเลือก สว. ที่มีการโต้แย้งกันว่าเลือกกันเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก แต่เรื่องที่ใหญ่กว่าคือ สว. จะเป็นคนที่เลือกองค์กรอิสระ และสามารถคัดเลือก กลั่นกรอง และทำให้ สว. หลุดจากตำแหน่งได้

ภาพพล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พรรคเพื่อไทย
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

พล.ท.ภราดร กล่าวว่า บรรยากาศตอนนี้คือ เหมือนกับบรรยากาศที่รัฐบาลนี้กำลังจะเจ๊งเหมือนสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ใช่กำลังจะเดินหน้าต่อ เพราะมีแต่ผู้ที่สร้างเงื่อนไขขึ้นมาให้ติดกับดักหมด

พล.ท.ภราดร มองว่า กระบวนการต่าง ๆ ของทั้ง 4 คดี เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา ถูกยื้อให้พ้นเดือนกรกฎาคมไปก่อน และอาจใช้ระยะเวลายืดเยื้อออกไปอีกทุกคนติดกับดัก ส่งผลทางการเมืองทั้งหมด

ยิ่งนายทักษิณ ชินวัตร ติดกับดัก มาตรา 112 แล้ว ยิ่งทำให้แนวร่วมลดน้อยลงไปอีก เนื่องจากทำให้มวลชนเดิมหดหาย แต่ของพรรคก้าวไกลไม่ใช่ปัญหา เพราะมีฐานเสียงเป็นคนรุ่นใหม่เยอะ

เลิกคิดกลับมามีอำนาจโดยไม่ผ่านเลือกตั้ง ทางออกการเมืองไทยที่ง่ายที่สุด

นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า เชื่อว่าในทางข้อกฎหมาย พรรคก้าวไกลสู้เต็มที่ และสามารถสู้ได้ดีด้วย เพียงแต่ตัวบทรัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้แล้วว่านี่ไม่ใช่คดีอาญา ดังนั้นเรื่องนี้ต้องจบ แต่ที่ศาลมีนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 9 มิถุนายนนี้ ศาลต้องการสื่อว่าคู่ความต้องรู้แล้วว่ามีพยานหลักฐานอะไรในแฟ้มบ้าง

ประเด็นคือศาลกำลังส่งสัญญาณแล้วว่าน่าจะเปิดให้คู่ความมีการแถลงวาจาในชั้นไต่สวน หมายความว่าหากศาลมีคำถามอะไร สามารถถามคู่ความต่อหน้าได้ และคู่ความต้องตอบ เชื่อว่านายพิธาจะตอบคำถามด้วยความสุภาพนอบน้อม เนื่องจากมีบทเรียนจากกรณีของพรรคอนาคตใหม่กับนายธนาธรมาแล้ว

นายวีรพัฒน์ มองว่า ประชาชนสนใจว่าข้าวแกงราคาเท่าไหร่ กลับบ้านมามีเงินเหลือให้ลูกให้เมียเท่าไหร่ ค่าครองชีพเป็นอย่างไร คิดว่าทางสู้ของพรรคเพื่อไทยคือผลักนโยบายงบประมาณ นโยบายปากท้องให้ผ่าน และทำให้ประชาชนเห็นว่าคนที่ดูแลปากท้องประชาชนจริง ๆ คือพรรคเพื่อไทย ส่วนเกมนอกสภาในศาลต่าง ๆ เป็นเกมการเมืองแบบโบราณ ซึ่งจุดแข็งของพรรคเพื่อไทยคือนโยบายปากท้อง และนโยบายกระตุ้นเศรษฐิจ ซึ่งก็มีอุปสรรค

ทางออกที่ง่ายที่สุดสำหรับการเมืองไทยคือ ฝ่ายที่คิดว่าตัวเองจะกลับมามีอำนาจได้โดยไม่ต้องชนะการเลือกตั้งต้องเลิกคิดแบบนั้นได้แล้ว และต้องเชื่อว่าพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยสู้กันเป็นเรื่องที่ดี การที่มีสองพรรคใหญ่ที่มีฐานมวลชนของตัวเอง เราไม่เคยเห็นมานานแล้ว อย่างในสมัยพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน มาจนถึงพรรคเพื่อไทยในยุคแรก พรรคฝ่ายค้านไม่สามารถสู้ได้ มาจนถึงการมาถึงของพรรคก้าวไกล ที่แย่งฐานเสียงมาได้

ตนเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะใช้พื้นที่สื่อในการอภิปรายงบประมาณ ไม่ใช่แค่เพื่อให้ผ่านงบประมาณเฉย ๆ แต่มาเพื่อให้ประเทศชาติไปต่อ สร้างความหวังให้ประชาชนมีกินมีใช้ แต่หากเรามาเถียงกันเรื่องต่าง ๆ มันกินไม่ได้

ตอนนี้เกิดปรากฏการณ์การเมืองกลืนกฎหมาย ซึ่งคดีพรรคก้าวไกลควรจบไปแล้ว แต่ก็ทำให้ไม่จบ ส่วนกรณีของนายทักษิณก็ไปทำให้เป็นประเด็นอีก เพราะฉะนั้นหวังว่าศาลอาญา ศาลรัฐธรรมนูญ อย่าเอาประเด็นทางการเมือง ประเด็นเชิงนโยบาย มาใช้เป็นตัวตัดสินชี้ผิดชี้ถูก

วิเคราะห์บอล! ยูโร 2024 เยอรมนี พบ ฮังการี 19 มิ.ย.67

20 มิ.ย. 67! กฟน.ประกาศ “ดับไฟ” 9 พื้นที่ ในกทม.- สมุทรปราการ

“สนามแม่เหล็กดวงอาทิตย์สลับขั้ว” กำลังจะเกิด! มันคืออะไรและมีผลอย่างไร?

Olympic2024_B Olympic2024_B

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ