ป.ป.ช. ดันกฎหมาย ‘ป้องกันฟ้องปิดปาก’ คุ้มครองคนแจ้งเบาะแสคดีทุจริต หวังสร้างความเชื่อมั่นประชาชน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

รองเลขาฯ ป.ป.ช. เผยกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ป.ป.ช. ปี 2561 ผ่านความเห็นชอบแล้ว เล็งป้องกันผู้เปิดโปงข้อมูลถูกฟ้องกลั่นแกล้ง หวังเพิ่มศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม

เมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยมีสาระสำคัญคือการ “ป้องกันการฟ้องปิดปาก” ซึ่งมุ่งคุ้มครองผู้ที่เปิดเผยข้อมูล หรือแจ้งเบาะแสการทุจริตไม่ให้ถูกคู่กรณีกลั่นแกล้งฟ้องร้องเพื่อหวังให้หยุดการเปิดโปง

โดยนายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยผ่านรายการ "ปิดไมค์ถาม" ทาง PPTV HD36 ว่า กฎหมายนี้เป็นผลจากการผลักดันของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ  

 

ป.ป.ช. ช่างภาพพีพีทีวี
ป.ป.ช. ดันกฎหมาย ‘ป้องกันฟ้องปิดปาก’ คุ้มครองคนแจ้งเบาะแสคดีทุจริต หวังสร้างความเชื่อมั่นประชาชน

ที่เห็นว่าประเทศไทยควรมีมาตรการป้องกันการฟ้องปิดปากเช่นเดียวกับหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น อังกฤษ เยอรมัน และออสเตรเลีย ซึ่งต่างให้ความสำคัญกับการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของผู้ให้ข้อมูล โดยกฎหมายฉบับนี้จะแก้ไขและเพิ่มเติมมาตรา 132/1-3 ของ พ.ร.บ. ป.ป.ช. เพื่อให้ ป.ป.ช. สามารถเข้ามาคุ้มครองหรือให้ความช่วยเหลือผู้แจ้งเบาะแสได้ แม้ผู้นั้นจะไม่ได้ร้องขอโดยตรง

ที่ผ่านมาการแจ้งเบาะแสการทุจริต มักทำให้ผู้ให้ข้อมูลถูกฟ้องกลับฐานหมิ่นประมาทหรือแจ้งความเท็จ ซึ่งศาลต้องใช้เวลายาวนานในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ทำให้ผู้ให้ข้อมูลหลายคนเกิดความหวาดกลัวและไม่กล้าออกมาเปิดโปง นายสุรพงษ์ ยังยกตัวอย่าง ในจังหวัดสมุทรปราการและสุโขทัย มีคดีที่ผู้ให้ข้อมูลกับ ป.ป.ช. ถูกฟ้องในศาลจนเกิดความกลัว ซึ่งสุดท้ายอาจกระทบต่อการตรวจสอบทุจริตของ ป.ป.ช.

นายสุรพงษ์ ย้ำว่า กฎหมายฉบับใหม่นี้จะสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้ประชาชนว่าหากให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริต จะได้รับการคุ้มครองจาก ป.ป.ช. อย่างเต็มที่ 

“กฎหมายนี้จึงเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน” นายสุรพงษ์กล่าว 

แม้ว่าที่ผ่านมา ป.ป.ช. จะพยายามประสานงานกับพนักงานอัยการเพื่อช่วยเหลือผู้ถูกฟ้องในบางคดี แต่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เพราะขาดกลไกกฎหมายที่ชัดเจน รองเลขาฯ ป.ป.ช. ระบุว่า การมีกฎหมายใหม่ที่มีผลบังคับใช้ชัดเจน จะช่วยให้ผู้ที่รู้เห็นการทุจริต โดยเฉพาะผู้ใกล้ชิดเหตุการณ์ เช่น ลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชา มีความมั่นใจในการแจ้งข้อมูลมากขึ้น

นายสุรพงษ์ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยควรเร่งพัฒนากฎหมายในมิติอื่นๆ เช่น การคุ้มครองสิทธิของสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวสารการทุจริต เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมระหว่างประเทศ

“เมื่อมีการปกป้องผู้กล้าเปิดโปงการทุจริต ประเทศก็จะยิ่งเข้มแข็ง โปร่งใส และได้รับความเชื่อถือจากสังคม” นายสุรพงษ์กล่าว 

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ