"จตุพร" แฉเบื้องหลังจุดแตกหัก "ทักษิณ - เนวิน" เกี่ยวโยง "สมัคร สุนทรเวช"

โดย PPTV Online

เผยแพร่

วิเคราะห์สัญญาณการเมืองไทยสุดเข้มข้น "จตุพร" ชี้ "ฮั้ว สว." เป็นอาวุธทางการเมือง แฉเบื้องหลังจุดแตกหัก "ทักษิณ - เนวิน" เกี่ยวโยง "สมัคร สุนทรเวช"

สัญญาณการเมืองไทยในช่วงนี้เรียกได้ว่ามีความเข้มข้นสูง หลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ทำท่าว่าจะรับเรื่องฮั้ว สว. เป็นคดีพิเศษก่อนที่จะประกาศเลื่อนประชุมไปเมื่อ 25 ก.พ. ที่ผ่านมา ทำให้กลายเป็นสัญญาณความขัดแย้ง รอยร้าวระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย นายทักษิณและนายเนวิน ฉากทัศน์หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร การเมืองจะระส่ำระส่ายไหม หรือใกล้ถึงจุดแตกหักของทั้งสองพรรคแล้วหรือไม่

คอนเทนต์แนะนำ
ยังไม่โหวต! บอร์ดคดีพิเศษ เสนอเลื่อนโหวตคดีฮั้วเลือก สว.เป็นคดีพิเศษ เสนอเรียก กกต.มาชี้แจง

นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน รายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk
นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน

คดี "ฮั้ว สว." เป็นอาวุธทางการเมือง

นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ให้ความเห็นในรายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk ไว้ว่า ในเรื่องของการต่อรองทางการเมืองทั้งสองพรรคทุบกันมาตั้งแต่ที่เขาใหญ่แล้ว มาจนถึงเรื่อง สว. สิ่งที่เราเห็นคือ ทันทีที่เลขาธิการกฤษฎีกา ตั้งข้อสังเกตเรื่องมาตรา 157 ทำให้กลายเป็นช่องว่างให้เลื่อนออกไป ดังนั้น ข้าราชการรู้ว่าเมื่อการเมืองเปลี่ยนแล้ว จะติดคุกกันระนาว เห็นชะตากรรมกันอยู่ จะมีใครกล้าจริง ๆ กี่คน

ตนเห็นความพยายามที่ต้องเดินไปให้ถึง 15 เสียง เพราะถ้าโหวตกันเมื่อ 25 ก.พ. ไม่แน่ใจว่าจะถึง 15 เสียงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เขาต้องอุดช่องว่างต่าง ๆ เพราะทาง สว. ยังพอมีเวลา สำหรับคดีพิเศษผู้ต้องหาต้องมีทนาย DSI ต้องมีอัยการ มี 4 ฝ่ายอยู่พร้อมกัน ขาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ จากนั้น DSI ส่งอัยการ ส่งศาล ใช้เวลา

แต่ สว. ขอแค่เข้าชื่อ 1 ใน 10 แม้ว่าจะประกาศศึกกับรัฐมนตรียุติธรรม แต่ต้องไม่ลืมว่ามีการร้องเรื่องสนามกอล์ฟอัลไพน์รออยู่แล้ว โดย 1 ใน 10 เข้าชื่อส่งให้ประธานสภา ส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เกมจะจบเร็วขึ้นเพราะฉะนั้น เกมการเมืองเราจะเห็นว่าลีลาเรื่องที่ดิน ปรากฏการณืเรื่องภูนับดาว เมื่อเคลียร์จบเลิกนับเลย

นายจตุพร กล่าวต่อว่า กรณีนี้เป็นเกมใช้เป็นอาวุธทางการเมืองเหมือนไล่หนูตีงูเห่า เป็นเกมที่พรรคเพื่อไทยไม่เคยเจอปรากฏการณ์นี้ เช่นเมื่อพรรคไทยรักไทย 1 มี 248 เสียง มีพรรคเสรีธรรมและพรรคเล็ก ๆ มารวมก็คุมสภาพเบ็ดเสร็จ หรือสมัยนายสมัคร สุนทรเวช มี 235 จาก 280 เสียง ขาด 5 เสียงก็ยังสามารถคุยกันได้อยู่

การเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ภายใต้ 140+1 เสียง ส่วนตัวเห็นว่าพรรคเพื่อไทยยังใช้วิธีเดิม แต่พรรคร่วมมองว่าเป็นสถานะหุ้นส่วน ไม่ใช่เจ้านายลูกน้องอีกต่อไป เหมือนที่นายอนุทินหารค่าดินเนอร์พรรคร่วมคนละ 7,000 บาท ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่าพรรคการเมืองที่รู้จักกันดีที่สุดคือพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทย แต่ขุนนอกกระดานอย่างนายทักษิณและนายเนวินมีท่วงทำนองที่แตกต่างกัน

และอีกสิ่งที่น่าสังเกตคือ กลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลยกเว้นพรรคภูมิใจไทย มีปัญหาภายในทุกพรรค เช่น พรรคพลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ ประชาธิปัตย์ ซึ่งเขารู้สถานการณ์จนกระทั่งมาถึงศึก สว.

"จตุพร" ชี้ ที่มา สว. เลอะเทอะสุด - กกต. องค์กรล้มเหลวสุด

นายจตุพร กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ที่มาของ สว. เลอะเทอะที่สุด และไม่ว่าจะเป็น สว. สีไหนก็ตาม ต้องเตรียมตัวกันทั้งนั้นเพราะฮั้วกันทั้งนั้น ระบบแบบที่คนที่สมัคร สว. จ่ายเงิน 2,500 บาท เพื่อไปเลือกคนอื่นก็ต้องไปพบแพทย์ก่อน

ต้องเข้าใจว่าระบบที่มาของ สว. เป็นปัญหา ถ้าไม่ฮั้วไม่มีทางเกิดขึ้น เพียงแต่ว่าใครตีโจทย์แตก เพราะระบบนี้เป็นระบบที่ไม่มีที่ไหนในโลกใช้อีกแล้ว นักการเมืองปกติอาจมองปรากฏการณ์หนึ่งเพียงชั้นเดียว แต่นี่ไม่รู้กี่ชั้นกว่าจะอ่านขาด และมีปัญหาเรื่องที่มากว่าจะได้คนที่มาทำหน้าที่วุฒิสภา ถ้าเลือกมาแบบนี้แล้วคำถามคือจะได้คนแบบไหน

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ช่างภาพพีพีทีวี
นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

นายจตุพร กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ถ้าปลายทางคือการทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอั้งยี่ ซ่องโจร ฟอกเงิน สว. ชุดนี้ก็ต้องสู่จนตัวตาย เพราะโทษจำคุกนั้นสูง แต่ถ้า สว. ชุดนี้โมฆะ สว. ชุดเดิมก็ต้องกลับมาทำหน้าที่ต่อ ซึ่งก็คือชุดสมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะต้องมารักษาการณ์จนกว่าจะมี สว. ชุดใหม่ เพราะถ้าจะให้โมฆะ ก็จะไม่มี สว. ชุดนี้มาตั้งแต่ต้น

พอตั้งข้อหาเช่นนี้ วันนี้ถือว่าหนักแล้ว เพราะถ้าในสภาจาก 200 คน มี 138 คนถูกตั้งข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร ฟอกเงิน เท่ากับว่ากฎหมายจะไม่สามารถพิจารณาได้ ซึ่งพวกเขาจะต้องสู้ตาย ถ้าไม่สู้ก็ต้องติดคุกไม่ต่ำกว่า 10 ปี เพราะฉะนั้นต้องสู้กันยาว

ในส่วนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 25 ก.พ. DSI ก็มีการเรียกมา ซึ่ง กกต. ก็ถามว่าเอาอำนาจอะไรมาเรียก เพราะถ้า กกต. ไปครั้งที่ 1 แล้ว ครั้งต่อ ๆ ไปก็ต้องไป และอำนาจในการดูแลการเลือกตั้งก็จะไปจากเขา เพราะฉะนั้นส่วนตัวเชื่อว่า กกต. จะไม่มีวันไป จะเห็นได้ว่าหน้ามืดทุกกระดาน

นายจตุพร กล่าวว่า กกต. เป็นองค์กรที่ล้มเหลวที่สุดองค์กรหนึ่งตามรัฐธรรมนูญนี้ ตั้งแต่การเลือกตั้งทุกระดับมา จะเห็นได้ว่าทฤษฎีรับรองไปก่อนสอยทีหลังนั้น สอยไม่ได้เลย เป็นองค์กรเดียวที่ต้องคัดเลือกมนุษยืพันธุ์พิเศษไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรทั้งนั้น เพราะการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรมนั้นทำลายหลักการใหญ่ของประชาธิปไตยทั้งสิ้น จะสังเกตได้ว่า กกต. ไม่สามารถปราบการซื้อเสียงได้

"อนุทิน" อยู่เป็น ลั่นอยู่ต่อ 1 สมัยเพราะเดิมพันแล้ว!

นายจตุพร กล่าวว่า ส่วนตัวรู้จักทั้งนายทักษิณและนายเนวิน ในส่วนของนายอนุทินนั้นก็รู้วัฒนธรรมของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยหรือพรรคในสายพรรคเพื่อไทย จะเห็นว่าบางครั้งนั่งกินข้าวอยู่ดี ๆ ถูกปลดชนิดที่ไม่ต้องบอกกัน รัฐมนตรีบางคนกำลังไปต่างประเทศ เดินทางตรวจงานกินข้าวกับลูกกับเมียถูกปลดโดยไม่ต้องแจ้งกันทั้งสิ้น เมื่อนายอนุทินหลุดออกมาได้ เขานั่งได้เต็ม และที่สำคัญคือมีความไม่ห่างกัน เหมือนเจ้านายกับลูกน้อง

เพราะฉะนั้นส่วนตัวมองว่า หากนายอนุทินจะกลับมานั้นยาก เพราะเขามีอนาคต และที่บอกว่าอาจอยู่อีก 1 สมัย เพราะเขาเดิมพันแล้ว ท่วงทำนองหรือการแสดงออกทางการเมืองนั้นนายอนุทินและนายเนวินรู้จักนายทักษิณดี จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเขาป้องกันตนดีที่สุด และรู้ว่าจะอยู่อย่างไร

ถ้ายังตัดสินใจอยู่สภาพแบบลูกน้อง หลายเรื่องข้างหน้าที่เกี่ยวข้องกับนโยบายนั้นเสี่ยงคุกเสี่ยงตาราง จึงอยู่กันในลักษณะหุ้นส่วน ซึ่งเป็นการสื่อสารทางการเมืองว่าทุกคนเป็นหุ้นส่วนเหมือนกัน

นายจตุพร เล่าว่าวันที่นายเนวินและนายทักษิณตัดสินใจแยกทางกันตนก็อยู่ในสถานการณ์นั้น มีสาเหตุมาจากนายสมัคร สุนทรเวช จนกระทั่งกว่าจะแหวกวงล้อมท่ามกลางกระแสหลายปี วันนี้มายืนอย่างแข็งแรง และหากสังเกตจะพบว่านายเนวินระมัดนระวังการปรากฏตัว ไปเน้นเรื่องการกีฬา ทั้งที่บารมีทางการเมืองนั้นมีพรวด แต่เลือกไม่เปิด

ส่วนตัวมองว่าการเข้าไปแซะพรรคภูมิใจไทยนั้นเป็นเรื่องที่ยากกว่าทุกพรรคการเมือง ไม่เช่นนั้นป่านนี้เราจะเห็นร่องรอยแล้ว เพราะฉะนั้นไม่มีพรรคใดรู้จักพรรคเพื่อไทยได้ดีเท่าพรรคภูมิใจไทยแล้ว และไม่มีใครรู้จักนายทักษิณได้เท่ากับนายเนวิน

นายเนวิน ชิดชอบ ช่างภาพพีพีทีวี
นายเนวิน ชิดชอบ

เล่าเบื้องหลังจุดแตกหักทักษิณ - เนวิน

นายจตุพร กล่าวว่า กรณีที่นายทักษิณกับนายเนวินนัดคุยกันนั้น ทั้งสองคนนัดกันจริงหรือไม่ เพราะท่วงทำนองของนายทักษิณ ถ้าจะนัดใครคุยทางการเมืองจะไม่ออกจากรัง จะไม่เจรจาที่รังคนอื่นยกเว้นเรื่องสันทนาการบันเทิง พอนัดที่โรงแรมพูลแมนส่วนตัวมองว่าไม่จริง อย่างน้อยต้องนัดที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ถ้านายเนวินจะไปก็ต้องดูสถานการณ์เป็นการวัดใจ เข้าไปแล้วต้องดูว่าได้อะไรเสียอะไร บางครั้งการไม่พูดกันอาจเป็นหนทางที่ดีที่สุดในบางสถานการณ์ก็ได้

ส่วนสถานการณ์ที่เป็นจุดแตกหักของทั้งสองคน นายจตุพร กล่าวว่า เป็นผลพวงรอยต่อระหว่างนายกฯ สมัคร และนายกฯ สมชาย หลังจากที่นายสมัครพ้นจากตำแหน่งแต่ไม่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง สภาสามารถโหวตกลับมารับตำแหน่งได้อีกครั้ง ณ ขณะนั้นตนสนิทกับนายสมัคร นายเนวินก็อยู่ติดตัวนายสมัคร ต่างได้รับสัญญาณว่าจะสนับสนุนนายสมัครต่อ นายสมัครก็ได้ยินอย่างนั้น พอถึงวันที่กำหนด นายสมัครไปที่สภา แต่ปรากฏว่าคนของพรรคพลังประชาชนในขณะนั้นไปยืนขวางประตู ไม่ให้ สส. พรรคพลังประชาชนเข้าไปโหวตให้นายสมัคร

ตนไปนั่งโต๊ะเดียวกับนายสมัคร เห็นแววตาเจ็บปวด ถ้าจะไม่ให้นายสมัครมาดำรงตำแหน่งอีก ต้องบอกเขา จะได้ไม่อับอายขายขี้หน้า ซึ่งวันนั้นไม่มีการโหวต องค์ประชุมก็ไม่ถึงครึ่ง ท้ายที่สุดได้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มาเป็นนายกฯ อยู่ได้ 2 เดือนครึ่ง พอถูกยุบพรรค พรรคเพื่อไทยก็ถูกเตรียมเอาไว้ พรรคพลังประชาชนก็ไปเพื่อไทย แต่บาดแผลครั้งนั้น นายเนวินรับไม่ได้ จึงพามวลสมาชิกของเขาไปตั้งพรรคภูมิใจไทย ส่วนเรื่องอื่น ๆ เป็นองค์ประกอบ เป็นเรื่องที่ตามหลังมา

นายจตุพร กล่าวต่อว่า ก่อนที่จะมีการโหวตเลือกนายกฯ ใหม่ พรรคเพื่อไทยไปสนับสนุน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก พรรคเพื่อแผ่นดิน มี 9 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ก็มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาแข่งกัน ขณะนั้นจัดเวทีปราศรัยที่สนามศุภชลาศัย ตนถามนายทักษิณว่าเอาสถานการณ์อยู่หรือ นายทักษิณก็ตอบว่าเอาอยู่ อย่ากังวล วันนั้นคนเต็มสนามศุภชลาศัย เป็นการพูดที่ตนไม่เคยอยากฟังอีกเลย เพราะให้ผลลัพธ์ตรงข้ามกันหมด

เพราะฉะนั้น หลังจากนั้นนายทักษิณก็ต้องเจรจา ซึ่งตนก็เห็นว่าบางเรื่องนายทักษิณและนายเนวินก็คุยกันได้อยู่ แต่แผลเก่าก็มีอยู่ตลอดเวลา อยู่ที่ว่าใครสะกิดใคร และวิธีการเรื่องปรากฏการณ์ภูนับดาวมาจนถึงเขาใหญ่ เป็นวิธีการทำซ้ำที่นักเลงทางการเมืองก็ถือสากัน การตวจสอบเรื่องที่ดินทำได้ทั้งประเทศ ทำให้ถูก แต่ถ้าเพื่อหวังผลทางการเมือง กับพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ อาจไม่ติดใจ แต่ไม่ใช่กับคนอื่น ๆ

นายจตุพร กล่าวว่า การจับจังหวะทางการเมืองก็ไม่ต้องรีบเร่งอะไร จะดูจังหวะเวลาที่เหมาะสมว่าใช่ไม่ใช่อย่างไร ปรากฏการณ์เดือนมีนาคมมีอีกมาก เรื่องแพทยสภา ศาลฎีกา อาจมาก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อาจจะไม่จบแต่เห็นเค้า ถ้านายทักษิณแข็งแรง องคาพยพก็แข็งแรง

พรรคประชาชน เดินเกมผิดหายวับไปกับตา!

นายจตุพร กล่าวว่า พรรคประชาชนประกาศตัวว่าภายในสมัยนี้จะไม่ข้ามขั้วจับมือกับพรรคเพื่อไทยเด็ดขาด ถ้าไม่ประกาศ พรรคเพื่อไทยก็อาจสลัดภูมิใจไทยออกเอาพรรคประชาชน ในสนามการเลือกตั้งต่อไปนี้ พื้นที่พรรคเพื่อไทยถ้าต้องการจะเพิ่ม ก็ต้องมาเพิ่มในพรรคประชาชน ขณะเดียวกันระหว่างพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทยต้องแข่งกันในหลายสนาม ขณะนี้ยังเป็นเหมือนงูกินหาง ใครเดินเกมพลาดก็จะเสียการเมือง

พรรคประชาชนรู้ว่าเขาอยู่กับกระแสอย่างเดียว หากเดินเกมผิดหายวับไปกับตาทันที เพราะฉะนั้นจะไม่เล่นเกมเสี่ยงกับอารมรณ์ความรู้สึกของคน เพราะไม่รู้ว่าใครเลือกเขา แต่ทุกพรรครู้ว่าใครเป็นคนเลือก การข้ามขั้วนั้นเหมือนปลาคนละน้ำกัน นี่ถือว่าอยู่กันได้นานเกินแล้ว

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ