นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับทีมข่าว PPTV ถึงกระแสข่าวลือที่ว่านายทักษิณเตรียมหนีไปยังประเทศกัมพูชาว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไรลึกซึ้ง คนเขียนข่าวพูดโกหก อยากให้เรื่องลุกลามและอยากให้เป็นดรามาต่อจากคดีของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเรื่องนี้มีคนได้รับผลประโยชน์เยอะจากการเกลียดคนนั้นคนนี้ ก็เลยแต่งเรื่องขึ้นจนดูเหมือนจริง มีคนที่สนับสนุนนายทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย หลงเชื่อเรื่องนี้กันเยอะ จึงต้องออกมาชี้แจงว่าเป็นเรื่องไม่จริง
ขณะเดียวกัน นายทักษิณมีแผนงานหลายอย่างที่อยากทำเพื่อประเทศชาติ แต่ในระยะสั้น ๆ คือวันที่ 27 พฤษภาคมนี้ นายทักษิณมีแผนไปปาฐกถาใหญ่ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) จะเป็นการพูดเรื่องยาเสพติดซึ่งกลายเป็นปัญหาใหญ่อีกครั้งในตอนนี้ และยังมีนัดพบคนอื่น ๆ อีกเยอะ
มีการฝากความคิดและให้คำแนะนำกับรัฐบาลแบบไม่เป็นทางการผ่านคนที่เข้ามาปรึกษาเรื่องต่าง ๆ มากมาย เรียกว่าเป็นการช่วยพัฒนาและช่วยประเทศโดยไม่เข้าไปแทรกแซงและมีส่วนร่วมโดยตรง
ส่วนก่อนหน้านี้ที่นายทักษิณยื่นคำร้องขออนุญาตศาลอาญาเดินทางออกนอกประเทศไปการ์ตา โดยให้เหตุผลว่าจะไปเจรจากับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แต่ศาลฯ ไม่อนุญาต นายจักรภพบอกว่า ทั้งสองคนเป็นนักธุรกิจที่ตรงไปตรงมา นายทักษิณจึงมีแผนอยากไปพูดคุยกับโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นเพื่อนกันเพื่อเจรจาข้อตกลงเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้
ส่วนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดไต่สวนคดีชั้น 14 ของนายทักษิณวันที่ 13 มิถุนายนนี้ นายจักรภพระบุว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกับนางสาวยิ่งลักษณ์ แต่ปลายทางมาอย่างไรก็ไปอย่างนั้น ซึ่งตอนนี้ทุกคนกลัวว่ารัฐบาลจะมีอภิสิทธิ์เกินไป ไม่ต้องทำตามกฏหมาย คิดเลยเถิดกันไปเรื่อย
"เรื่องนี้มันเป็นเรื่องเดียวกับที่คุณยิ่งลักษณ์โดนนะครับ มันเป็นเรื่องของความพิกลพิการในระบบจนกระทั่งต้องมีคดีที่ไม่ควรจะมี แต่ถามในตอนปลายทางแล้วก็บอกว่ามายังไงก็ไปอย่างนั้น ไม่เป็นไรเลยครับ คือตอนนี้ทุกคนกลัวว่ารัฐบาลทางฝั่งนี้จะมีอภิสิทธิ์เกินไป จะไม่ต้องทำตามกฏหมาย คิดเลยเถิดไปเรื่อย ถ้าหากกลับไปติดคุกใหม่ทำให้ทุกคนสบายใจก็เอาสิ แต่ปัญหาคือถ้าคุณทักษิณโดนได้ 77 ล้านคนโดนได้หมดแบบนี้" นายจักรภพ กล่าว
ส่วนสถานการณ์ทางการเมืองที่หลายคนมองว่ารัฐบาลชุดนี้มีโอกาสอาจจะยุบสภาหรือไม่ นายจักรภพระบุว่าขณะนี้สิ่งที่เราไม่ต้องการคือการเปลี่ยนรัฐบาลในช่วงที่ประเทศกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย เพราะฉะนั้นแนวความคิดที่จะยุติรัฐบาลด้วยวิธีใดก็ตามไม่ได้อยู่ในแผนเลย แต่ว่าในทางการเมืองเราไม่สามารถพูดได้ว่าอะไรจะไม่เกิดขึ้น
ส่วนที่หลายคนมองว่า ศึกระหว่างสีแดงและสีน้ำเงินเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ รัฐบาลยุคนี้อาจอยู่ไม่ครบวาระ นายจักรภพบอกว่าไม่อยากให้เปรียบเทียบกัน สีแดงกับสีน้ำเงินทะเลาะกันในเชิงพรรคและเชิงนโยบาย แต่ก็ดีกว่าสีแดงและสีเหลืองบนถนน
ซึ่งนายจักรภพมองว่าหากจะให้สู้กันบนถนนก็คงไม่ดี เมื่อไม่ดีแล้วความขัดแย้งของการเมืองในรัฐสภาเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว มีอะไรขัดแย้งก็พูดกันตรง ๆ ตนคิดว่าเราพัฒนาขึ้นในจุดนั้น เพราะฉะนั้นแดงกับน้ำเงินเป็นเรื่องธรรมดา เป็นพรรคคนละพรรค การผสานนโยบายเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียวจึงเป็นเรื่องยาก เพราะพรรคที่มีนโยบายคนละข้อหมายความว่ามีอุดมการณ์คนละข้อกัน
เพราะฉะนั้น จึงมองว่าหากทะเลาะและขัดแย้งในกรอบการเมืองก็ดีกว่าออกไปสู่ถนน