ท่ามกลางบรรยากาศหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองที่สำคัญ สำหรับกรณีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ซึ่งทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ต่างก็ประกาศตัวเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยที่ตัวแปรสำคัญของเสียงในสภาอยู่ที่พรรคประชาชน
ล่าสุด “อาจารย์นิว” หรือ นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ ให้สัมภาษณ์ทีมข่าวพีพีทีวี กรณีที่เมื่อวานนี้นายภูมิธรรม เวชยชัย นำทีมแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ไปเจรจาขอเสียงสนันสนุนกับพรรคประชาชน แต่กลับไม่ได้พาแคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทยอย่าง นายชัยเกษม นิติศิริ ไปด้วย
ประเด็นนี้ นายวีรพัฒน์ อธิบายว่า หลังจากมีคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างดำเนินไปด้วยความรวดเร็ว พรรคประชาชนแถลงเงื่อนไขการสนับสนุนโหวตนายก จากนั้นพรรคภูมิใจไทยก็ออกตัวรับข้อเสนออย่างรวดเร็ว พรรคเพื่อไทยจึงต้องให้แกนนำที่เป็นมือประสานเข้ามาบริหารจัดการ ส่วนตัวมองว่า ทีมเจรจาไม่จำเป็นต้องเป็นกลุ่มเดียวกับแกนนำบริหารประเทศ หรือแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อีกทั้งการที่นายชัยเกษมไม่ได้ร่วมวงเจรจากับพรรคประชาชน ก็ไม่ได้หมายความว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่สนับสนุนให้เป็นแคนดิเดตนายก ตัวเองอยากให้มองจุดยืนที่ผ่านมาของนายชัยเกษมว่า เป็นคนที่ต่อต้านการทำรัฐประหาร จนถูกมัดมือคุมหัวมาแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ก็จะสะท้อนให้เห็นว่า นายชัยเกษมมีจุดยืนอยู่ฝั่งประชาธิปไตยอย่างชัดเจน
เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยโดนครหาว่า เคยตระบัดสัตย์ทิ้งพรรคก้าวไกลในอดีต นายวีรพัฒน์ บอกว่า พรรคเพื่อไทยเคยโหวตสนับสนุนให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว แต่ที่นายกพิธาไม่ได้ขึ้นเป็นนายกฯ ก็มาจากกติการัฐธรรมนูญที่บิดเบี้ยว อย่างที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยเองก็เหมือนเป็นเหยื่อถูกกฎหมายนี้เล่นงาน จนนายเศรษฐา ทวีสิน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ต้องพ้นจากตำแหน่ง ขณะที่พรรคภูมิใจไทยกลับเป็นฝั่งที่ต้องการเก็บรักษาอำนาจส่วนนี้ไว้ ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด แต่พรรคภูมิใจไทยนั่นแหละที่ไม่เอาด้วย เมื่อเป็นแบบนี้พรรคประชาชนจะโหวตให้กับพรรคภูมิใจไทยที่ทำลายพรรคตัวเองทำไม
นายวีรพัฒน์ ยังบอกว่า พรรคประชาชนที่มาจากพรรคก้าวไกลเดิมได้คะแนน 14 ล้านเสียง พรรคเพื่อไทยก็ได้เกือบ 11 ล้านเสียง ดังนั้นเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ก็อยู่ที่สองพรรคนี้ ขณะที่พรรคภูมิใจไทยได้ประมาณกว่าล้านเสียง และเมื่อคะแนนเสียงของพรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทยรวมกันได้เกินครึ่ง ตามหลักการทางประชาธิปไตย ส่วนตัว มองว่า ครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะให้พรรคประชาชนจับมือพรรคเพื่อไทยเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ
นายวีรพัฒน์ ยังมองว่า พรรคประชาชนรู้ตัวว่าถ้าวันนี้เป็นรัฐบาล อาจจะทำผลงานไม่เข้าตาประชาชน จึงขอไม่เข้าร่วมรัฐบาลด้วย วางยุทธศาสตร์ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านต่อแล้วจี้การทำงานของรัฐบาล พอถึงเวลาเมื่อยุบสภา มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรรคประชาชนก็จะได้เปรียบทางการเมือง
เมื่อถามว่าฝั่งพรรคเพื่อไทยเองก็มองทิศทางเอาไว้แล้วว่า หากปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยเข้าไปมีอำนาจบริหารประเทศ สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยก็จะไปกันใหญ่อาจถูกดูด สส. ยึดอำนาจในกระทรวงต่างๆ นายวีรพัฒน์ มองว่าทุกพรรคเป็นคนละน้ำกันอยู่แล้ว แต่ความสำคัญคือหลักการว่าพรรคไหนไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งพรรคส้มกับแดง ไปทิศทางเดียวกันแน่นอน คือ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ป้องกันให้ไม่มีการฮั้ว สว. ใครผิดกฎหมายก็ต้องลงโทษ รวมถึงการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พรรคเพื่อไทยมีผู้เชี่ยวชาญทำงานอยู่แล้ว เช่น นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ซึ่งเป็นฑูตมืออาชีพ ขณะที่พรรคภูมิใจไทยมีแต่ความเคลื่อนไหวเรื่องกัญชา การเปลี่ยนสีโลโก้พรรค ไม่เคยเสนอแก้ปัญหาเรื่องประเทศชาติเลย
อย่างไรก็ตาม นายวีรพัฒน์ มองว่า ท้ายที่สุดถ้าพรรคประชาชนไม่จับมือสนับสนุนพรรคเพื่อไทยก็ต้องนำไปสู่การยุบสภา ซึ่งไม่ได้กำหนดว่าบุคคลที่ยุบสภาได้จะเป็นใครหรือรัฐบาลรักษาการสามารถยุบสภาได้หรือไม่ ส่วนกระแสเรื่องนายกคนนอก อาจารย์นิวมองว่า อะไรก็เป็นไปได้ในประเทศไทยแต่ไม่ถูกต้องตามหลักการ อย่างอดีตก็เห็นชัดแล้วว่า การมีนายกคนนอกไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาสถานการณ์บ้านเมืองได้ จนท้ายที่สุดก็กลายเป็นพรรคเสียงข้างน้อยในปัจจุบัน