รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ วิเคราะห์ท่าทีกัมพูชาที่พยายามจะนำเรื่องนี้ไปจบที่ศาลโลกกับทีมข่าว PPTV ว่า สองครั้งที่ข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่ศาลโลก ไทยเป็นฝ่ายแพ้คดีมาทั้งสองครั้ง อาจมองได้ว่าเป็นธรรมดาที่เจ้าอาณานิคมจะปกป้องลูกอาณานิคมของตัวเอง ซึ่งประวัติที่ผ่านมาไทยต้องเรียนรู้ว่า หลักฐานต่าง ๆ ที่ไทยส่งไปสู้คดี ศาลโลกไม่ได้หยิบมาพิจารณา
เพราะฉะนั้นรอบนี้ไทยเองอาจจะต้องประเมินให้ดีว่าจะไปพูดคุยกันที่ศาลโลกอีกหรือไม่ แต่ถ้าในมุมมองของตน ควรจะไปหรือไม่ไปศาลโลกนั้นอาจต้องดูทีมกฎหมายก่อน แต่ดูแล้วก็มีความเสี่ยงจากประวัติที่ผ่านมา รวมถึงดูท่าทีจากฝ่ายกัมพูชา ที่รอบนี้ดูมั่นใจผิดปกติ เพราะหากเขาไม่มั่นใจ เขาจะพยายามลากเราไปที่ศาลโลกทำไม
รศ.ดร.ปณิธาน ยังมองว่า นโยบาย 'หอกสามง่าม' ของกัมพูชาค่อนข้างมีพลังมาก ง่ามหนึ่งคือ ผู้นำของเขา วางตัวด้วยท่าทีแบบนักการทูต ไม่สุดโต่งและไม่ก้าวร้าว อีกง่ามหนึ่งคือ ยุทธศาสตร์ทางทหารในเชิงรุกก็ขับเคลื่อนเต็มที่ และง่ามสุดท้าย คือ ท่าทีปรองดอง รอมชอม ยอมที่จะเข้าสู่พื้นที่การเจรจา ซึ่งทั้งสามง่ามเขาทำได้ดี และมีผู้ถือหอกคนเดียวทั้งองคาพยพจึงขยับไปพร้อมกัน ซึ่งต่างจากของไทย ที่ต่างฝ่ายต่างถือกันคนละง่าม
เมื่อถามว่าโอกาสที่จะเกิดการปะทะรุนแรงเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน และใครจะเป็นฝ่ายได้เปรียบหรือเสียเปรียบ รศ.ดร.ปณิธาน มองว่า มีโอกาสเป็นไปได้ที่จะเกิดการประทะ ซึ่งประมาทไม่ได้ เพราะแม้ว่าเขาจะเป็นประเทศที่เล็กกว่า แต่ศักยภาพกองกำลังเขาก็เข้มแข็งขึ้น รวมถึงเขายังมีประเทศมหาอำนาจอย่างจีนคอยหนุนหลังอยู่
ซึ่งสถานการณ์ 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา น่าแปลกใจว่านานาชาติที่จะออกตัวให้การสนับสนุนประเทศไทย มาเป็นมหามิตรกับเรา กลับมีไม่มากเท่าที่ควรจะเป็น ซึ่งมีความผิดปกติต่างจากในอดีต
ส่วนท่าทีของรัฐบาลไทย รศ.ดร.ปณิธาน มองว่า ขณะนี้หน่วยงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ควรต้องมีการหารือเรื่องนี้กันได้แล้ว ว่าทิศทางควรจะเป็นอย่างไรต่อไป รวมถึงการเจรจาควรจะต้องเป็นผู้นำระดับสูงจริง ๆ พูดคุยกันอย่างเป็นทางการ และตกลงกันให้ชัดข้อสรุปมีกี่ข้อ เพราะหากรอการเจรจาของคณะกรรมการชายแดน JBC อาจต้องใช้เวลาและอาจจะยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเหมือนกับที่ผ่านมา
ซึ่งการเจรจาในระดับผู้นำระดับสูงจะเห็นผลรวบรัดกว่า แต่การเจรจาก็ต้องระวังด้วยเช่นกันเพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นข้อผูกมัดที่อีกฝ่ายหยิบยกมาเป็นหลักฐานอ้างความชอบธรรมให้กับฝ่ายตัวเองหรือไม่