นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีต รมว.แรงงาน ออกมาชี้แจงกับสื่อในหลายประเด็นที่ถูกพาดพิงโดยบอกว่า ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม รัฐมนตรีไม่มีสิทธิเข้าไปยุ่งเกี่ยว หรือแต่งตั้งบอร์ดต่างๆ จนเมื่อเลขาธิการ สปส. พิจารณาเสร็จแล้ว ถึงมีสิทธิลงนามเท่านั้น
และไม่มีการ ส่งหน้าห้อง ไปนั่งอนุกรรมการลงทุน ตามที่ถูกพาดพิง ในส่วนที่ปรึกษาที่ไปนั่งในคณะอนุฯก็เพิ่งรู้เมื่อวานว่าไปอยู่ แต่ไม่ได้ส่งไป
ส่วน ประเด็นที่ระบุว่าราคาประเมินอาคาร 3,000 ล้านบาท แล้วประกันสังคมซื้อในราคา 7,000 ล้านนั้น จากการสอบถามคนที่เกี่ยวข้องกับการประเมินราคาทราบมาว่า ราคาประเมิน 3,000 ล้านบาท เป็นราคาประเมินตอนวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 40 แล้วคนที่ซื้อมาลงทุน มีการรีโนเวทอย่างไร ตนไม่รู้เรื่อง เนื่องจากการซื้อขายนั้นจะใช้การประเมินโดยบริษัทที่มีใบอนุญาตจากตลาดหลักทรัพย์เป็นผู้ประเมินรายได้ที่จะเข้ามา ซึ่งตนก็ไม่ทราบเพราะไม่ได้อยู่ในบอร์ด
ส่วนกรณีเรื่องทำไมจึงต้องซื้อตกผ่านกองทุนทรัสต์ ก็เนื่องจากว่าสำนักงานประกันสังคมไม่มีเจ้าหน้าที่ที่รู้เรื่องการบริหารการตลาด จึงต้องบริหารผ่านกองทุนทรัสต์
ซึ่งมีข้อมูลว่า การลงทุนเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 60% และมีการเช่าอยู่ 50% ส่วนทำไมถึงขาดทุน นายสุชาติเปรียบเทียบว่า ก็เหมือนเรามีอพาร์ตเมนต์ ให้คนเช่าฟรีก่อน 2-3 เดือนแรก เป็นการทำการตลาดที่ช่วงแรกมีคนเช่าน้อย แต่ตอนนี้รายได้ที่เข้ามามันมีกำไรเป็นบวกหมดแล้ว
ส่วนเรื่องใครเป็นเจ้าของตึก นายสุชาติ บอกว่า ไม่ทราบ เพราะการซื้อตึก รัฐมนตรีรู้ไม่ได้อยู่แล้ว ถ้ารู้ก็จะมีปัญหาผิดกฎหมาย พร้อมบอกว่าให้สาบานให้ตายไม่รู้ว่าเจ้าของตึกเป็นใคร
ส่วนเจ้าของตึกอาจใกล้ชิดกับนักการเมือง รวมถึงตัวนายสุชาติเองด้วยหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ไม่รู้จัก และบอกว่านี่มันเป็นเรื่องการเมืองน้ำเน่า
หลังนายสุชาติชี้แจง สส.รักชนก ศรีนอก พรรคประชาชน ในฐานะโฆษก กมธ.การจัดทำงบฯ ก็ได้โพสต์ถึงประเด็นนี้ ข้อความบางส่วน ระบุว่า "ลื้อดูร้อน" ก่อนแจกแจงเป็นข้อๆว่า
1. รัฐมนตรีไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งในบอร์ด เลขาประกันสังคมเป็นคนดูแลทั้งหมด
และบอกว่า อันนี้น่าจะเข้าข่ายโกหกคำโตแล้วหรือไม่คะ ถ้าเจ้ากระทรวง บริหารงานในกระทรวงไม่ได้ ประเทศนี้จะมีเจ้ากระทรวงเอาไว้ทำอะไร
รัฐมนตรีไม่มีสิทธิยุ่งในบอร์ด ถ้าหมายถึงไม่มีสิทธิเข้าไปประชุมก็ใช่อยู่ แต่รัฐมนตรีไม่ต้องไปนั่งในบอร์ดเองหรอกค่ะ เพราะสามารถออกนโยบายให้ฝ่ายข้าราชการดำเนินตามแนวนโยบายได้ เพราะสัดส่วนในบอร์ด ฝ่ายข้าราชการโดยตำแหน่งก็ 1ใน 3 แถมในยุคที่ผ่านมา บอร์ดก่อนหน้านี้ในยุครัฐประหารก็มีมาจาก ม.44 และยุคถัดมาก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทางตรงแบบทุกวันนี้ ที่เป็นบอร์ดกันมาในอดีต อาจจะไม่ใช่ทุกคนแต่กว่าครึ่งก็พรรคพวกกันทั้งนั้น คุมเสียงไว้หมดแล้ว เพิ่งจะมาเป็นไตรภาคีจริงๆตอนมีเลือกตั้ง
น่าสนใจที่ตอบแบบนีอีก่ อีกนัยหนึ่งคงแปลได้ว่า พี่บุญสงค์ อดีตเลขาประกันสังคม เตรียมตัวซวยคนเดียวเลยนะคะ เค้าโยนเผือกร้อนไปให้พี่รับคนเดียวแล้ว
2. คนที่ออกมาพูดเรื่องนี้ไม่มีความรู้
ไม่ต้องมีความรู้เรื่องการลงทุนก็ได้ ซึ่ง สส.รักชนกบอกว่า เชื่อว่าวิญญูชนที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนก็ไม่มีใครที่ไหนเค้าซื้อของมุลค่า 3000ล้าน ในราคา 7000ล้าน หรอก การจ่ายที่ไม่สมเหตุสมผลเช่นนี้ ไม่มีคนดีดีที่ไหนเค้าทำ นอกจากว่าจะมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง
3. ไม่ทราบเรื่องการซื้อตึก ไม่รู้จักใครเป็นการส่วนตัว
อมพระมาพูดเนอะ การลงทุนจำนวนขนาดนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไม่รู้แล้ว .. ที่ไหนมันควรจะรู้ มีเหตุผลอะไรที่ต้องให้ นาย ธ. ซึ่งเดิมเป็นหน้าห้อง คุณสุชาติ ย้ายข้ามห้วยเข้ามาทำงานในสำนักงานประกันสังคมในกองบริหารการลงทุน ? จนผลักดันการซื้อตึกผ่านแล้วถึงได้ย้ายไปทำงานต่างประเทศ ?
แล้วมันเหมาะเจาะอะไรขนาดนั้น การซื้อตึกที่น่าสงสัยว่ามีส่วนต่างถึง 4000 ล้าน เสร็จสิ้นในช่วงในปีใกล้เลือกตั้งพอดีเลย ไม่อยากคิดแบบนี้เลย คงไม่ใช่ว่าคนจากพรรคเดียวกันเล่นแร่แปลธาตุพยายามจะช่วยกันหาเงินหาทองสู้ศึกเลือกตั้งหรอกใช่ไหมนะ บ้าหน่าไม่หรอก ไม่อยากคิดแบบนั้นเลย
ด้านนายสหัสวัต คุ้มคง สส.พรรคประชาชน ก็โพสต์เรื่องนี้หลายประเด็นเช่นกัน เช่นในประเด็น การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการนั้น นาย "รู" คนนี้นั้น อดีตเคยเป็นหน้าห้องอดีตปลัดเก่าคนหนึ่ง ในปี 2563 มีการย้ายไปอยู่หน้าห้องของรัฐมนตรี สุชาติ มีข่าวว่า ปลายปี 2564 นายรูคนนี้ก็ไปอยู่ฝ่ายบริหารความเสี่ยงของสำนักงานประกันสังคม แต่เหมือนว่าคำสั่งตามมาทีหลังในปี 2565 จากนั้นในเดือนสิงหาคม ก็มีการแต่งตั้งนาย"รู"คนนี้ เข้าไปอยู่ในคณะอนุกรรมการที่ปรึกษา สินทรัพย์นอกตลาด ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าว ไม่ได้เป็นแค่ที่ปรึกษาเหมือนชื่อ แต่มีอำนาจในการตัดสินใจ ว่าจะลงทุนจะซื้ออะไร เคาะอะไร
ความแปลกประหลาดคือ ปรกติเวลาเราตั้งข้าราชการ ไปนั่งในคณะกรรมการต่างๆ เราจะระบุเพียงตำแหน่ง แต่สำหรับกรณีนาย "รู" คนนี้กับระบุชื่อเจาะจงไปเลย ไม่ได้ระบุเพียงตำแหน่ง ผมเลยอยากถามว่าแบบนี้เป็นความจงใจหรือไม่
ประเด็นเรื่องราคา ถ้าไปดูในงบการเงินของบริษัทที่เป็นเจ้าของตึกเดิมเมื่อไม่กี่ปีมานี้ จะเห็นว่าตึกนี้มีมูลค่าอยู่ประมาณ 3,000 กว่าล้าน จริงๆ ไปเอาเอกสารมาดูเลยครับไม่นับว่า บริษัทนี้มีหนี้สินอยู่ด้วย