ควันหลงหลังการเลือกตั้ง อบจ. 2568 เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลายฝ่ายมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นภาพสะท้อนการเมืองภาพใหญ่อย่างชัดเจน พร้อมตั้งคำถามว่าเมื่อคะแนนเสียงออกมาเช่นนี้ เป็นการแสดงออกว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังไม่สิ้นมนต์ขลังใช่หรือไม่ รวมถึงกรณีของพรรคประชาชนที่ประกาศสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้อย่างเต็มที่แต่กลับได้มาเพียงที่นั่งเดียว สิ่งนี้สะท้อนอะไรบ้าง
รศ.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) วิเคราะห์เกี่ยวกับการเลือกตั้ง อบจ. 2568 นี้ ในรายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk PPTV HD36 ไว้อย่างน่าสนใจ
ชี้จุดอ่อน "พรรคประชาชน" มองชัยชนะ "ลำพูน" เป็นโอกาสสร้างผลงาน
รศ.ยุทธพร กล่าวว่า เรื่องของตระกูลการเมืองมีทุกพรรค จังหวัดลำพูนที่พรรคประชาชนชนะก็มีตระกูลการเมือง จังหวัดตราด จังหวัดนครนายกที่พรรคประชาชนแพ้ก็มีตระกูลการเมือง ตนมองว่าปัจจัยที่ทำให้พรรคประชาชนไม่ได้รับการเลือกตั้งมีหลายอย่าง เช่น กติกาการเลือกตั้ง จะเห็นได้ว่าเลือกตั้งท้องถิ่นไม่มีเลือกตั้งล่วงหน้า เลือกตั้งนอกเขต เหมือนกับระดับชาติ นอกจากไม่มีแล้วยังกำหนดให้วันเลือกตั้งเป็นวันเสาร์ ไม่เอื้ออำนวยให้เกิดการไปเลือกตั้ง
นอกจากนี้ หากย้อนดูสถิติเมื่อปี 2563 หรือช่วงที่มีการล็อกดาวน์จากสถานการณ์โควิด-19 มีผู้มาใช้สิทธิราว 62 เปอร์เซ็นต์กว่า ต่อมาเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อช่วงปลายปี 2566 ก็ออกมา 58% และเลือกตั้งท้องถิ่น 2568 นี้ก็มีอยู่ 58% สะท้อนให้เห็นว่าผู้คนมีส่วนร่วมน้อย ส่งผลถึงกลไกที่มาจากเสียงจัดตั้ง ไม่ว่าจะเป็นเครือข่าย ความรู้จักมักคุ้นต่าง ๆ
รศ.ยุทธพร มองว่า สาเหตุที่การเลือกตั้ง อบจ. 2568 มีบัตรเสีย ไม่ประสงค์ลงคะแนนเยอะ เป็นเพราะว่า ในจังหวัดที่มีบ้านใหญ่เยอะ มักพบบัตรเสียเยอะ เพราะคนไม่มีทางเลือกทางการเมือง เมื่อมาเลือกก็มาเลือกตามหน้าที่ ประการที่สองคือเรื่องของมุมมอง Voter ระดับท้องถิ่นกับระดับชาติไม่เหมือนกัน
รศ.ยุทธพร อธิบายว่า การเลือกตั้งระดับชาติเป็นการมองเรื่องจุดยืนทางการเมือง แคนดิเดตนายกฯ นโยบายพรรค สส. บัญชีรายชื่อ ทว่าในส่วนของเลือกตั้งท้องถิ่นคนจะมองเรื่องความรู้จักมักคุ้น คนที่ช่วยเหลือดูแลชุมชนต่าง ๆ และเป็นที่รู้จักของคนในชุมชน ซึ่งหากดูสถิติจะพบว่า 29 สนาม มีแชมป์เก่า 15 สนาม อีก 7 - 8 คนเป็น “เหล้าเก่าในขวดใหม่” เพราะบางคนเป็นรองนายกฯ เป็น สส. มาจากตระกูลการเมือง มี 5 คนเท่านั้นที่เป็นหน้าใหม่จริง ๆ
รศ.ยุทธพร กล่าวต่อว่า นี่คือจุดอ่อนของพรรคประชาชน เพราะหลายอย่างสามารถนำเสนอได้ดี เช่น น้ำประปาดื่มได้ PM 2.5 แต่คำถามสำคัญคือ ยังไม่เคยเห็นผลงานอย่างเป็นรูปธรรม เพราะไม่เคยอยู่ในอำนาจรัฐทั้งในระดับส่วนกลางและในระดับท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่เคย ส่วนตัวมองว่า จังหวัดลำพูนเป็นโอกาสดีที่จะตั้งเป็น Sandbox ในการต่อยอดสู่การเมืองระดับชาติ และทำให้เห็นเป็นรูปธรรมว่าการเมืองใหม่ที่เขากล่าวสามารถทำได้จริง อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง หากทำไม่ดีก็จะถือเป็นผลลบ
"ทักษิณ" วางยุทธศาสตร์ลงพื้นที่ปราศรัย "กระชับพื้นที่" เป็นเป้าหมายหลัก
รศ.ยุทธพร กล่าวว่า ต้องไปดูโจทย์เริ่มต้นว่านายทักษิณลงพื้นที่ช่วยหาเสียงครั้งนี้เพื่ออะไร ส่วนตัวมองว่าอันดับแรกคือไปช่วยผู้สมัคร แต่คงไม่ใช่โจทย์ใหญ่ โจทย์ใหญ่คือ เป็นการลงไปกระชับพื้นที่ของพรรคเพื่อไทย และคะแนนนิยมของนายทักษิณ รวมถึงตัวพรรคเพื่อไทยเองด้วย โดยเฉพาะการกระชับพื้นที่กับเครือข่ายทางการเมืองในระดับจังหวัดแต่ละแห่ง
ส่วนการปราศรัยแต่ละพื้นที่ที่ถูกพูดถึงว่าลงไปปราศรัย 9 - 10 แห่ง แต่กลับได้มาแค่ 4 คำถามคือทำไมเราไม่ดูจังหวัดที่นายทักษิณไม่ไปปราศรัยแล้วได้มาบ้าง เพราะฉะนั้นตนมองว่านายทักษิณไม่คิดลงพื้นที่ตามอำเภอใจ เขาลงเพราะมีสถิติและวางยุทธศาสตร์ไว้ทั้งหมด
รศ.ยุทธพร มองว่า นายทักษิณมีการเลือกตัดสินใจลงพื้นที่ทั้งหมด 3 กลุ่ม หนึ่ง คือพื้นที่ที่ได้ชัวร์ เช่น นครราชสีมา ปราจีนบุรี ไม่ไป แต่ได้แบบขาดลอย สอง จังหวัดที่ไม่ได้เลย เช่น จังหวัดภาคใต้ ก็ไม่เห็นนายทักษิณเช่นกัน สาม จังหวัดที่ก้ำกึ่ง ได้ลุ้น เป็นพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย นครพนม ต้องลงไปป้องกันแชมป์ให้ได้
รศ.ยุทธพร กล่าวว่า การเลือกตั้งมีพลิกได้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ คะแนนเลือกตั้งนายก อบจ. ในหลายพื้นที่อาจเป็นแชมป์เก่าก็จริง แต่ ส.อบจ. มีการเปลี่ยนไม่น้อย ถือเป็นความสำเร็จของเจตจำนงในการเลือกตั้งท้องถิ่น ให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ ทว่าท้ายที่สุดก็เป็นการเลือกตั้งแบบแพ็กเกจ ทำให้การถ่วงดุลอำนาจนั้นน้อยลง ส่วนการพูดถึงในเรื่องของสภาท้องถิ่นเหลือเพียงเรื่องงบประมาณ แทนที่จะใช้อำนาจเป็นการถามความเดือดร้อนของประชาชนไปยังสภา