เรื่องการฟ้องร้องคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ทวีความเข้มข้น หลังในวันที่ 6 มี.ค. 68 คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) หรือบอร์ดของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีมติรับเรื่องดังกล่าวเป็นคดีพิเศษฐานฟอกเงิน
มติดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างไร เพราะด้านหนึ่งคนมองว่า คดีฟอกเงินเบาไปหรือเปล่า บางคนบอกเรื่องนี้อาจนำไปสู่การตั้งข้อหาคดีอั้งยี่ซ่องโจรต่อไปได้ และทำให้เห็นขบวนการทุจริตเลือก สว.
ชื่นใจดีเอสไอ ผิดหวัง กกต.
คุณอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล ตัวแทนกลุ่ม สว.สำรอง ซึ่งเดินหน้าร้องเรียนเรื่องการฮั้วเลือก สว. มาตั้งแต่เดือน มิ.ย. 67 เปิดเผยว่า ทุกคนร่วมทำงานต่อสู้ในเรื่องนี้มานาน ตั้งแต่ที่ร้องสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในครั้งแรก ร้องตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่ามีการฮั้วเลือกตั้ง มีโพย แต่ผ่านเวลาไปนานมาก ไม่เป็นผล จึงหันพึ่งดีเอสไอ
“ต้องการให้ดีเอสไอทำ เพราะเรามั่นใจว่าหน่วยงานจะให้ความยุติธรรมตรงไปตรงมา วันนี้คำตอบที่ได้มา ถือว่าเราทำงานสำเร็จอีกขั้น” คุณอัครวัฒน์บอก
เขาเล่าว่าไปหาดีเอสไอประมาณเดือน ก.ย.-ต.ค. 2568 เพราะไปร้องทั้ง กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ป.ป.ช. แต่ปรากฏว่าแต่ละเรื่องแต่ละที่ยกคำร้องหมด ไม่มีใครรับเลย
“เราเห็นความไม่ชอบมาพากล ร้องมาตลอด 8 เดือน เข้า กกต. นับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่คืบหน้า เลยพึ่งดีเอสไอ เตรียมเอกสาร 4-5 พันหน้า แต่ละสายเลือกตั้งนะ 4-5 พันหน้า พอเขาเห็นเรื่องราวขบวนการ ดีเอสไอก็เรียกเราไปคุย” คุณอัครวัฒน์กล่าว
ตัวแทนกลุ่ม สว.สำรอง เสริมว่า ตั้งแต่ยื่นเรื่องฮั้ว สว. ไปทาง กกต. ไม่เคยมีการเรียกคุยเรียกสอบ ไม่รู้เอาเอกสารไปไว้ที่ไหน 8 เดือนที่ผ่านมา สอบสวนแต่เรื่องคุณสมบัติในใบ สว.3 ซึ่งเป็นประวัติของผู้สมัครแต่ละคนที่เขียนไม่เกิน 5 บรรทัด แต่อ่านมา 8 เดือนแล้วไม่จบเสียที
“อย่าง สว. สาย ง.งู ที่เรามีข้อมูลพร้อมที่สุด ส่งไปมากที่สุด เห็นขบวนการชัด มีถ่ายรูปโพย ส่งให้หมดแล้ว ทุกวันนี้ไม่เคยเรียกสอบสักคำ” ตัวแทนกลุ่ม สว.สำรองกล่าว
คุณอัตรวัฒน์ยืนยันว่า กระบวนการฟ้องเรื่องฮั้ว สว. ทำงานกับดีเอสไอมา 4-5 เดือน ไม่ใช่เพิ่งมาร้องปุบปับ มีการรวบรวมข้อมูลมาเรื่อย ๆ ทั้งเอกสาร หลักฐานการจ่ายเงิน โรงแรมที่พัก กินข้าวที่ไหน รถตู้ยังไง จัดการเอกสารจนครบ
“เรามีความหวัง หวังพึ่งหน่วยงานนี้ ไม่ใช่ดีลการเมืองอะไร เป็นจังหวะผมได้ข้อมูลมาประจักษ์ ข้อมูลแน่น พยานแน่น ทั้งบุคคล เอกสาร หลักฐานวิทยาศาสตร์ การพูดคุยทางโทรศัพท์ เราร่วมชี้เป้าให้ดีเอสไอหมด” คุณอัตรวัฒน์บอก
คดีฟอกเงินแรงกว่าที่คิด
รศ.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) มองว่า คดีฟอกเงินแรงกว่าอั้งยี่ซ่องโจรและยุยงปลุกปั่น เพราะฟอกเงินสามารถยึดอายัดทรัพย์ได้ทั้งหมด
ที่สัญ ความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 วงเล็บ 10 กฎหมายฟอกเงิน คือความผิดฐานอั้งยี่ แปลว่า สามารถฟ้องร้องไปต่อได้ ถ้าพยานหลักฐานไปถึง “กฎหมายฟอกเงินน่ากลัวกว่าอั้งยี่ซ่องโจรและยุยงปลุกปั่น เป็นเหมือนมีดสั้นที่มีความแหลมคมไม่แพ้ดาบยาว”
อาจารย์เสริมว่า “ต้องติดตามว่าเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปถึงไหน อาจไปถึงคนที่อยู่นอกรายชื่อที่ตอนนี้มีหลุดออกมาด้วย”
อาจารย์ยุทธพรยังบอกอีกว่า กฎหมายฟอกเงินเป็นคดีอาญา ดังนั้นเชื่อว่าจะไม่จบลงง่าย ๆ กระบวนการสอบสวนน่าจะไม่จบลงในเร็ววัน เพราะพฤติการณ์ความผิดแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจผิดแต่ไม่เข้าฟอกเงิน บางคนวงนอก บางคนเข้ากฎหมายฟอกเงินเลย ต้องรวบรวมหลักฐาน ไม่ง่าย
หลักฐานหลุดเพราะหักหลังกัน
คุณอัครวัฒน์บอกว่า ที่มีหลักฐานมากพอจนนำไปยื่นต่อดีเอสไอได้นั้น บางส่วนหลุดออกมาจากตัวคนที่อยู่ในขบวนการเอง แต่ถูกหักหลังเรื่องผลประโยชน์และกลัวคดี จึงนำมาเปิดเผย
“ขบวนการนี้เริ่มจากการหาคนมาสมัครร่วมขบวนการ แต่ละอำเภอ แต่ละอาชีพ แปลว่าไปหาคนจำนวนมากหลายพัน อาจถึงหมื่น และค่าตัวคนเหล่านี้สตาร์ทที่ 5,000 บาท อันนี้มีหลักฐานอยู่ในสำนวนดีเอสไอ พอเข้ารอบระดับจังหวัดอัปขึ้นเป็นหลักหมื่น” คุณอัครวัฒน์เล่า
เขาเสริมว่า “ก่อนเข้าเมืองทอง ซึ่งเป็นรอยสุดท้าย ค่าตัว 20,000 บาท โดยวันที่ 24-25 มิ.ย. 67 ก่อนเลือกตั้ง มีการเข้าแคมป์ทำโพย รับเงิน กลับบ้านมีรถตู้จ่ายอีก 30,000 บาท พยานมาจากบุคคลที่อยู่ในขบวนการ เขาเล่าเลยว่ามีเข้าค่าย มีการรับเงิน โอนก็มี สดก็มี”
คุณอัครวัฒน์บอกว่า ใน 1,200 คนที่ชื่อหลุดออกมาว่าเอี่ยวฮั้ว สว. มีที่มาเป็นพยานแล้วจำนวนมาก เพราะตั้งแต่คดีดัง หลายคนกินไม่ได้นอนไม่หลับ หลายคนกลัว
“มีหลักฐานด้วยว่า มีการสัญญากันว่า ถ้าได้ สว. เกิน 120 คน จะได้โบนัสอีกคนละ 100,000 บาท มีคนที่กลัวโดนเบี้ยวเขาบันทึกภาพการแชตไว้ ... พอได้เกิน 120 คนกลุ่มนี้ไม่ได้โบนัสที่บอกไว้ เกิดการหักหลัง กลุ่มพลีชีพกลุ่มนี้ก็เลยออกมา” ตัวแทนกลุ่ม สว.สำรองกล่าว
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มพลีชีพอีกแบบ คือมีการสัญญาว่า ถ้าเป็น สว. จะให้ตำแหน่งติดตัว ให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ที่ปรึกษา อะไรว่าไป บางคนได้เป็นจริง แต่แค่ 2-3 เดือน แต่บางคนไม่ได้เลย เพราะมีการวางตัวคนอื่นไว้แล้ว ที่สัญญาให้เป็นก็เลยไม่ได้เป็น
“คนที่หวังเงินประจำตำแหน่ง หวังยศฐาบรรดาศักดิ์ พอเขาไม่ได้ก็เปิดหลักฐานเลย เพราะไม่ตามคำพูด” คุณอัครวัฒน์บอก
ไม่ควรให้ผลเลือกตั้งเป็นโมฆะ
อาจารย์ยุทธพรกล่าวว่า สิ่งที่ต้องระวัง คืออาจจะมีคนร้องเพื่อล้มกระดานการเลือก สว. ทั้งหมด แจมีความพยายามทำให้ สว. ทั้งหมดหลุดตำแหน่ง อาจอ้างขัดรัฐธรรมนูญ กรณีการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ เพราะมีโพย เพื่อล้มกระดานทั้งหมด ทำให้ผลการเลือก สว. เป็นโมฆะ เป็นไปได้
คุณอัครัฒน์บอกว่า ส่วนตัวไม่อยากให้ผลเป็นโมฆะ เพราะมี สว. ที่เข้ามาแบบขาวสะอาด เข้ามาด้วยความตั้งใจอยู่จริง
“สว.สายขาวธรรมชาติ ไม่เคยได้คะแนนบล็อกโหวต เพราะคนในขบวนการถ้าแตกแถวจะไม่ได้เงิน มีคนคุมอยู่หลังห้องเลย ถือแฟ้ม ดูคนที่นั่งข้างหน้า ถ้ามีคนเปิดดูประวัติผู้สมัครในใบ สว.3 จะโดนหักเงินเลย เปิดดูได้แค่โพยเท่านั้น ป้องกันจิตใจเอนเอียง” คุณอัครวัฒน์บอก
เขาเสริมว่า “ไม่เห็นด้วยที่จะให้โมฆะ คนมาแบบขาวสะอาดมี ถ้าจะจับว่าเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เที่ยงตรง ก็ต้องไปโทษคนที่ให้เอาโพยเข้าได้ เพราะมีการร้องเรียนแล้วว่าทำไมเจ้าหน้าที่ผู้คุมไม่ยับยั้ง พอขบวนการเอาโพยเข้าไปได้เลยทำให้สิ่งนี้สำเร็จ ระเบียบ กกต. ไม่มีข้อไหนเลยที่บอกให้เอาโพยเข้าได้ ต้องเปิดดูแต่ละกลุ่ม จดได้ แต่ต้องจดธรรมชาติ ไม่ใช่จดมาจากบ้าน”
คุณอัครวัฒน์ยังกังวลว่า การทำให้ผลเป็นโมฆะอาจเป็นการฟอกขาวกลุ่มผู้กระทำผิด แต่ตนต้องการให้ลงโทษคนผิด
มีดีลที่จะทำให้เรื่องนี้จบเร็วหรือไม่?
อาจารย์ยุทธพรบอกว่า ก่อนหน้านี้มีประเด็นเรื่องการเข้าไปคุยกันในบ้านจันทร์ส่องหล้า ทำให้คนคิดว่าคงมวยล้มต้มคนดู อาจมีการเปลี่ยนสีเปลี่ยนเสื้อ แต่คิดว่าไม่ง่าย เพราะคดีนี้ถ้าตามพยานหลักฐานแล้ว มันเป็นขบวนการ ไม่สามารถเปลี่ยนได้ง่าย ๆ
“ในทางกฎหมายคดีเดินแล้ว ดีเอสไอรับเรื่องแล้ว ตัวแสดงที่เกี่ยวข้องไม่ใช่แค่พนักงานสอบสวน คนร้องก็ติดตามตรวจสอบ สังคมก็เฝ้ารอดูผล กกต.ก็ถูกตั้งคำถาม เมื่อรับคดีแล้วจะแยกย้ายเงียบ ๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย ขอย้ำว่ากฎหมายฟอกเงินเป็นคดีอาญา อยู่ ๆ จะยุติ ไม่ง่าย เอาผิดก็ไม่ง่าย ต้องหลักฐานชัด”
คุณอัครวัฒน์เสริมว่า ในเรื่องคด มั่นใจในการตรวจสอบเอาผิดบุคคลเหล่านี้ ถ้าปล่อยไป งานนี้งานใหญ่ คนไทยทั้งประเทศเห็นตรงกันว่ามีมูล
“มูลค่าเงินในขบวนการนี้น่าจะ 800 ล้านบาท คำนวณมาแล้ว จากจำนวนคน พยานที่มาให้การ ไม่ถูกเหมือน อบจ.ท้องถิ่นที่หัวละแค่ 200-500 บาท เคสนี้หลักแสนทั้งนั้น” ตัวแทนกลุ่ม สว.สำรองบอก
เขายังฝากถึง กกต. ว่า “กกต.เวลานี้สังคมไม่ยอมรับ เรามีทุกอย่างป้อนให้ ท่านไม่ขึ้นโต๊ะมากิน ทุกอย่างเสิร์ฟให้ท่านแล้ว อยากให้ กกต. นึกถึงสิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากท่าน ที่ท่านมีรถประจำตำแหน่ง มีอยู่มีกินกันมาตั้งกี่ปี แต่ท่านกลับเป็นสารตั้งต้นเอาคนไม่ดีเข้าสู่กระบวนการที่ทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศเสียเอง”