9 เมษายน 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผ่านรายการเปิดโต๊ะข่าว PPTV HD36 ถึงเหตุผลในการชะลอร่างกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจร หรือ Entertainment Complex ของรัฐบาล โดยนายจิรายุ กล่าวว่า ประเด็นที่หนึ่ง ถ้าไม่มีแผ่นดินไหว และประกาศภาษีของสหรัฐฯ ก็เป็นเรื่องปกติที่ดำเนินการได้ แต่พอมีเข้ามา นายกฯ ก็มีแนวคิดว่าจะให้เรื่องของแผ่นดินไหว และภาษีทรัมป์มาคุยกันก่อนหรือไม่
สอง สังคมไทยยอมรับความจริงไหม เราพูดแต่คนที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งการออกกฎหมายใด ๆ ก็จะมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเสมอ เพียงแต่พอใครเห็นด้วยก็มักจะโดนกดดัน ต่อมา เราจะให้สังคมสีเทามาบีบไม่ให้รัฐทำอะไรที่อยู่ในที่แจ้งหรือ เรายอมรับใช่ไหมว่าสังคมไทยไม่มีบ่อน หรือคนไทยไม่เคยไปเล่นที่ปอยเปต เกาะสอง
ฉะนั้น เราทำ Entertainment Complex ประกาศชัดเจนว่าสร้างสถานที่ท่องเที่ยว สัดส่วนของกาสิโนแค่ 10% ต้องดูรายละเอียดตามกฎหมายอีกว่าต้องทำแบบไหน เราไม่ใช่เผด็จการ จะทำอะไรก็อยู่ในที่โล่งแจ้ง ถือเป็นสิ่งที่พึงกระทำของประเทศในระบอบประชาธิปไตย
ท่านนายกฯ ก็มีการพูดคุยกับหัวหน้าพรรคร่วม รับฟังความคิดเห็นแต่ละพรรค และบางพรรคการเมืองเป็นพรรคที่เกี่ยวข้องกับไทย-มุสลิม หลักศาสนาเขาก็ชัดเจนอยู่แล้ว คนที่ออกมาพูดก็เป็นชาวมุสลิมไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่ท่านออกมาพูด เพราะศาสนากำหนดมาแบบนั้น แต่ประเทศไทยเราหาข้อยุติได้หรือยังว่าตกลงแล้วจะปล่อยให้ทุนสีเทาต่าง ๆ ครอบงำประเทศด้วยวิธีการนอกระบบแบบนี้ต่อไปไหม
ส่วนเป้าหมายของนโยบาย คือ รัฐบาลต้องการสร้างพื้นที่เที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจหรือแก้ปัญหาการพนันหรือไม่ นายจิรายุ ตอบว่า การลงทุนในเรื่องเศรษฐกิจเป็นประเด็นที่หนึ่ง ประเด็นที่สองการมีกาสิโน ทำมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล คสช. มีการศึกษารายละเอียดมากมายมาเป็นลำดับชั้น พอเข้าสู่ปี 62 ก็มีการพิจารณาเรื่องนี้ตลอด
พอถึงนายกฯ เศรษฐาก็เดินหน้ากันอย่างต่อเนื่อง พอมาถึงนายกฯ แพทองธารก็สู่กระบวนการทำให้อยู่ในที่สว่าง ว่าจะต้องแก้ปัญหาอย่างไร ควรมีเงินเท่าไหร่ถึงจะไปใช้บริการ ซึ่งเราต้องทำเป็น Complex ขนาดใหญ่ เวลาลงทุนในลักษณะนี้จะมาเป็นแพ็กเกจการท่องเที่ยว ดังนั้น 1) การแก้บ่อนทำมาตั้งนานมาแล้ว 2) ส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งพิจารณามาอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งพรรคประชาชนก็เคยพูดถึงเรื่องนี้ ฉะนั้น ไม่ใช่การถอยเพียงแต่จัดความสำคัญ
กรณีที่มีหลายฝ่ายเสนอมาว่าต้องทำประชาพิจารณ์นั้น นายจิรายุมองว่า ต้องดูกฎหมาย ที่นายชาดาพูดตนไม่แปลกใจเพราะศาสนาเขาเป็นเช่นนั้น เป็นเรื่องปกติ และเราไม่ได้ถอยหรือเลื่อน ส่วนภาคสังคมอื่นก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เราก็ทำแบบสอบถามมาเรื่อย ๆ ก่อนเอากฎหมายเข้า
ทั้งนี้ รัฐบาลจะวางแนวทางสร้างความเข้าใจเรื่องนี้ไว้อย่างไรบ้าง นายจิรายุ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าคนทั้งประเทศรู้ว่าบ้านเมืองมีบ่อน รู้ว่ามีการแทงฟุตบอล เยอะแยะมากมาย ครั้นพอจะเอาเรื่องนี้มาไว้บนดินจะเกิดการเสียประโยชน์
ตนเคยบอกว่ามีทุนสีเทาพยายามจะคว่ำ พ.ร.บ.กาสิโน ตนจึงไม่มีความเห็นว่าควรทำประชามติหรือไม่ อย่างไร เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคมที่เราจะหยิบจากใต้ดินขึ้นมา ถ้ารัฐบาลคิดมิดีมิร้ายต่อประเทศคุณทำใต้ดินไปเลยแล้วเรียกใต้โต๊ะ แสนล้าน มันก็ทำได้ แต่เราต้องมองว่าทำแล้วเป็นประโยชน์ต่อประชาชนไหม เป็นเรื่องนานาจิตตังที่คนจะคิด แต่รัฐบาลต้องดำเนินการทำความเข้าใจ
ตนเชื่อว่ามีคนเข้าใจ เพียงแต่คนที่เห็นด้วยจะให้ออกมายืนที่แจ้ง มันยากกว่าการยกมือบอกว่าไม่เห็นด้วย
อย่างไรก็ตาม นายจิรายุกล่าวว่า เรื่องกฤษฎีกา ปัจจัยต้นทางมีข้อเสนอเยอะ คำถามคือตัวเลข 50 ล้านที่คนต้องมีเงินในบัญชีเท่านี้ถึงจะเข้าไปใช้บริการได้มาจากไหน มันเป็นสมมติฐาน เวลาทำกฎหมายเขาจะทำไว้ สมมติร่างรัฐบาลเสนอที่ 50 ร่างพรรคประชาชนเสนอที่ 100 ร่างของสมาชิกอื่นเสนอที่ 10 ล้านหรือไม่เสนอเลย มันเป็นแค่ข้อเปรียบเทียบในการพิจารณา ไม่ได้หมายความว่ากฤษฎีกามากำหนด แค่ให้ความเห็นที่เราเสนอในรัฐบาล
ฉะนั้น กฎหมายพระราชบัญญัติต้นทางไม่มีอะไรเป็นไฟนอลทั้งสิ้น อาจจะมากหรือน้อยกว่า ให้เป็นเรื่องของกระบวนการในชั้นกรรมาธิการสามัญที่จะไปพิจารณารายมาตรา