นายสนธิ ลิ้มทองกุล ร่วมกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง จัดเวที "ความจริงมีหนึ่งเดียว ครั้งที่ 2/2568" ที่หอประชุมเล็ก (ศรีบูรพา) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยงานนี้ ได้มีการเชิญนายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชนขึ้นเวทีปราศรัยด้วย
นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ขึ้นเวทีปราศรัยสั้น ๆ ก่อนที่จะมีการเปิดตัวนายจตุพร โดยระบุว่า รู้จักกับนายจตุพรมาตั้งแต่สมัยเป็นศัตรูกัน ในขณะที่ลุกขึ้นต่อสู้กับนายทักษิณ ชินวัตร โดยขณะนั้นมีการปะทะกันมากมายหลายยก หลังจากนั้นวิถีชีวิตของแต่ละคนก็ต้องจากกันไป
จนมาพบกันอีกครั้งที่ศาลอาญา และในเรือนจำ ขณะที่ตัวเองอยู่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ส่วนนายจตุพรอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เราพูดคุยกันปกติธรรมดาในฐานะคนที่รักชาติรักบ้านเมืองเหมือนกัน วันนั้นสัมผัสได้พอสมควรว่า นายจตุพรไม่ใช่คนเก่า กลายเป็นคนที่มีความขมขื่น เจ็บปวด กับชีวิตของตัวเอง และสิ่งที่ตัวเองเคยเชื่อมาก่อน
นายสนธิ กล่าวอีกว่า ในช่วงที่นายจตุพรออกมาเคลื่อนไหวกับกลุ่ม คปท. มีโอกาสได้พบกัน เพราะมีการชักชวนให้ตนออกมานำประชาชน วันนั้นสัมผัสกับนายจตุพรแล้วรู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนเดิม เขาเป็นคนที่มุ่งมั่น เขาไม่ใช่คนที่จะทำลายนายทักษิณเพียงอย่างเดียว แต่เขาพร้อมที่จะทำงานเพื่อส่วนรวม เขาไม่มีสี
“ตู่บอกกับผมว่า เขาเจ็บปวดกับการเมืองมามาก เจอของปลอมมามาก ทุกวันนี้ ขอยืนหยัดขึ้นมา เพื่อเปิดโปงของปลอมพวกนี้ให้กับประชาชนทั่วไปให้รับทราบ”
“พวกเราต้องให้โอกาสนายจตุพร ผมเต็มใจที่จะให้โอกาสเขา การที่เขากล้าขึ้นเวทีนี้ แสดงว่าเขามีความกล้าหาญในใจ ขอให้ทุกคนให้โอกาส ซึ่งวันนี้ผมรับเขาเป็นน้องแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่มีการเปิดตัว นายจตุพรได้เข้าสวมกอดกับนายสนธิ ซึ่งเป็นภาพเดียวกันกับที่นายสนธิ โพสต์อยู่ในเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมระบุข้อความว่า “เป็นภาพที่หลายๆ คนไม่นึกว่าจะได้เห็น ... ยินดีต้อนรับครับ”
นายจตุพร กล่าวว่า เชื่อว่าตลอด 20 ปีมานี้ภาพที่ทุกท่านได้เห็นขณะนี้ ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้น คำว่าทวงความถูกต้องให้กับคนไทย เป็นหัวใจหลักที่นำพาให้ตนมาพบกับนายสนธิในวันนี้ นายสนธิได้ชักชวนตนขณะที่พบกันที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว ว่าเราจะได้มีโอกาสได้มาถ้อยแถลงพร้อมๆ กัน ผ่านมา 7 ปี เพิ่งประสบความสำเร็จในวันนี้
นายจตุพร กล่าวด้วยว่า วันนี้ไม่มีอะไรสำคัยมากกว่าบ้านเมือง ที่ผ่านมาตนจะทำอะไรมาทุกอย่างเป็นเรื่องเล็ก ทั้งสิ้น เพราะวันนี้เรื่องใหญ่ที่สุดของบ้านเมืองคือจะนำพาให้ประเทศไทย เดินไปในทิศทางหลักที่ถูกต้อง และพลิกฟื้นชาติบ้านเมืองมาได้อย่างไร
โดยตลอดระยะเวลาชีวิตหนึ่ง ผ่านเหตุการณ์มามากมาย วันนี้อายุ 60 ปี ตนเองร่วมต่อสู้มาตั้งแต่เหตุการณ์ปี 2535 และด้วยความสัตย์จริง ก่อนที่จะมีเรื่องสีเสื้อ หมู่มวลมิตรล้วนแต่อยู่บนเวทีปี 2535 ทุกคน แต่จังหวะชีวิตของตัวเองอาจจะต่างออกไป เพราะติดตามพลตรีจำลอง ศรีเมืองไปเข้าพรรคพลังธรรม ทำให้ชีวิตติดพันกับนายทักษิณตั้งแต่ตอนนั้น
นายจตุพร กล่าวอีกว่า ระหว่างการต่อสู้ของประชาชนทั้งสองฝ่าย เสื้อเหลือง เสื้อแดง จนถึงวันที่นายทักษิณกลับมาประเทศไทยและยื่นถวายฎีกา มีการยอมรับว่ากระทำความผิดจริงตามคำพิพากษา สิ่งนี้ไม่ใช่ผลพวงของการยึดอำนาจหรือตุลาการภิวัฒน์ แต่เขายอมรับว่าทุจริตจริง ไม่ว่าระบอบการเมืองใดทุจริตคือทุจริต โกงก็คือโกง ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการหรือประชาธิปไตย วันนี้หลานยคนได้ติดตามข่าวสาร วันๆ มีแต่ตั้งคำถามว่า นายทักษิณจะหนีหรือไม่
“ผมอยากให้นายทักษิณอยู่ เพื่อจะได้ซึมซับบรรยากาศอย่างที่ผมกับนายสนธิได้ซึมซับในเรือนจำ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่มีคนไทยคนไหนจะได้รับโอกาสเหมือนกับนายทักษิณอีกแล้ว และไม่ยอมติดคุกแม้เพียงวันเดียว”
นายจตุพร กล่าวต่อไปว่า เรากำลังติดกับดักประชาธิปไตยในรูปแบบกากบาท หรือต้องไม่รอให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องปราบให้เหี้ยนตั้งแต่ต้นทาง ปราบไม่กี่รายแผ่นดินก็ขาวเกลี้ยง แต่ถ้าปล่อยให้ทุจริตไม่ติดคุกสักวัน บ้านเมืองจะเต็มไปด้วยคนทุจริตอีกกี่คน บ้านเมืองจะเต็มไปด้วยชั้น 14 อีกกี่คนที่ต้องคดีทุจริต
นายจตุพร กล่าวย้ำว่า เชื่อว่าหลัง 13 มิ.ย.2568 ศาลนัดไต่สวนนายทักษิณ กรณีการรักษาตัวที่ชั้น 14 หลังจากนั้นบ้านเมืองจะเดินเร็วขึ้นทุกขบวนการ ด้วยความวาดหวังว่าผลของวันที่ 13 มิ.ย. 2568 จะเป็นน้ำมันหล่อลื่นให้เรื่องที่หนืดในแต่ละหน่วยงานเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ถ้าทุกขบวนการต่างทำหน้าที่ก็จะเริ่มต้นพลิกฟื้นบ้านเมือง แต่ถ้าทุกคนเอาตัวรอด รอคนใหม่มาทำหน้าที่ บ้านเมืองจะพังพินาศ