รศ.ดร. ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ แสดงความเห็นถึงท่าทีของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ซัดกลับนายปรัก สุคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา บนเวทีประชุมระดับสูงของ คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) หลังพูดบิดเบือนกล่าวหาไทยรุกรานกัมพูชาก่อน
โดยมองว่า เป็นท่าทีทางการทูตที่เข้มแข็ง มีการโต้ตอบกลับหลายประเด็น
อีกทั้งยังแสดงออกถึงความต้องการสันติภาพ แต่ขณะเดียวกันถึงจะสามารถโต้แย้งความเท็จที่กัมพูชาสร้างขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้กัมพูชาหยุดพฤติกรรมเหล่านี้ได้
อาจารย์ปณิธาน จึงมองว่า เวทีถัดไปอย่างการประชุมปราบสแกมเมอร์ของ UN ที่จะจัดขึ้นในประเทศออสเตรเลียกลางเดือนหน้า ด้านการทูตของไทยก็ให้ดำเนินการตอบโต้บนเวทีตามปกติ แต่ขณะเดียวกันฝ่ายการเมืองก็ควรต้องตั้งคณะทำงานพิเศษแยกออกมาทำงานคู่ขนาน กับทางการฑูต เพื่อตอบโต้กัมพูชาอย่างจริงจัง เช่น ขู่ทางการทหาร หรือ พูดคุยกับประเทศที่ 3 ที่สนับสนุนกัมพูชาอยู่
อาจารย์ปณิธาน อธิบายเพิ่มเติมว่า คณะทำงานชุดพิเศษนี้ นายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นผู้แต่งตั้งขึ้น และมอบหมายให้เป็นตัวแทนของตัวเอง โดยให้อำนาจเต็ม จะได้สร้างความน่าเชื่อถือ
อย่างที่ผ่านมาจะเห็นว่า รัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของไทย ได้รับความสนใจจากนานาชาติน้อย ขณะที่ฝั่งกัมพูชากลับใช้ ฮุน มาเนต ไปสัมภาษณ์สื่อด้วยตัวเอง ทำให้ได้พื้นที่ความสนใจไปเต็มๆ
อย่างเวทีสันติภาพ Board of peace ที่ไทยส่งเอกอัครราชทูตไปเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่ไม่ร่วมประชุมด้วยนั้น อาจารย์ปณิธาน มองว่า เอกอัครราชทูต ไม่ได้มีน้ำหนักเท่าผู้นำประเทศ ทำให้เราไม่ได้พื้นที่ชี้แจงมากเพียงพอ ส่วนที่อ้างว่าขณะนั้นยุบสภา มีสุญญากาศทางการเมืองก็ไม่สามารถอ้างได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญมีรัฐบาลรักษาการคอยรักษาผลประโยชน์ให้กับประเทศอยู่แล้ว ฉะนั้นไทยควรร่วม Board of peace ไม่อย่างนั้นจะดูเหมือนเป็นฝ่ายที่เกเรมากกว่ากัมพูชา
อย่างการประชุม UNHRC ครั้งล่าสุด ฮุน มาเนต เดินสายพบ เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ,ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชน,ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรป และรัฐมนตรีต่างประเทศต่างๆ อาจารย์ปณิธาน บอกว่า ที่ผ่านมาภาพของ ฮุน มาเนต อาจจะดูเหมือนไม่มีใครใส่ใจยืนบนเวทีโดดเดี่ยวเหงาๆ แต่ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะมีการแลกเปลี่ยนสื่อสารข้อมูลกันตลอด ซึ่งไทยเสียเปรียบตรงจุดนี้
ส่วนกรณีที่กัมพูชายังคงยิงยั่วยุ สร้างสถานการณ์เผาป่าอย่างต่อเนื่องนั้น อาจารย์ปณิธาน มองว่า กัมพูชากำลังทดสอบความพร้อมของฝั่งไทย เพราะตอนนี้ตามแนวชายแดนทั้งสองฝั่ง สั่งให้มีการเตรียมความพร้อมในทุกด้านแล้ว ซึ่งหากมีการใช้กำลังจากฝั่งไทยก่อนกัมพูชา ก็จะได้เปรียบทันที อย่างในอดีตกัมพูชาพยายามทำตัวเป็นเหยื่ออย่างเดียว แต่ตอนนี้กัมพูชาเห็นโอกาสจากการประชุมกรรมการสันติภาพ มีการยกระดับให้ตัวเองออกมาเคลื่อนไหวเรื่องการนำไปสู่สันติภาพ โดยการกล่าวหาว่าไทยไม่ยอมเจรจาในเวทีทวิภาคี ซึ่งเรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ประเทศไทยต้องระมัดระวังและออกมาชี้แจงให้ทันท่วงที