PrincessBajrakitiya PrincessBajrakitiya

“วิญญัติ” แจงย้ำ “ทักษิณ” ป่วยจริง-คุมขังครบกระบวนการแล้ว

โดย PPTV Online

เผยแพร่

“วิญญัติ” ร่ายยาวยัน "ทักษิณ" ป่วยจริง ผ่านกระบวนการคุมขังแล้ว จ่อยื่นรายชื่อพยานบุคคลสู้คดีชั้น 14 แต่ขออุบไม่ตอบเป็นใคร ปัดตอบทักษิณหนีหรือไม่

นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร กล่าวภายหลังออกจากห้องพิจารณาคดีในกรณีที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดพร้อมและไต่สวน กรณีการบังคับโทษจำคุก นายทักษิณ ที่ไปรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจว่า ในฐานะเป็นฝ่ายจำเลยที่ศาลมีหมายนัดแจ้งนัดพร้อมและไต่สวน จากไม่ทราบว่า จะมีวิธีกระบวนพิจารณาอย่างไร วันนี้ก็มีความชัดเจนขึ้นในหลายส่วน จากเดิมที่มีผู้ออกมาให้ความเห็นในที่สาธารณะ และมีการคาดการณ์คาดคะเนหลายอย่าง วันนี้ศาลก็ได้กรุณากำหนดแนวทางที่ค่อนข้างเป็นรูปแบบ

 

ทักษิณ ช่างภาพพีพีทีวี
“วิญญัติ” แจงย้ำ “ทักษิณ” ป่วยจริง-คุมขังครบกระบวนการแล้ว

โดยในรายละเอียดวันนี้นั้น ศาลมีการไต่สวนพยาน 1 ปาก คือผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งในระหว่างนั้นตัวเองได้ขออนุญาตศาลซักถาม ก่อนที่ศาลจะให้ตั้งคำถาม และก็ลงความเห็นว่าจะอนุญาตหรือไม่อนุญาต ซึ่งถือว่า เป็นไปตามกระบวนการ ปกติของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  โดยศาลเห็นว่า ยังมีข้อเท็จจริงอีกพอสมควรที่ศาลจะต้องแสวงหาความจริง รวมทั้งหลักฐานอื่นๆ เพื่อที่จะประกอบการวินิจฉัย เป็นพยานบุคคลประมาณ 20 ปาก และมีการออกหมายเรียกให้มาไต่สวนต่อศาล 

นอกจากนี้แล้วศาลยังให้โอกาสจำเลย ซึ่งตัวเองได้แถลงขอนำเสนอพยานบุคคล เพิ่มเติมจากคำชี้แจงที่จะส่งให้กับศาล โดยศาลก็จะพิจารณาว่าจะอนุญาตหรือไม่ มองว่าเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากศาลได้พูดชัดเจนแล้วว่า ให้โอกาสกับจำเลยในการใช้สิทธิ

ส่วนที่บอกว่า พอฟังศาลในวันนี้แล้วมีความชัดเจนนั้น นายวิญญัติ กล่าวว่า เดิมทีเหมือนคนตาบอดคลำทาง และไม่รู้เรื่องเลยว่าศาลจะ จะพิจารณาอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่มีการคาดการณ์ ที่จะเข้ารับการไต่สวนในวันนี้ เมื่อมีการเรียกพยาน 1 ปาก คือ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร แต่ศาลจะให้โอกาสไต่สวนพยานบุคคลอื่นหรือไม่ เพราะฉะนั้นการที่ศาลมีคำสั่งนัดในหลายนัด แสดงให้เห็นว่าสารกำลังแสวงหาความจริง และไม่ได้รับฟังกระแสสังคม ส่วนตัวเชื่อว่าศาลคงรู้ว่า มีกระแสสังคมวิภาควิจารณ์ จึงพยายามจะหาความจริง หาหลักฐานหาบุคคลที่เกี่ยวข้องว่า เรื่องราวเกิดขึ้นอย่างไร ซึ่งนี่คือความชัดเจน ไม่ใช่ว่าวันนี้ต้องตัดสิน แล้วมาพูดว่า จะต้องติดคุก เป็นเรื่องที่มีการคาดคะเนกันเอง 

เมื่อถามว่าพยานที่จะยื่นนั้นเป็นใคร นายวิญญัติ กล่าวว่า ไม่ขอเปิดเผย ขออนุญาตสงวนไว้ ซึ่งเมื่อเห็นรายชื่อพยาน 20 รายชื่อ ที่ศาลเรียกมาแล้ว ตัวเองก็จำเป็นต้องอ้างบุคคลที่ไม่ซ้ำกับศาลเรียกมาแน่นอน และจะเป็นใครบ้างขอยังไม่เปิดเผยขณะนี้ ส่วนจำนวนพยานนั้นก็ใช่ว่า ศาลจะอนุญาตทุกคน แต่หากเป็นประเด็นที่ศาลนั้นอยากทราบ หากยังไม่ทราบว่าศาลนั้นทราบประเด็นใด ก็จะรอดูว่าพยานไหนที่สำคัญจริง จึงตอบไม่ได้ว่า จะต้องใช้พยานทั้งหมดกี่ปาก 

ซึ่งความสำคัญของพยานในกรณีนี้ก็จะต้องตอบเรื่องตามคำร้องที่ศาลได้รับคำร้องของนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ไว้ ที่มีการระบุว่า นายทักษิณไม่ได้ป่วย และไม่ได้ถูกบังคับโทษ ประเด็นต่อมาคือที่ต้องการคือ การให้ศาลได้รับรู้รับทราบ เมื่อได้หมายเรียกมาแล้วในทางปฏิบัติ เรื่องของการใช้ดุลยพินิจของแพทย์ของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และอำนาจในการส่งตัว

ส่วนการไต่สวนจะเป็นคุณหรือเป็นโทษกับนายทักษิณหรือไม่ ยังบอกไม่ได้ แต่สิ่งที่ตัวเองยืนยันได้ และมาหลายครั้งแล้วว่า ความจริงคือนายทักษิณป่วย และความจริงคือนายทักษิณได้รับการบังคับโทษตามหมายศาลครบถ้วนและได้รับการปล่อยตัวออกมาแล้ว และทั้งหมดเกิดขึ้นภายใต้กฎหมายของประเทศไทย

นายวิญญัติ ยังตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีว่านายทักษิณนั้นผ่านกระบวนการอะไรมาแล้วบ้างว่า กระบวนการที่นายทักษิณนั้นผ่านอะไรมาบ้าง ถ้าหากจำกันได้ คือวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ในทักษิณ เข้ามอบตัว ศาลมีคำพิพากษาสั่งจำคุกก่อนจะส่งตัว ให้กับกรมราชทัณฑ์ ซึ่งนั่นถือเป็น ขั้นตอนที่กรมราชทัณฑ์ เข้ามารับผิดชอบแล้ว โดยราชทัณฑ์รับตัวไป ก็มีการซักประวัติ และนำตัวเข้าสู่เรือนจำ ไปอยู่ในแดนที่อยู่บริเวณ เรือน ซึ่งถือว่าได้เข้าสู่กระบวนการ ของการบังคับโทษแล้ว

กระทั่งมีเหตุการณ์แทรกซ้อนขึ้นมาคือ อาการป่วยที่มีอยู่เดิม และเกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งเกิดจากความเครียดที่ถูกจำกัดอิสรภาพ ก็ได้รับการตรวจอย่างน้อย 3 เวลา ซึ่งการตรวจดังกล่าวนั้นไม่ได้เป็นการเตรียมการไว้ แต่เป็นมาตรฐานทั่วไป ซึ่งแพทย์ก็เห็นว่า โรคที่นายทักษิณ เป็นอยู่ ต้องเฝ้าระวัง และติดตามอยู่ตลอด หลังจากนั้นเมื่อถูกส่งตัวมาที่โรงพยาบาล ก็มีกระบวนการรับตัว ซึ่งกระบวนการหลังจากนั้น ต้องขอย้ำว่า เป็นการจำคุก ตามมาตรา 55 ของพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และหลังจากนี้ศาลจะเป็นผู้พิจารณา 

นายวิญญัติ กล่าวต่อว่า เมื่อการดำเนินการเป็นไปตามมาตรา 55 ของพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ หลังจากนั้น ก็ถือว่า นายทักษิณอยู่ในขั้นตอนการคุมขังของกรมราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลก็ถือว่าเป็นสถานที่คุมขัง ซึ่งเมื่อมีสิทธิประโยชน์ของผู้ต้องขังอย่างไร นายทักษิณก็ดำเนินการแบบนั้นมาโดยตลอด เช่น การขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งระหว่างที่อยู่ภายในโรงพยาบาลตำรวจก็มีการควบคุมโดยเรือนจำ แต่เมื่อถึงเวลาที่มีคณะอนุกรรมการพิจารณาลดโทษ ซึ่งคุณสมบัติที่จะถูกหยิบมาพิจารณาลำดับแรก ต้องถูกคุมขัง และเป็นนักโทษเด็ดขาด 

นายวิญญัติ ย้ำว่า ขบวนการเหล่านี้ผ่านกระบวนของรัฐมาหมด ก่อนที่นายทักษิณจะได้รับการพักโทษ และออกจากเรือนจำเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งหลังจากนั้นก็ยังมีสถานะเป็นนักโทษเด็ดขาด ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ ที่ต้องรายงานตัวต่อกรมคุมประพฤติ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนั้นไม่ได้หมายความว่า นายทักษิณไม่ใช่นักโทษ แต่ยังเป็นนักโทษซึ่งต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบ และวินัย หากผิดระเบียบ และวินัยก็อาจจะต้องถูกส่งตัวกลับเข้าเรือนจำอีก เพราะฉะนั้นเมื่อผ่านกระบวนการเหล่านี้มาโดยไม่ผิดระเบียบ และวินัย กระบวนการต่อมาเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษลงมา เมื่อ 28 กรกฎาคม 2567 นายทักษิณ มีประวัติเป็นผู้ต้องขังดี และเคยผ่านกันจำคุกมาแล้ว ที่สำคัญคือเป็นนักโทษเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ถึงผ่านการพิจารณาว่า ได้รับการอภัยโทษ จึงได้รับการพิจารณาปล่อยตัว โดยการปล่อยตัวนั้นก็ต้องได้รับหมายปล่อยจากศาล

ส่วนข้อมูลอื่นนอกจากนี้ก็เป็นเรื่องของศาล ที่หากมีข้อสงสัย หรือ มีข้อเท็จจริงใดที่ต้องการ เช่น เมื่อป่วยแล้วมีการส่งตัวไปรักษาอย่างไร แล้วดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องใช้ดุลยภาพพินิจในการไต่สวน

เมื่อถามถึงกรณีแพทยสภา มีการยืนยันมติเดิม ซึ่งสั่งลงโทษแพทย์ 3 คน ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาตัวนายทักษิณ นายวิญญัติ ระบุว่า เรื่องของแพทยสภาเป็นคนละประเด็นกับที่ศาลไต่สวน โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องของหมอกับหมอ ซึ่งแพทยสภาก็ใช้กระบวนการตามข้อบังคับของตัวเอง ซึ่งเป็นการตรวจสอบมาตรฐานทางจริยธรรม แต่แพทย์ที่สภาจะมีความชัดเจน หรือมีข้อความเคลือบแคลง หรือมีความไม่เป็นกลาง และมีนัยยะอะไรหรือไม่ ตัวเองนั้นไม่มีความเห็น แต่ส่วนตัวขอยืนยันว่า เป็นคนละกรณีกับการที่ศาลไต่สวน เพราะแพทยสภาไม่เคยปฏิเสธว่านายทักษิณ ไม่ได้ป่วย เพียงแต่มีคำว่าวิกฤตหรือไม่วิกฤต ซึ่งไม่ใช่ประเด็น เนื่องจากในศาลไม่มีการใช้คำนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อแพทย์ที่สภามีมติอย่างไร ก็เป็นเรื่องของแพทยสภา และ
นายแพทย์ที่เป็นผู้รักษาได้ใช้ดุลยพินิจส่วนตัว ในการวินิจฉัยร่างกายของผู้ป่วย และดุลยพินิจของแพทย์แต่ละคนนั้นแตกต่างกันได้ แล้วการจะวินิจฉัยส่งตัวอย่างไร แล้วเป็นเรื่องที่ผิดจริยธรรมก็จะเป็นมาตรฐานเอง ต่อไปแพทยสภาก็ต้องระวังตัวว่า การใช้ดุลยพินิจกับมติที่ออกมาแบบนี้จะเป็นมาตรฐานใหม่หรือไม่ ซึ่งหลังจากนี้แพทย์ทั้ง 3 คน ก็ยังมีกระบวนการในการต่อสู้เรียกความเป็นธรรมได้อีก ในการยื่นศาลปกครองได้

เมื่อถามถึงใบรับรองแพทย์การรักษานานทักษิณในต่างประเทศนั้น ต้องแนบมาในคำชี้แจงที่ต้องส่งต่อศาลหรือไม่ นายวิญญัติ กล่าวว่า ประวัติการรักษาตัวของผู้ป่วยถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล และเป็นข้อมูลสุขภาพที่สำคัญ อละจำเป็นต้องได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย ไม่ใช่ใครจะนำมาเปิดเผยได้ แต่ตัวเองยืนยันว่ามีแน่นอน เพราะนายทักษิณไปรักษาตัวจริง และมีการนำมายื่นให้กับเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะกรมราชทัณฑ์ ซึ่งเป็นแพทย์ที่ต้องตรวจร่างกาย เพราะฉะนั้นเมื่อไม่ใช่เอกสารในประเทศ แพทย์ก็เพียงแค่บันทึกไว้ใน opd Card หรือประวัติของผู้ต้องขัง ดังนั้นเชื่อว่า ที่เรือนจำนั้นไม่มี เนื่องจากเป็นข้อมูลที่ต้องได้รับความคุ้มครอง ซึ่งในทักษิณก็ไม่ยินดีที่จะเปิดเผย และให้ใครคัดลอกสำเนา

ส่วนที่ทางทนายนั้นไม่ยื่นไปในคำชี้แจง เนื่องจากตัวเองได้รับอนุญาตให้ขยายคำชี้แจงไปจนถึงวันที่ 23 มิถุนายน เพราะฉะนั้นเมื่อทราบว่าศาลอยากได้ประวัติ แต่ขอให้ทางราชทัณฑ์เป็นผู้ส่ง แต่ยืนยันได้ว่า นายทักษิณนั้นป่วยจริง ทั้งนี้จะมีการยื่นแนบไปกับคำชี้แจงหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับศาล ถ้าหากศาลเรียกก็ต้องส่ง ตอนนี้ศาลไม่ได้เรียกจากฝ่ายจำเลย ก็ถือเป็นเรื่องที่สามารถสงวนสิทธิ์ไม่ส่งได้ 

ส่วนที่นายชาญชัย มีการยื่นใบเสร็จการรักษาตัวนายทักษิณ เพื่อประกอบการพิจารณาของศาลนั้น นายวิญญัติ ถามกลับว่านายชาญชัยและพวกนั้น ไปได้ใบเสร็จมาได้อย่างไร โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นข้อมูลของราชการ ก็ขอให้มีการตรวจสอบโดยเฉพาะโรงพยาบาลตำรวจ ว่าคนเหล่านี้ได้มาอย่างไร แต่ข้อเท็จจริงคือที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องใบเสร็จ น้อยและไม่มีค่ายา อย่าลืมว่า โรคที่นายทักษิณป่วยนั้น เป็นโรคเฉพาะทาง ต้องมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และรักษาตัวตั้งแต่อยู่ต่างประเทศแล้ว ซึ่งไม่มีกฎหมายใดห้ามใช้ยาของต่างประเทศ

เมื่อถามถึงข้อกฎหมายที่ยังยึดกันคนละมาตรานั้น นายวิญญัติ ระบุว่า การใช้กฎหมายเป็นเรื่องที่ศาลเป็นผู้วินิจฉัย ตัวเองขอไม่ก้าวล่วงในประเด็นนี้ แม้แสดงความคิดเห็นได้แต่ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะแสดงความคิดเห็น หากไม่ใช่ทนายจำเลยก็แสดงความคิดเห็นได้

เมื่อถามว่าได้แจ้งผลการไต่สวนในวันนี้กับนายทักษิณแล้วหรือไม่ นายวิญญัติ บอกว่า ขอไม่ตอบคำถามเรื่องนี้ 

เมื่อถามต่อว่า เคยคิดที่จะนำตัวนายทักษิณมาเบิกความกับศาลหรือไม่ นายวิญญัติ ไม่ขอตอบคำถามนี้เช่นกัน แต่ย้ำว่า กระบวนการมีอยู่แล้ว

ทั้งนี้กรณีที่ศาลระบุว่า จำเลยไม่จำเป็นต้องมาแสดงตัวที่ศาล ก็มีแนวโน้มที่นายทักษิณจะไม่มาปรากฏตัวที่ศาลฎีกาใช่หรือไม่ นายวิญญัติ ระบุว่า กระบวนการไต่สวนของศาลขณะนี้ มีการเรียก บุคคลต่างๆเข้ามาเพราะฉะนั้นการปรากฏตัวของนายทักษิณ ไม่ใช่สาระสำคัญ สาระสำคัญคือได้มอบหมาย และใช้สิทธิ์ในการปกป้องและชี้แจงแล้ว แต่การมาปรากฏตัวของนายทักษิณ มี 2 ด้าน คือมีทั้งคนที่นำไปขยายผลทางการเมือง และศาลก็อาจจะต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยจำนวนมาก ซึ่งส่วนตัวมองว่า ก็จะต้องดูว่า ศาลได้มีการออกหมายเรียกหรือไม่ แต่ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะศาลได้บอกว่าทนายสามารถมาแทนได้
 
เมื่อถามต่อว่า นายทักษิณจะไม่หลบหนีใช่หรือไม่ นายวิญญัติ ตอบว่า ตัวเองไม่ใช่นายทักษิณ


 

Bottom-worldcup Bottom-worldcup

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เรื่องใหญ่ Live Talk

เรื่องใหญ่ Live Talk

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ