วิเคราะห์ม็อบล้มรัฐบาล ยังจุดติดหรือไม่? ปลายทางออกหน้าไหนได้บ้าง?

โดย PPTV Online

เผยแพร่

วิเคราะห์ม็อบล้มรัฐบาล การเตรียมเดินลงถนนยังจุดติดอยู่หรือไม่? ปลายทางของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยออกหน้าไหนได้บ้าง หากม็อบประสบความสำเร็จ?

การเมืองไทยตลอดช่วงเวลานี้ รัฐบาลภายใต้การนำของ “นางสาวแพทองธาร ชินวัตร” ต้องเผชิญกับอุปสรรคคลื่นลมที่ถาโถมเข้ามามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนิติสงคราม ปัญหาระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ปัญหานโยบายเรือธงที่ไม่ตรงปก รวมถึงปัญหานโยบายอื่น ๆ

ทว่ามีอีกหนึ่งอุปสรรคล่าสุด กับกรณีที่มีการเตรียมปลุกระดมมวลชนขึ้นมาลงถนนต่อต้านรัฐบาลนี้ นำโดย “นายสนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า จะส่งผลให้เก้าอี้ของรัฐบาลนี้สั่นคลอนหรือไม่?

คอนเทนต์แนะนำ
“นายกฯอิ๊งค์" ขึ้นแท่น บุคคลผู้ทรงอิทธิพลแห่งอนาคต

รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และ นายสติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ร่วมพูดคุยในรายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk รายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk
รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และ นายสติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ร่วมพูดคุยในรายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk

รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และ นายสติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ร่วมพูดคุยในรายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk พร้อมวิเคราะห์เกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

แจกลิสต์ “เมนูอาหารเจ 108 อย่าง” ทำกินได้ทุกวัน ตลอดเทศกาลกินเจ

เบรก "สนธิ" ลงถนน มอง 3 ประเด็นที่เรียกร้องยังจุดไม่ติด

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า นายสนธิเป็นอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรที่มีประสบการณ์ขับไล่รัฐบาลมาหลายคน โดยเฉพาะรัฐบาบในปีกของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีความสามารถในการสร้างม็อบ และเป็นคนที่อยู่หลังการเมืองมาตลอด เข้าใจการเมืองไทยและคนการเมืองทั้งตื้นลึกหนาบาง ทำให้เกิดความกังวลใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้

ทว่าหากดูเหตุผลการลงถนนที่นายสนธิพยายามจะอ้างถึง 3 เรื่อง คือ เรื่องค่าแรงพี่น้องชาวพม่า คดีลอบสังหารตน และการคอร์รัปชันของรัฐบาล ซึ่งทั้ง 3 เรื่องนี้ดูไม่มีเหตุผลมากพอสำหรับการลงถนน จึงมองว่ายังไม่สามารถจุดระดมมวลชนได้

อีกทั้งเงื่อนไขหลังปี 2557 เป็นต้นไป บริบทได้มีการเปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง สังคมได้บทเรียนว่าการชุมนุมแต่ละครั้งคนที่สูญเสียคือประชาชน คนที่ได้อำนาจคือแกนนำ และดีไม่ดีแกนนำไม่ได้อำนาจ ถูกจองจำแทน จึงมองว่าสถานการณ์โดยรวมยังไม่ถือว่าสุกงอมพอ

ด้าน นายสติธร กล่าวว่า ในแง่ของผู้นำ ตอนนี้ยังไม่เห็นใครที่มีโอกาสทำให้ม็อบมีพลังได้ เท่ากับ นายสนธิ และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ วึ่งทั้งคู่เป็นตำนานของการเมืองและความขัดแย้งแบบสีเหลือง-แดงของประเทศ ถือว่ายืนหนึ่งทั้งคู่ ซึ่งทั้ง 2 มาในยุคเดียวกัน ปักหลักพักค้างอยู่นาน แบะมีการเลี้ยงกระแสให้สามารถยืนยันต่อสู้กับรัฐบาลได้ จนสถานการณ์สุกงอม

แต่สิ่งที่ทั้งสองมีนอกเหนือจากการเป็นแกนนำ ก็พบว่ากว่าทั้งสองจะสามารถปลุกระดมมวลชนขึ้นมาได้ ต้องมีประเด็น ซึ่งทั้ง 3 ประเด็นที่นายสนธิหยิบยกขึ้นมานั้นไม่เพียงพอ ส่วนตัวมองว่าแม้เป็นเรื่องของชั้น 14 ก็ยังไม่เพียงพอ

นายสติธร มองว่า ประเด็นที่สามารถจุดติดจริง ๆ คือประเด็นที่อ่อนไหวมาก ๆ เช่นสมัยนายสนธิก่อนหน้านี้ประเด็นที่กว่าจะจุดติดจริง ๆ คือ ประเด็นขายหุ้นเทมาเส็ก จึงมองว่าการประกาศทั้ง 3 ประเด็นดังกล่าวเป็นเพียงการประกาศจุดยืนว่าคนพร้อมลงถนน ถ้ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่มีต้นเหตุจากรัฐบาล และบุคคลที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาล

การที่วันนี้พรรคเพื่อไทยมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต่อเนื่อง สิ่งที่น่ากังวลคือ ไม่อยากให้กลุ่มคู่ขัดแย้งกังวลว่าไม่อยากให้เข้ามายุ่งเกี่ยวเยอะจนเกินไปจนเสียรูปขบวน เช่น การมาชำระสะสางหรือรื้อเรื่องราวในอดีต เช่น กรณีตากใบ ที่นำไปสู่ความขัดแย้งความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต่าง ๆ รวมถึงเรื่องในอนาคต ที่น่ากังวลว่าในบางประเด็นสามารถเป็นประเด็นขึ้นมาได้หากไปแตะต้อง เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ทั้งเรื่องของการรวมหมวด 1 หมวด 2 และในเรื่องของนิรโทษกรรม เป็นต้น

ซึ่งประเด็นเหล่านี้ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเองก็มีความระมัดระวัง พอมีคนทักประเด็นใด ๆ ขึ้นมาก็ถอยทันที ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทางพรรคเพื่อไทยก็รู้ว่าประเด็นใดเป็นประเด็นที่อ่อนไหว จากบทเรียนในอดีต

"ปลุกระดม" เป็นความคิดระยะสั้น เชื่อประชาชนมีบทเรียน

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า ตอนนี้ต้องยอมรับว่ารัฐบาลนางสาวแพทองธารเพิ่งอยู่ในช่วงกระบวนการเข้าสู่อำนาจเพียงแค่ 1 เดือน ซึ่งเรายังไม่เห็นจุดอ่อนภายใต้การทำงานในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่ถ้าเป็นจุดอ่อนจริง ๆ ต้องรอระยะเวลาหนึ่ง

เช่น อาจมีการตัดสินใจที่ผิดพลาด หรือเป็นการตัดสินใจเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ใครคนใดคนหนึ่ง หรือเครือข่ายในกลุ่มของตนเอง ซึ่งระยะเวลาเพียง 1 เดือน ยังมองไม่เห็น อยู่ในช่วงระยะเวบลาจัดกระบวนทัพ แม้ขณะนี้จะมีหลากหลายเรื่องเข้ามา แต่ก็ยังไม่สามารถขับเคลื่อนให้คนออกมาลงถนนได้

หากประเมินสถานการณ์ตอนนี้ ประการแรกคือ เป็นเพียงการจัดขบวนของฝ่ายตรงข้าม และประเด็นที่สองคือ การกำหนดยุทธศาสตร์ว่า ประเด็นไหนที่จะกระเด็นไปถึงตัวรัฐมนตรี ตัวนายกรัฐมนตรี ก็มีการพูดคุยรวบรวมกันว่าประเด็นไหนถ้าพูดไปแล้วกระทบกับรัฐบาลมาก

รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา รายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk
รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวต่อว่า การปลุกระดมครั้งนี้เป็นการคิดระยะสั้นเกินไป เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาม็อบทุกม็อบไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ จะมีมือที่สาม มีตัวแปรอื่น คือ กองทัพ ที่เข้ามา บทเรียนที่ได้คือ ลูกชาวบ้านหลานชาวนาได้เป็นวีรชนที่ตายที่ติดคุก ขณะที่แกนนำรอไปเป็นรัฐมนตรี คนที่มีเส้นสายก็พร้อมเฉลิมฉลอง

บทเรียนเหล่านี้ คิดว่าประชาชนรู้ว่าพวกเขาเป็นแค่ทางผ่านของอำนาจ เป็นบันไดปูทางให้คนเหล่านี้ไปเสวยสุข ประชาชนก็รู้ ซึ่งถ้ามีการชุมนุมก็ต้องเป็นการชุมนุมแบบใหม่ ที่ต้องให้ความรู้มากพอสมควร และพยายามพุ่งเป้าไปสู่การกดดันรัฐบาลให้มีผลชี้ขาด เช่น แพ้ หรือหลุดไปด้วยการกดดันของประชาชนจริง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นยากสำหรับประเทศไทย

บทเรียนพวกนี้เชื่อว่าประชาชนมีบทเรียนมามากพอสมควร คนที่จะจัดม็อบต้องคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ด้วย

"ลงถนน" เป็นการบริหารอารมณ์ของผู้ขับข้องใจ

นายสติธร มองว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นการที่แกนนำต่าง ๆ ที่ริเริ่มสู่การชุมนุม มองเห็นว่าวันนี้เกิดรัฐบาลสลายขั้วก็จริง แต่เป็นการสลายขั้วของชนชั้นนำด้านบน แต่คนที่เคยสนับสนุนความขัดแย้งยังรู้สึกขุ่นเคือง คาใจ ยังไม่ได้ถูกชำระสะสาง ทั้งคนเสื้อเหลืองเสื้อแดง หรือผู้ที่มาชุมนุมในสมัย กปปส. ซึ่งก็คงมีความอึดอัดขับข้องใจพอสมควร

เพราะฉะนั้นการที่จะมีคนออกมาก่อม็อบ ส่วนหนึ่งวิธีการแบบนี้เหมือนกับวิธีการบริหารอารมณ์ โดยเฉพาะฝ่ายอนุรักษ์นิยม จะมีความรู้สึกกล้ำกลืนฝืนทน เพราะคนเหล่านี้เคยผ่านตั้งแต่ช่วงที่ขับไล่นายทักษิณ ขับไล่นางสาวยิ่งลักษณ์ และวันนี้เราเห็นการจับมือสลับขั้วกัน การชุมนุมก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้กลุ่มนั้นได้ระบายความรู้สึกออก

และในส่วนของกลุ่มที่ได้ชื่อว่าได้รับการสนับสนุนจากมวลชนสายอนุรักษ์นิยม ก็สามารถอธิบายได้ว่า เราไม่ได้นิ่งนอนใจ การจับมือเป็นการจับมือในสภาวะที่จำเป็นของสถานการณ์เท่านั้น ไม่ได้ละเลยความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีต ยังคงจับจ้องสิ่งที่เราเคยเรียกร้องในการขับไล่รัฐบาลยุคก่อน ๆ รวมถึงคดีความต่าง ๆ ยังมองในจุดนี้อยู่

นายสติธร มองว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นอีก 2 - 3 ปีต่อจากนี้ คือ พรรคการเมืองที่จะเป็นตัวแทนของปีกอนุรักษ์นิยมจะเติมพลังเข้าไปให้กับม็อบ เพราะก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญนอกเหนือจากการมีแกนนำ และประเด็นที่สามารถจุดติดได้ ซึ่งม็อบสามารถเป็นสะพานที่ปูทางไปสู่การมีพรรคอนุรักษ์นิยมที่แข็งแกร่งขึ้นมาได้ด้วย

หากรัฐบาลเพื่อไทยล้ม "พรรคสีน้ำเงิน" พร้อมเสียบ

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า ถ้ามีการปลุกระดมโดยมีการจัดขบวน มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าจุดไหนที่ทำให้รัฐบาลล้มได้ ไม่ว่าจะเป็นในตัวของนายกรัฐมนตรี หรือนายทักษิณ ถ้าต้องกลับไปอยู่ที่คุกเหมือนเดิม แน่นอนว่าจะอย่างไรรัฐบาลก็ล้ม จากนั้นก็จะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ พอมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ก็จะเลือกพรรคที่ไม่เกินอันดับ 3 หากเป็นพรรคอันดับรองลงมาก็จะมีข้อครหาในเรื่องของการแก้ไขมาตรา 112 ผลสุดท้ายก็ต้องไปพรรคอันดับ 3 คือพรรคสีน้ำเงิน

และแน่นอนว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่เคยออกมาบอกว่าวันนี้ยังไม่ใช่เวลาของเขา หรือถ้าเขาจะเป็นต้องมาอันดับ 1 แต่ถ้าถึงวันนั้นเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นมา ประกอบกับนายอนุทินเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว ทำให้ตามกติกาแม้ว่าจะไม่ได้อันดับ 1 ก็จะไหลไปหาอยู่ดี ส่วนพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณแน่นอว่าไหลไปไม่ถึงเพราะคะแนนเสียงไม่ถึง

ต้องยอมรับว่า มีการประเมินหลายอย่าง เช่น กรณีท่าทีแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรม กรณีนี้เชื่อว่ากลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลปรบมือให้กับนายอนุทิน เนื่องจากขณะนั้นแกนนำรัฐบาลเชิญชวนให้มาคุยกันในเรื่องนี้ แต่ทางนายอนุทินกล่าวว่า เดี๋ยวก่อน ช่วยน้ำท่วมก่อน เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง

รศ.ดร.โอฬาร เชื่อว่า ฝ่ายอนุรักษ์นิยมไม่เคยไว้ใจพรรคเพื่อไทยสักวินาทีเดียว แต่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาพรรคเพื่อไทย ซึ่งตนมองว่าพรรคเดียวที่พรรคเพื่อไทยไว้ใจคือ พรรคภูมิใจไทย แต่เงื่อนไขของพรรคภูมิใจไทยยังไม่ได้ แต่ถ้าวันนั้นเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองจริง ๆ พรรคภูมิใจไทยก็ได้รับความไว้วางใจ ทำให้มีความเป็นไปได้

นายสติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า รายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk
นายสติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า

"นายกฯ อิ๊งค์" ยังฟอร์มดี เชื่อผลงานจะช่วยรักษาความนิยม

นายสติธร กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่รู้ว่าตอนจบของนายกแพทองธารจะเป็นอย่างไร แต่รู้ว่าสถานการณ์ สภาพแวดล้อมตอนนี้ดีกว่าที่คาดเยอะ สะท้อนจากผลสำรวจของนิด้าโพลอย่างเห็นได้ชัด

ในช่วงแรก คนคิดว่าเมื่อนางสาวแพทองธารขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว เรื่องราวของอดีตพรรคไทยรักไทยของนายทักษิณและครอบครัว มาจนถึงคดีส่วนตัวของนางสาวแพทองธารเองจะตามมาหลอกหลอน แต่ปรากฏว่าเรื่องเหล่านี้แม้บางครั้งจะถูกเปิดแผล แต่ก็ไม่สะเทือน

ตนมองว่าเป็นลักษณะของความประทับใจแรก หรือ First Impression ต่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่คนนี้ ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดีทั้งบนโลกโซเชียล ในการปฏิบัติงาน กระแสตอบรับจากการลงพื้นที่ และเสียงตอบรับผ่านโพล แม้จะถูกแซะบ้าง

นายสติธร เชื่อว่า ถ้านายกฯ สามารถรักษามาตรฐานส่วนตัวได้แบบนี้ บวกกับผลงานรัฐบาลที่คาดหวังกัน การเป็นรัฐบาลที่จะสามารถอยู่ได้ยาวหรือไม่ยาว ยืดหรือไม่ยืดอยู่ที่ผลงาน ถ้ารัฐบาลมีนโยบายออกมาเรื่อย ๆ แม้จะไม่ตรงปก แต่เมื่อประขาชนได้สอดรับกับนโยบายดังกล่าวแล้ว ทำให้ได้เสียงตอบรับที่ดี

ด้าน รศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า รัฐบาลต้องทำงานหนักมากขึ้น เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะด้านนโยบาย ซึ่งหลังจากปล่อยนโยบายเงินหมื่นไปแล้วก็ได้เสียงตอบรับที่ดี ความท้าทายคือ ถ้าเป็นนโยบายแจกเงินประชานิยมเพื่อคะแนนเสียงแบบนี้ อาจส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินการคลังได้ เช่น ค่าแรงวันละ 400 บาท เงินเดือนบัณฑิตจบใหม่ 25,000 บาท หรือรายรับครัวเรือนต่าง ๆ ก็ยังไม่สามารถทำได้

ซึ่งตนมองว่าสุดท้ายแล้ว ผลงาน คือสิ่งเดียวที่จะช่วยรักษาความเชื่อมั่นและคะแนนนิยมของรัฐบาลได้

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ