เรียกได้ว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองที่สำคัญ ในวันที่ 29 ส.ค.นี้ กรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัย ชี้ชะตา ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีสิ้นสดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ จากกรณีคลิปเสียงการสนทนาระหว่างนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกร้อง) กับสมเด็จ ฮุน เขน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชานั้น
โดยทีมข่าว พีพีทีวี ได้ประเมิน ประเมิน 4 ฉากทัศน์ทางการเมืองที่อาจจะเกิดขึ้น หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในคดีดังกล่าว ดังนี้
ฉากทัศน์ที่ 1 : “แพทองธาร” รอด/เดินหน้าต่อ
ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัว และไม่ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามคำร้อง ทำให้ น.ส.แพทองธาร สามารถเดินหน้าทำหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ต่อ ขณะที่รัฐบาลยังมีอายุเหลือประมาณ 1 ปี 9 เดือน 2 วัน จนครบเทอม (วันที่ 14 พ.ค. 2570)
ฉากทัศน์ที่ 2 : “แพทองธาร” ไม่รอด/เลือกนายกฯคนใหม่
ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัว และต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นสภาผู้แทนราษฎร จะต้องมีการประชุมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยเลือกจากบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีที่พรรคการเมืองเสนอในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566
โดยรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีตามบัญชีพรรคการเมืองเสนอที่ยังเหลืออยู่ประกอบด้วย
นายชัยเกษม นิติศิริ (พรรคเพื่อไทย)
นายอนุทินชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ (พรรคประชาธิปัตย์)
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (พรรครวมไทยสร้างชาติ) *ปัจจุบันดำรงตำแหน่งองคมนตรี แต่ยังเหลือวาระดำรงตำแหน่งนายกฯ ประมาณ 2 ปี 15 วัน
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) *ปัจจุบันพรรคการเมืองที่เสนอชื่อ มีเสียงในสภาไม่ถึง 25 เสียงตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
ฉากทัศน์ที่ 3 : “แพทองธาร” ไม่รอด/ยุบสภา
ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัว และต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้น รักษาการนายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา จะทำให้อายุของรัฐบาลสิ้นสุดลงทันที หลังจากนั้นจะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ ภายใน 45-60 วันหลังจากวันที่มีพระราชกฤษฎีกาให้ยุบสภา