ถ่ายทอดสด! ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โหวตนายกรัฐมนตรี คนที่ 32

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เกาะติดบรรยากาศถ่ายทอดสด! การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาวาระโหวตนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ที่มีการเสนอชื่อ "อนุทิน ชาญวีรกูล" และ "ชัยเกษม นิติสิร"

จากกรณีประธานสภาผู้แทนราษฎรได้มีคำสั่งสั่งให้บรรจุเรื่องตามระเบียบวาระ เรื่องด่วนที่ 8 พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพิ่มเติม ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 20 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ ในวันศุกร์ที่ 5 ก.ย. 2568 โดยจะเริ่มประชุมสภาผู้แทนราษฎรเวลา 09.00 น.

โหวตนายก ช่างภาพพีพีทีวี
ประชุมสภาผู้แทนราษฎรโหวตนายกฯ คนที่ 32

โดยจะมีการเสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกฯของพรรคภูมิใจไทย และนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทย เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32

คะแนนท่วมท้น! “อนุทิน” ชนะโหวตนั่งนายกฯ คนที่ 32

 

เวลา 16.15 น. นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ประกาศผลการลงมติพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญ โดยสภามีมติโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล 311 เสียง โหวตให้นายชัยเกษม นิติสิริ 152 เสียง งดออกเสียง 27 คะแนน ผู้ลงคะแนนทั้งหมด 490 คน

เป็นอันว่านายอนุทิน ได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา ดังนั้นที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้งนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี

อนุทิน จ่อนั่งนายกฯ คนที่ 32 

เวลา 15.51 น. “นายอนุทิน ชารวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เสียงโหวตในสภาเกิน 247 เสียง จ่อนั่งนายกฯ คนที่ 32

สภา! เริ่มโหวตนายกฯ คนที่ 32 

เวลา 15.01 เริ่มแล้ว! สภาโหวตนายกฯ คนที่ 32 "อนุทิน-ชัยเกษม" ใครจะคว้าเก้าอี้นายกฯ คนต่อไป ขณะที่เวลา 15.08 น. สภาเริ่มโหวตนายกฯ ต่อหลังจากที่เครื่องนับคะแนนมีปัญหา โดยเริ่มนับคะแนนต่อจากชื่อ สส. ลำดับที่ 31

“เท้ง-ณัฐพงษ์” แจง 3 ข้อห่วงกังวล ปมโหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ

เวลา 14.32 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายตอนหนึ่งว่า เรื่องข้อห่วงใยของ สส.หลายคนถึงการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยนั้นเป็นการขัดต่อการเมืองระบบรัฐสภาหรือไม่ โดยภายหลังพรรคประชาชนมีการประกาศข้อตกลง MOA ทั้ง 5 ข้อ หนึ่งในนั้นคือการคงสภาพรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งการแสดงออกของพรรคเพื่อไทยในตอนนั้นก็บอกว่าพร้อมรับได้ทุกข้อเสนอ แบบลดแลกแจกแถม หากเลือกนายชัยเกษม นิติสิริ และพร้อมยุบสภาทันที การที่ สส.อภิปรายว่าไม่เห็นด้วยกับการมีรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภา ก็ต้องถามว่าวันนั้นได้คัดค้านท่าทีของพรรคเพื่อไทยที่ออกมาบอกว่ายอมรับข้อเสนอรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือไม่ หรือเชื่อมาโดยตลอดว่าหากโหวตนายชัยเกษมแล้ว พรรคเพื่อไทยจะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก

ส่วนข้อกังวลใจว่าจะเชื่อได้อย่างไรว่าการทำหน้าที่พรรคประชาชนจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาได้อย่างตรงไปตรงมา จะต้องคอยอุ้มคอยแบกรัฐบาลในสภาหรือไม่ อยากถามว่า ท่านไม่คิดหรือว่าสภาชุดหลังจากนี้ 4-6 เดือน จะเป็นสภาชุดนี้จะเป็นอีก 1 ชุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ฝ่ายค้านมีความเข้มแข็งมากที่สุด ตราบใดที่พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทยยืนยันจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างตรงไปตรงมา ทำไมถึงจะเดินหน้าสู่ทางออกการแก้รัฐธรรมนูญ แล้วยุบสภาไม่ได้ จึงอยากชวนให้พรรคเพื่อไทยทำฝ่ายค้านให้เข้มแข็ง เปิดประตูสู่การแก้รัฐธรรมนูญ เดินหน้ากระบวนการประชาธิปไตยในประเทศใหม่

ส่วนข้อห่วงใยที่ว่าเรากำลังจะไปสนับสนุนฝ่ายอนุรักษ์นิยม ทำลายระบอบประชาธิปไตย เป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่นั้น ตนไม่ขอพูดอะไรไปมากกว่านี้ แต่จะขอเวลา 4-6 เดือนต่อจากนี้ ที่เราจะเดินหน้าทำหน้าที่ฝ่ายค้านร่วมกัน พิสูจน์ว่าเราต้องการเดินหน้าประชาธิปไตยจริงๆ เพื่อเดินหน้าสู่การเลือกตั้งและการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคประชาชนมี 143 เสียง ทำเองไม่ได้ ต้องเดินหน้าร่วมกับพรรคเพื่อไทย ที่ต้องร่วมกันทำ

“วันนี้สภาต้องพิจารณาญัตติโหวตนายกฯเป็นครั้งที่ 4 ชุดนี้ชุดเดียว กำลังจะโหวตนายกฯเป็นคนที่ 4 เพราะรัฐธรรมนูญปี 60 ที่มำให้เกิดความไม่ชัดเจนเรื่องระบอบประชาธิปไตย ความไม่ชัดเจนของการแบ่งแยกอำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ และปัญหาอีกเยอะที่เราได้รับผลกระทบจากกลไกตามรัฐธรรมนูญปี 60 วันนี้ผมยืนยันอีกครั้งว่าการตัดสินใจของพรรคประชาชน เพื่อหาทางออกให้การเมืองไทย เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง และเปิดประตูสู่การแก้รัฐธรรมนูญ” นายณัฐพงษ์ กล่าว พร้อมทั้งยืนยันว่าจะโหวตนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีตามข้อตกลง

“เท้ง” ยืนยัน การโหวตวันนี้ ยังคงยึดหลัก “ประชาชนใหญ่กว่าพรรค”

นายณัฐพงษ์กล่าวอีกว่า ความชัดเจนต่อจากนี้ ด้วยความเคารพ บางอย่างอาจเป็นสิ่งที่ทำให้คุณอนุทินไม่สบายใจบ้าง แต่ยืนยัน ว่าพวกเราให้ความเคารพกับเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในที่ประชุมแห่งนี้เท่าเทียมกัน และเชื่อว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ทุกคนต้องยอมรับ

ข้อที่ 1 เราไม่ได้เลือกคุณอนุทินมาบริหารประเทศ เราเลือกคุณอนุทินมายุบสภาผู้แทนราษฎรภายใต้กรอบเวลาที่ตกลงกัน และเปิดประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ข้อที่ 2 พรรคประชาชนตัดสินใจที่จะเลือกคุณอนุทินเพราะเราได้เซ็นข้อตกลงกัน 5 ข้อ เปิดเผยต่อสถานะ ให้ทุกคนในประเทศได้อ่าน ข้อแรก จะต้องมีการยุบสภาภายใต้กรอบระยะเวลา 4 เดือนหลังจากมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และไม่ควรใช้ข้ออ้างอื่นใดให้ละเมิดกรอบเวลาดังกล่าว เพราะพวกเราเชื่อ ปัญหาใหญ่ของประเทศ ไทย-กัมพูชาและอื่น ๆ ควรต้องให้รัฐบาลชุดใหม่ที่มีความชอบธรรมเข้ามาแก้ไขผ่านการเลือกตั้งใหม่

ข้อสอง เราระบุในข้อตกลง กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าต้องทำประชามติ 3 ครั้ง เราก็ระบุว่า ให้คณะรัฐมนตรีต้องมีมติให้มีการจัดทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งครั้งหน้า และหากมีการทำประชามติ 3 ครั้งจริงตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องอยู่ถึง 4 เดือน ซึ่งเรื่องนี้ ก็คาดหวังว่า รัฐบาลที่จะเข้ามาทำหน้าที่เพื่อเปิดประตูสู่การเลือกตั้งใหม่ ก็พิจารณาตามความเหมาะสมที่ต้องมีการยุบสภาโดยเร็ว

ข้อที่สาม หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้เกิดการทำประชามติ 2 ครั้ง นี่คือโอกาสที่ดีที่สุด ภายใต้ 4 เดือนนี้ที่รัฐสภาของพวกเราจะเปิดช่องในการแก้ไข 256 ให้ทัน ให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วไปทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งครั้งหน้า นี่แหละเริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจริง ๆ นี่คือโอกาสที่ดีที่สุดของประเทศนี้ ในการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ถ้าท่านใดไม่เห็นด้วย ถ้าประชาชน 60 กว่าล้านคนไม่เห็นด้วย มีใครขึ้นมาให้คำตอบได้มั้ย มีโอกาสไหนของประเทศนี้ที่จะดีไปกว่าตอนนี้ที่จะเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญปี 2560 ให้นอนคิดอีก 2-3 เดือนจากนี้ เราคิดข้อเสนอนี้ตั้งแต่ 2 เดือนที่แล้ว และไตร่ตรองกันทุกวินาทีจนถึงวันนี้ นี่คือโอกาสดีที่สุดในการเดินหน้าสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ข้อสี่ การคงสภารัฐบาลเสียงข้างน้อยที่เราระบุในข้อตกลง ย้ำอีกครั้ง พรรคประชาชนพรรคเดียวไม่สามารถคงสภาพฝ่ายค้านเสียงข้างมากได้ ต้องร่วมมือกับพรรคเพื่อไทย ถ้าเห็นด้วยที่จะทำให้มีการปฏิบัติตามข้อตกลง เปิดประตูแก้รัฐธรรมนูญ พวกเราสองพรรคยืนยันได้เต็มปากมั้ย ผมตอบแทนสมาชิก 143 คนได้ ไม่มีใครเป็นงูเห่า ท่านตอบได้มั้ย ท่านตอบได้ เดินหน้าทางนี้แน่นอนไม่มีทางอื่น

ประการสุดท้าย เงื่อนไขข้อที่ 5 หลังโหวตนายกรัฐมนตรี พวกเรายืนยันการเป็นฝ่ายค้าน ไม่ดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี บางคนบอกว่า จะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ชวนไปอ่านมาตรา 106 ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร คือหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีเสียงมากทที่สุดและไม่ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี ไม่เป็นประธานสภา และไม่เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ผมยืนยันว่า ผมทำหน้าที่ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านได้ต่อไปโดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

สิ่งที่ผมอยากทำให้เกิดความชัดเจนเรื่องที่ 3 คือหลักการที่ยึดมาตลอด พรรคใหญ่กว่าคน ประชาชนใหญ่กว่าพรรค เพื่อนสมาชิกตรงนี้อึดอัดใจมากที่จะลงมติโหวตในวันนี้ แต่เมื่อเรามีมติพรรคออกมาแล้ว มีกระบวนการรับฟังสมาชิกพรรคอย่างรอบด้านแล้ว คนที่เป็นเจ้าของพรรคตัวจริง ไม่มีใครจะบิดพลิ้วต่อมติพรรคครั้งนี้ได้

ยืนยันในฐานะหัวหน้าพรรค ถ้ามี สส. คนไหนขัดมติพรรค คุณขัดต่อคุณค่าพื้นฐานของพรรคที่บอกว่าพรรคใหญ่กว่าคน วันนี้เราหนักแน่นในมติของพรรคต่อการตัดสินใจของเรา และเราเดินหน้าอย่างไม่ลังเลไม่ว่อกแว่ก

เรามั่นใจว่าประชาชนใหญ่กว่าพรรค 14 ล้านคนที่เลือกก้าวไกลมา ไม่ใช่สมาชิกพรรคประชาชนทั้งหมด ไม่ได้มีส่วนร่วมในการเข้ามาโหวตเลือกคุณอนุทินในวันนี้ ผมเชื่อ 14 ล้านคนที่กาพรรคก้าวไกลในวันนั้น ไม่มีใครเลือกคุณอนุทินเป็นนายกฯ 14 ล้านคนในวันนั้นไม่มีใครเลือกเพราะอยากเห็นรัฐบาลที่เข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม 14 ล้านคนในวันนั้นไม่มีใครหวังอยากเห็นอำนาจนอกระบบมาแทรกแซงกระบวนการประชาธิปไตย และเชื่อว่า 14 ล้านคนไม่ใช่ทุกคนเห็นด้วยทั้งหมดกับการตัดสินใจของพรรคในวันนี้ แต่ที่อยากยืนยันอีกครั้ง ว่าการตัดสินใจวันนี้ เราตัดสินใจเพื่อคนไทย 60 กว่าล้านคนในการผ่าทางตันให้กับประเทศ เดินหน้าสู่การเลือกตั้งใหม่และแก้ไขรัฐธรรมนูญ นี่คือหลักว่าประชาชนใหญ่กว่าพรรค ตัดสินใจเพื่อประเทศ ไม่ได้ตัดสินใจเพื่อคะแนนความนิยมของพรรคเฉพาะหน้า

ความชัดเจนข้อสุดท้าย ถ้าเรากำลังมุ่งหน้าสู่การเลอกตั้งใหม่ใน 4-6 เดือนจากนี้ เชื่อว่าทุกพรรคการเมืองวันนี้ถนนทุกสายมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้ง ทุกพรรคต้องมุ่งหน้าในการสร้างคะแนนความนิยมให้กับตัวเอง เพื่อให้ทุกพรรคมี สส. ในสภามากสุด ในการต่อรอง ในการได้เก้าอี้รัฐมนตรีในรัฐมนตรีชุดหน้า และมันชัดเจน ถ้าทุกพรรคอยากได้คะแนนนิยมมากขึ้น คุณต้องรักษาสัญญา นี่คือความชัดเจน 5 ข้อหลัก ๆ ที่พรรคประชาชนใช้ในการตัดสินใจเลือกโหวตคุณอนุทินเป็นนายกฯ ในวันนี้

และเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ประเทศไทยจะมีทางออกได้ หากพวกเราเปิดประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

“ทวี” ซัด “อนุทิน” ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปม “ฮั้ว สว.- เขากระโดง”

14.18 น. พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ กล่าวในช่วงหนึ่งของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โหวตนายกฯ คนที่ 32 ว่า ตำแหน่งนายกฯ ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน เป็นงานสำคัญของชาติโดยส่วนรวม มีรัฐธรรมนูญกำกับ แยกส่วนตัว กับ ส่วนรวม ซึ่ง นายกฯ จะต้องไม่เข้าไปแทรกแซงทั้งทางตรงและทางอ้อม เรียกว่าระบบคุณธรรม หรือหลักนิติธรรม
พ.ต.อ. ทวี กล่าวต่อว่า คนฉลาดจะต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต แต่คนที่ฉลาดกว่า ต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่น สำหรับ ชัยเกษม นิติสิริ เป็นที่ยอมรับของผู้ซึ่งธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม  แต่สำหรับนายอนุทิน คิดว่าท่านไม่มีมาตรฐานและความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

ประการแรก การทำลายระบบรัฐสภา คือการทำลายระบบกฎหมาย ซึ่งได้ชี้แจงแล้วว่าอยู่ใน 1 ใน 229 คน ที่ถูก อนุฯ กกต. มีความเห็นว่ากระทำผิดข้อหาสมยอมหรือช่วยเหลือให้ลงคะแนน ฮั้ว สว. ซึ่งตนเชื่อว่า กกต. เป็นองค์กรอิสระ ไม่สามารถแทรกแซงได้ และท่านยังมีเรื่องอยู่ในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในข้อหา อั้งยี่ และ ฟอกเงิน ซึ่งในทางจริยธรรม ถือเป็นบาดแผลใหญ่ ของระบบนิติบัญญัติ และบาดแผลใหญ่ของบ้านเมือง

ประการที่สอง เราต้องการรักษาเอกราช แผ่นดินแม้ตารางนิ้วเดียว เราก็ไม่สามารถยกให้คนอื่น แต่นายอนุทิน จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง ท่านไม่รักษาทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน โดยเฉพาะกรณีที่ดินเขากระโดง ถือว่าผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง คือ ประโยชน์ส่วนตัว กับประโยชน์ส่วนรวม
พ.ต.อ. ทวี กล่าวว่า เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า นายอนุทิน ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีความประพฤติที่ฝ่าฝืน และขัดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งมีอีกเยอะ

ทวี สอดส่อง ช่างภาพพีพีทีวี
พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ

"สุทิน" ลั่นหนักใจคดีเขากระโดง - ฮั้ว สว. 

เวลา 14.07 น.นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสำคัญต่อชีวิตคนไทยทุกชีวิต และมีส่วนต่อหน้าตาและความเชื่อถือของประเทศ ทั้งนี้ตนไม่ติดใจว่าใครจะได้เป็น และยิ่งเป็นตัวแทนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ตนพร้อมสนับสนุน แต่สิ่งที่พวกเราในฐานะสส.ต้องคำนึงอย่างมากคือ แม้เราอยากให้พวกเราได้เป็น แม้เราไม่ขัดข้องแต่ประการแรกเราต้องคัดคน ที่สง่างามที่สุดในสภา เพื่อศักดิ์ศรีและเกียรติยศของสภา ไม่ให้สถาบันอื่นมาดูแคลนได้ ว่าสภานั้นเลือกผู้แทนมาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นใช้ไม่ได้ นอกเหนือจากความสง่างามของรัฐสภา ก็ต้องเป็นที่ยอมรับของต่างชาติ เพราะความเชื่อถือของต่างชาติมีผลต่อชีวิตคนไทย เพราะฉะนั้นความสง่างามรวมถึงความยอมรับใคร ยอมรับคนนั้นว่าสง่างามซึ่งสิ่งนั้นคือคุณสมบัติตามข้อกฎหมายและจริยธรรม ซึ่งมาตรฐานสองอย่างนั้นต้องได้ จริยธรรมต้องถูก นี่เป็นสิ่งที่เราต้องคำนึงว่าจะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี รวมถึงกระบวนการก็เป็นสิ่งสำคัญแม้จะได้บุคคลดีมีความสง่างาม ทั้งนี้จากที่ตนได้ฟังเพื่อนสมาชิกกล่าวมานั้นตนรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง ว่าการได้มาของนายกฯ ครั้งนี้ เพราะถือเป็นการทำลายระบบของรัฐสภาเป็นอย่างมาก และมาตรฐานสภาตกต่ำ

ทั้งนี้ตนได้มีการตรวจสอบคุณสมบัติของแคนดิเดตนายกฯ ทั้ง2คน ก็ดูไม่มีปัญหาอะไรโดยเฉพาะในส่วนของนายชัยเกษม ที่เรียบร้อยบริสุทธิ์ แต่ นายอนุทิน ตนไม่สบายใจในคุณสมบัติอาจมีปัญหาตามมาแน่นอน ไม่ว่าจะคดีฮั้ว สว. ที่นายอนุทินเองก็เคยถูกดำเนินคดีและไปรับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งคดีขณะนี้ก็ยังอยู่ที่ชั้นสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และอยู่ในกระบวนการกฎหมายยุติธรรม รวมไปถึงการการทำเอ็มโอเอ ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยที่เหมือนว่าเป็นการหมิ่นเหม่ รัฐธรรมนูญ ทั้งนี้จากสองชื่อที่มีการเสนอมาวันนี้ นายชัยเกษม ผ่านทั้งคุณสมบัติทางกฎหมายและเรื่องจริยธรรม แต่นายอนุทินยังมีข้อกังขาเรื่องคดีที่ค้างอยู่หากนายอนุทินได้รับการยอมรับจากสภา และประธานสภาต้องยื่นทูลเกล้า เพื่อรับพระปรมาภิไธย ความใดที่จะนำความขึ้นกราบบังคมทูล หากมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายต้องให้มีข้อยุติทางกฎหมายเสียก่อน มิฉะนั้นก็เป็นเรื่องมิบังควร ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบของประธานสภา

ซึ่งขั้นตอนที่ตนเป็นห่วงที่สุด คือขั้นตอนยื่นชื่อบุคคลขึ้นทูลเกล้าและยังมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายอยู่ ซึ่งตนฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจในตัวนายอนุทิน และตนก็ต้องเลือกนายชัยเกษมเพราะเลือกแล้วสบายใจ ประธานนำขึ้นทูลเกล้าได้ จึงขอสรุปว่าตนขอสนับสนุนนายชัยเกษม เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป และไม่สนับสนุนนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

“วิทยา” รทสช. ชี้โหวต “ชัยเกษม” เป็นความเห็นของใครหรือไม่ ติดใจข้อตกลงปมแก้ รธน.

เวลา 13.52 น.นายวิทยา แก้วภราดัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ อภิปรายการเสนอชื่อโหวตนายกฯ รัฐมนตรี ส่วนของ นายชัยเกษม ที่พรรคเพื่อไทยเสนอว่าหากโหวตนายชัยเกษมเป็นนายกฯ จะยุบสภาทันที มองว่าเป็นการเสนอตามความต้องการของใครหรือเปล่า? ชี้นายชักเกษมไม่พร้อมรับตำแหน่งนายกฯ ส่วนของ นายอนุทิน ติดใจอย่างเดียวคือการลงนามข้อตกลง MOA ว่ามีการแก้รัฐธรมนูญว่ามีข้อยกเว้นหรือไม่ หากท่านยืนยันว่าการแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 จะตัดสินใจในทันที

"ชลน่าน" ชี้ 3 ประเด็น "อนุทิน" ไม่สมควรได้รับความเห็นชอบ

เวลา 13.34 น. นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สส.พรรคเพื่อไทย อภิปรายระบุว่า ขณะนี้เรากำลังจะให้ความเห็นชอบบุคคลที่ควรได้รับการแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 ภายใต้ข้อตกลงระหว่างพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยโดยการทำข้อตกลงร่วม TOA 5 ประการ การเลือกบุคคล หรือให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีภายใต้ข้อตกลงนี้ โดยในสภาฯ แห่งนี้มีประเด็นที่ต้องพิจารณาอยู่ 2 เรื่องหลัก คือ คุณสมบัติลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะเข้าสู่ตำแหน่ง และเรื่องกระบวนการซึ่งได้มาในการนำเสนอบุคคลที่เข้าสู่ตำแหน่ง

โดยตนได้เน้นย้ำในประเด็นที่ 2 เพราะเกี่ยวเนื่องกับสภาฯ โดยตรง เพราะหากกระบวนการที่ได้มาไม่ชอบมันมีผลมากกว่าคุณสมบัติของคนที่ได้รับการเลือก โดยตนมีข้อห่วงใยในฐานะที่สนับสนุนนายชัยเกษม นิติสิริ ให้ได้รับเลือกจากในสภาฯ แห่งนี้เพื่อแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี  ซึ่งนายชัยเกษม ควรได้รับการแต่งตั้งเพราะผู้เสนอชื่ออีกคนหนึ่งคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นคู่แข่ง และมิสมควรได้รับความเห็นชอบ

อีกทั้ง การที่ได้มาของบุคคลที่ถูกเสนอชื่อในวันนี้ มีหลักการอยู่ 3 ประเด็น คือ ขัดหลักการประชาธิปไตย, ขัดรัฐธรรมนูญ และ ผิดข้อกฎหมาย ซึ่งประการแรกการมีข้อตกลงจากพรรคประชาชน ไปทำข้อตกลงกับพรรคภูมิใจไทยใน 5 ข้อ ซึ่งเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยโดยพรรคประชาชนจะไม่ร่วมเป็นรัฐบาลหรือรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทยต้องไม่รวมเสียงข้างมาก มี 146 เสียง อยู่ตลอด แม้รัฐบาลเสียงข้างน้อยจะเป็นได้แต่หลักการประชาธิปไตยซึ่งเป็นพื้นฐานที่สุดคือต้องปกครองด้วยเสียงข้างมาก และเคารพเสียงข้างน้อย

แต่หลักการตอนนี้กำลังถูกทำลายในสภาฯ แห่งนี้ เพื่อให้ได้มาซึ่งบุคคล 1 คน แลกกับหลักการประชาธิปไตย การที่ไปรวมเสียงลักษณะนี้ ทำให้เกิดการปกครองเสียงข้างน้อย และจะควบคุมเสียงข้างน้อยโดยพรรคฝ่ายค้าน ใช้สภาฯ แห่งนี้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยการยื่นญัตติสามารถยื่นได้เพราะท่านมี 143 เสียง แต่ลงมติก็ได้ 143 เสียง แล้วท่านจะไว้วางใจเขาได้หรือไม่ และจะไปคุมเขาได้อย่างไร

“หลักเสียงข้างมากจากพี่น้องประชาชน 14 ล้านเสียง มอบให้พรรคประชาชน 1 ล้านเสียง มอบให้พรรคภูมิใจไทย 14 ล้านเสียง เขาบอกว่าเขาต้องการให้เป็นรัฐบาล ถ้าเป็นไม่ได้ก็เป็นฝ่ายค้าน แต่ท่านกำลังยก 14 ล้านเสียงไปให้ 1 ล้านเสียง แล้วบ้านเมืองนี้จะปกครองกันอย่างไร ท่านไม่เคารพ 14 ล้านเสียง”

นายแพทย์ชลน่าน กล่าวอีกว่า นี่คือการทำลายหลักการสำคัญของหลักพื้นฐานประชาธิปไตย และที่สำคัญการเปิดช่องแบบนี้จะเป็นการทำลายระบบการปกครองประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบรัฐสภา อย่างสิ้นเชิงที่เป็นอยู่ตอนนี้

“สิ่งที่น่าเศร้าที่จะเกิดขึ้นต่อไป หลังจากที่มีการลงคะแนน ถ้าประกาศชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับความเห็นชอบจากสภาฯ แห่งนี้ เพื่อแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว นับหนึ่งของการวันสิ้นสุด ของระบบรัฐสภาฯ แห่งนี้ทันที นั่นหมายความว่าเรายอมรับอำนาจนอกระบบที่เข้ามาครอบงำ ชี้นำทุกอย่าง”

นายแพทย์ชลน่านยังกล่าวด้วยว่า วันนี้สมาชิกสภาฯ แห่งนี้ได้เข้าชื่อกัน ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ได้ทำเรื่องผ่านไปยังประธานสภาฯ ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบในกระบวนการที่เราเลือกนายกรัฐมนตรีวันนี้ จึงต้องขอให้ประธานวินิจฉัยว่าการเลือกในวันนี้เป็นอย่างไร และสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือการที่พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยไปมีข้อตกลงร่วมกัน หากดูบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 114 คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรย่อมเป็นผู้แทนกลุ่มชนชาวไทย ไม่ควรอยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ หรือครอบงำใดๆ และต้องปฎิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อส่วนรวมของประเทศและผาสุขของพี่น้องประชาชน โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์“

"TOA นี้ เพื่อประโยชน์ใครครับ เพื่อประโยชน์ของพรรคประชาชน เพื่อประโยชน์ของอนุทิน ชาญวีรกูล หรือเปล่า ผมไม่ต้องตอบครับ สมาชิกสภาฯ แห่งนี้ตอบได้ ทุกสำนักบอกว่าหากการยุบสภาฯ เลือกตั้ง พรรคไหนจะมีคะแนนเป็นอันดับหนึ่ง พรรคประชาชนเป็นอันดับหนึ่ง ฉะนั้นไม่เป็นประเด็นอะไรเลย ไม่มีข้อสงสัยเลยทำไมพรรคประชาชนถึงเรียกร้องให้มีการยุบสภาฯ เพราะต้องการอำนาจจากประชาชนที่เป็นอำนาจชอบธรรม ผมไม่ได้ว่าท่านผิดเป็นอำนาจชอบธรรม  เพราะเป็นอำนาจที่ประชาชนมอบให้ แต่การกระทำโดยวิธีการแบบนี้เพื่อให้มีการยุบสภาฯ และได้มาซึ่งอำนาจอันชอบธรรมนั้น กระบวนการชอบหรือไม่"

“อดิศร” ปูดดีล 1,500 -2,000 ล้านบาท โหวต “อนุทิน” นั่งนายกฯ ท้าสาบานวัดพระแก้วยันบริสุทธิ์ ให้มีอันเป็นไปใน 7-9 วัน

เวลา 13.30 น. นายอดิศร เพียงเกษ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นอภิปราย ไม่เห็นด้วยให้นายอนุทิน ชาญวีรกุล เป็นนายกรัฐมนตรี ระบุว่าผมตั้งข้อสงสัยว่า นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 กล่าวชื่อว่า นายอนุทิน ภายใต้ข่าวลือที่หนาหู ที่เหม็นคลุ้งในภา ว่ามีการใช้เงิน 1,500-2,000 ล้าน เป็นเรื่องที่ไม่สบายใจ ไม่อยากให้นายกฯ คนที่ 32 จะต้องถูกตราหน้าตามข่าวลือ วันนี้ อนุทิน จะต้องเคลียร์ เริ่มต้นง่ายๆ จากพรรคของผม 8 คนที่ไปรอรับให้เป็นนายกฯ แต่อยู่เฉยๆ จะไปใครก็รู้

อยากทราบว่าตัวเลขจริงๆ ที่จะรับรองท่านเป็นนายกฯ ใช้เท่าไหร่ พรรคการเมืองต่างๆ ที่ไปหนุนท่าน บางพรรคไม่มีชื่อเลยอยู่ๆ ก็มารวมตัวแล้วก็หนุนท่าน คุณอนุทิน ควรเป็นครับถ้าเบื้องหลังบริสุทธิ์ยุติธรรม คุณสมบัติต้องเป็นคนซื่อสัตว์สุจริต มีจริยธรรมที่ดี ถ้านายกฯมาตามที่ผมว่าข่าวอย่างนี้โดยไม่เคลียร์กัน มันไม่สง่างามหรอกครับ

ขณะที่นาย สนอง เทพอักษรณรงค์ สส.พรรคภูมิใจไทย  ได้ใช้สิทธิพาดพิง ใครพูดก็พูดได้ แต่ต้องมีพยานหลักฐาน เช่นกันกับนายรังสิกร ทิมาตฤกะ สสส.ภูมิใจไทย ได้ขอประท้วงยืนยันว่าการพูดต้องมีหลักฐาน

นายอดิศร เพียงเกษ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายต่อว่า  เอาอย่างนี้คุณอนุทินต้องตอบเอง ไปสาบานที่วัดพระแก้วดีไหมครับ ว่าไม่มีการสนับสนุนเงินต่างๆ ว่าบริสุทธิ์ ถ้าไม่มีความบริสุทธิ์ใหม่อันเป็นไปใน 7 – 9 วัน ผมต้องการได้นายกฯ ที่ใสบริสุทธิ์

“จาตุรนต์” เปิดเหตุผลเด็ด ทำไมควรเลือก “ชัยเกษม”

นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.พรรคเพื่อไทย ลุกขั้นอภิปรายสนับสนุนนายชัยเกษม โดยระบุว่า มีคนถามก่อนหน้านี้เป็นรัฐมนตรีร่วมเพื่อไทยอยู่ไม่เห็นว่าอะไรภูมิใจไทย ทำไมตอนนี้บอกไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม เหตุผลคือ เหตุการณ์ในช่วงหลังมีเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่ประชาชนสนใจไปเกี่ยวข้องกับท่าน หรือท่านไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เหล่านั้น ทำให้ท่านไม่เหมาะสม

เหตุสำคัญที่ขอพูดก่อน คือการตกลง 5 ข้อที่พรรคภูมิใจไทยทำกับพรรคประชาชน อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ ที่ทำให้ท่านไม่เหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี

ข้อตกลง 5 ข้อ ประการสำคัญคือ พรรคประชาชนจะไม่มีคนอยู๋ในคณะรัฐมนตรี แต่จะยกมือสนับสนุนนายอนุทิน และห้ามพรรคภูมิใจไทยรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เท่ากับต้องการให้เป็นรัฐบาลลูกไก่ในกำมือของพรรคประชาชน

อาจลืมไปว่า นาน ๆ ไปอาจมีเหตุเหมือนเพลงลูกทุ่งที่บอกว่า หนูเปล่านะ เขามาเอง หมายความว่าอาจมี สส. มาสนับสนุนจนเป็นเสียงข้างมากก็ได้ แต่อันนั้นเป็นเรื่องเหตุการณ์ข้างหน้า

แต่ความตั้งใจพรรคประชาชนคือ ให้เป็นรัฐบาลเยงข้างน้อย แล้วพรรคประชาชนจะไม่เข้าคณะรัฐมนตรีเลยแม้แตคนเดียว ปัญหาคือ บางท่านพูดไปว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมไม่ไปถึงประเด็นนั้น แต่มีความเห็นว่า การตกลงกันอย่างนี้ เป็นรัฐบาลด้วยเงื่อนไขเหล่านี้ ขัดต่อหลักการระบบรัฐสภาในระบอบประขาธิปไตยอย่างร้ายแรง และจะทำให้เกิดผลเสียตามมาต่อประเทศอย่างร้ายแรง

หลักการของระบบรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ ดูง่าย ๆ จากการที่เราจะเลือกบุคคลไปเป็นนายกฯ ในวันนี้ ทำไมถึงต้องเอาจากแคนดิเดตนายกฯ ที่มาจากพรรคการเมือง เพราะเขาต้องการให้พรรคการเมืองรับผิดชอบ ให้พรรคการเมืองเอาคนที่เคยไปบอกประชาชนไว้มานำเสนอ พรรคการเมืองต้องรับผิดชอบ

ทำไมเวลาลงคะแนนต้องลงคะแนนแล้วให้ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง เพราะเขาต้องการให้ได้สเยงข้างมากจริง ๆ ในสภาผู้แทนราษฎร จะได้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพในการบริหารและออกกฎหมาย นี่คือเจตนารมณ์ระบบรัฐสภา

นอกจากให้ได้เสียงข้างมากแล้ว ทำไมเขากำหนดว่า ในการลงมติให้เป็นการลงมติโดยเปิดเผย เผิดเผยเพื่อจะบอกว่า ให้ประชาชนรับรู้ว่า สส.คนไหนเลือกใครเป็นนายกฯ พรรคไหนสนับสนุนใครเป็นนายกฯ ตรงกับที่เคยประกาศกับประชาชนไว้หรือเปล่า

สส.และพรรคการเมืองที่สนับสนุนให้บุคคลเป้นนายกฯ เมื่อบุคคลนั้นได้เป็นนายกฯ แล้ว ทั้ง สส. และพรรคการเมืองต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองได้ทำไป ต้องรับผิดชอบว่า นายกฯ และรัฐบาลไปกำหนดนโยบายอย่างไร ไปทำอะไร ไปทำดีทำเสีย ทำมิดีมิร้ายประเทศอย่างไร สส.และพรรคการเมืองที่ยกให้นั้น จะต้องรับผิดชอบ นี่เป็นหลักการของการรับผิดชอบต่อประชาชน

จากหลักการอย่างนี้ มีปัญหาว่า พรรคประชาชนบอกว่า จะไม่มีคนอยู่ในคณะรัฐมนตรีแม้แต่คนเดียว หมายความว่าจะยกมือให้โดยไม่มีส่วนในนโยบายที่กำลังจะเกิดขึ้น หากนายอนุทินได้เป็นนายกฯ

ถ้าเป็นอย่างนี้ การตรวจสอบรัฐบาลจะเป็นอย่างไร ท่านไม่รับผิดชอบ จะเกิดอะไรท่านก็บอกว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ตรวจสอบโดยเป้นฝ่ายค้าน พรรคประชาชนจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้จริงหรือ ท่านบอกเป็นฝ่ายค้าน แต่อยู่สองสถานะแบบนี้จะเป็นฝ่ายค้านที่น่าเชื่อถือได้อย่างไร

ไม่รับรู้แล้วเขียนนโยบายอย่างไร 4 เดือนนี้อาจเกิดอะไรไม่ร็ ท่านก็บอกท่านเป็นฝ่ายค้าน แต่พรรคปนระชาชนจะอิหลักอิเหลื่อมาก ตั้งแต่วันนี้แล้ว วันนี้พอคิดว่านายอนุทินจะได้เป็นนายกฯ ท่านกลับเรียกร้องให้สมาชิกในสภาอยู่ในที่ประชุม เพื่อพิจารณากฎหมาย เมื่อวานซืนนี้ พรรคท่านยังพูดหยก ๆ ว่าองค์ประชุมเป็นเรื่องของรัฐบาล ต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร

ถ้านายอนุทินได้เป็นนายกฯ องค์ประชุมไม่ครบสภาล่ม มีกฎหมายสำคัญเข้ามา สภาล่มทำอย่างไร พรรคประชาชนก็จะบอกว่าจะเป็นองค์ระชุมให้ เพื่อให้สภาเดินไปได้ ให้รัฐบาลอยู่ได้ ให้กฎหมายสำคัญได้พิจารณาและได้ผ่านไป พฤติกรรมนั้นคือพฤติกรรมของการเป้นฝ่ายรัฐบาล ไม่ใช่ฝ่ายค้าน

ทีนี้การทำหน้าที่ฝ่ายค้านจะมีประสิทธฺภาพได้อย่างไร ถ้าต้องประคับประคองรัฐบาล ซึ่งจะเกิดขึ้นแน่นอน จะเชื่อได้อย่างไรว่า พรรคประชาชนจะทำหน้าที่เป้นฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ ถ้าต่อไปมีอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะแบ่งเวลาอย่างไรในฝ่ายค้าน ใครจะสรุป เวลาสรุปถ้าพรรคประชาชนขอสรุป สมมติเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน แล้วจะยอมให้หัวหน้าพรรคเป็นผู้สรุปญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้อย่างไร เมื่อท่านเลือกรัฐบาลนี้มา และประคับประคองรัฐบาลภูมิใจไทยตลอดเวลา

พรรคประชาชนจึงไม่สามารถทำหน้าที่ถ่วงดุลรัฐบาลได้ จะมีอะไรเกิดขึ้น พรรคประชาชนจะไม่อยู๋ในสถานะทัดทานได้ รัฐบาลภูมิใจไทยที่นายอนุทินเป้นนายกฯ จะออกนโยบายอะไรมา พรรคประชาชนจะไม่สามารถคัดค้านทัดทานได้

ทีนี้มาเกี่ยวเรื่องสำคัญที่ประชาชนสนใจ 2 เหตุการณ์มาเกี่ยวกับนายอุนทิน และจะไปเกี่ยวกับข้อตกลง เกี่ยวกับรัฐบาลที่พรรคประชาชนสนับสนุนจะได้ทำอะไรที่พรรคประชาชนคาดหวังและบอกประชาชนทั้งประเทศได้จริงหรือไม่ ว่าจะทำประชามตินำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมี สสร. มันจะเป็นจริงหรือเปล่า

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถ้าพูดโดยสั้น ๆ คือนายอนุทินขาดคุณสมบัติเนื่องจากเป็นผู้มีบารมีมากเกินไป เป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีอานุภาพมาก

ขนาดยังไม่ได้เป็นนายกฯ คนคาดว่าอาจได้เป็น การรถไฟแหงประเทศไทยแจ้ง DSI ไม่มีกำหนด ตามข่าวคือรอรัฐมนตรีคนใหม่เสียก่อน ภาพพจน์พรรคการเมืองที่เสียหายอยู่แล้ว ตกต่ำอยู๋แล้ว มันจะยิ่งตกต่ำต่อไป เป็นปัญหาของประเทศ เป้นปัญหาของประชาธิปไตย

นายอนุทินไม่ได้มีบารมีแค่ตัวเอง ใครอยู่ในพรรคท่านเป็นรัฐบาลเป็นรัฐมนตรีจะมีบารมีมาก มีบารมีย้อนหลัง เคยแต่งตั้งใครเป็นข้าราชการระดับ 10 ไว้ คนนั้นไปสมัครองค์กรอิสระหรือศาลรัฐธรรมนูญ เอาชนะนักกฎหมายชั้นนำ นักรัฐศาสตร์ชั้นนำ ทั้งที่บางคนที่เข้าไปเป็นกรรมการองค์กรอิสระมีความเชี่ยวชาญในการก่อสร้าง บารมีแบบนี้น่าเป็นห่วง ถ้าใช้มาก ๆ ก็จะไปเกี่ยวข้องกับเรื่องที่พรรคของท่านไปพัวพันกับกรณีที่เรียกว่า ฮั้ว สว.

กรณีฮั้ว สว. ซึ่งมี สว. จำนรวนมากกำลังถูกพพิจารณาคดีทั้งในทางการแจ้งความดำเนินคดีและในทาง กกต. เราจะรู้ได้อย่างไรว่า บารมีของท่านจะไม่มากไปถึงขนาดทำให้คนผิดลอยนวลจากกรณีฮั้ว สว.

ถ้าโยงกันอย่างนี้ แล้วเกิดมีบารมีขึ้นมาจนกระทั่งถึงกับมคร ๆ ก็ต้องการให้ สว. พ้นมา เพื่อมาแต่งตั้งคนที่รัฐมนตรีของพรรท่านตั้งเป้นข้าราชการระดับ 10 ได้เป้น สว. แล้ก็ทยอยตั้งกรรมการองค์กรอิสระ

อีก 1 ปี กรรมการองค์กรอิสระจะเป็นสายเดียวกันหมด หรือสีเดียวกันหมด จะให้บ้านเมืองเป็นแบบนี้หรือ

ถ้านายอนุทินเป็นนายกฯ มีความเสี่ยงอย่างมาก ที่บ้านเมืองจะพํฒนาไปอย่างนี้ ทีนี้มาเกี่ยวกับข้อตกลง 5 ข้อ เดิมพรรคประชาชนยืนยันเสียงแข็งบอกว่า ให้นายกฯ ยุบสภาทันที รักษาการนายกฯ ยุบสภาเลย ปรากฏต่อมาเปลี่ยนเป็นให้เวลา 4 เดือน

4 เดือนเพื่อจะได้ทำประชามติ เพื่อนำไปสู๋การแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยโดย สสร. มาดำเนินการ

มีการพิจารณากฎหมายประชามติในสภานี้ พรรคที่เห็นไม่ตรง ต้องการให้กฎหมายประชามติมีผลขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งตรงกับ สว. คือพรรคนายอนุทิน แล้ว สว. ถ้าหากว่าได้อำนาจมาเต็มที่ ซึ่งอาจเกิดจากบารมีของวิเศษอะไรก็ตาม จะเดินไปสู๋การแก้รัฐธรรมนูญได้อย่างไร นสดงมาตลอดว่าไม่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ

ประชามติที่ท่านจะลงกัน ก็ไม่แน่เลยว่าจะมีผลทางกฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญ ขึ้นกับศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร ลงประชามติแล้วสมมติว่าผ่าน ลงมติในรัฐสภา สว. ไม่โหวตให้ ที่ลอยนวลมาได้ไม่โหวตให้ การแก้รัฐธรรมนูญก็จไม่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่ตามมาคือระบบ ที่ต่อไปนี้องค์กรอิสระข้างหน้าจะถูกครอบงำโดยอำนาจพิเศษ โดยอำนาจของผู้มีบารมี เป็นเรื่องตรงข้ามกับสิ่งที่พรรคประชาชนเสนอต่อประชาชน

ตอนที่เพื่อไทยข้ามขั้ว เคยวิจารณ์ไว้ว่า การข้ามขั้วจะนำไปสู๋ความอ่อนแอของประชาธิปไตยก็เกิดขึ้นจริง ๆ แต่ตอนนี้เพื่อไทยอย่าว่าเป็นหัวหน้าฝ่ายอนุรักษ์เลย ขอเป็นอนุรักษ์เขาก็ไม่รับแล้ว

พรรคเพื่อไทยก็กลับมาบอกว่า จะเข้ามาในสภาถ้าเกิดเป็นฝ่ายค้าน จะเจอพรรคประชาชน จะได้ร่วมมือกับพรรคปรชาชนในฐานะพรรคฝ่ายค้านด้วยกัน แต่มาพบว่า พรรคประชาชนข้ามขั้วไปอีก อันนี้เรื่องใหญ่มาก พรรคประชาชนที่พูดกับประชาชนมาว่ามีลุงไม่มีเรา ต้องประชาธิปไตย จะแก้เกณฑ์ทหาร ต้องเตรียมตอนนี้แล้ว พอถึงเวลาได้รัฐบาลมา จะแก้เกณฑ์ทหารกับท่านมั้ยไม่รู้

เรื่องใหญ่คือ ถ้าอย่างนี้ 4 เดือนต่อไปนี้ การตรวจสอบรัฐบาลจะไม่เข้มแข็ง นโยบายจะออกมาผิดทิศทางยังไงไม่ร็ ต้องมาติดตาม ด้วยพรรคฝ่ายค้านที่มีพรรคประชาชนที่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ และทำให้การตรวจสอบรัฐบาลอ่อนแอ จะเกิดการไม่เป็นไปตามข้อตกลง 5 ข้อของท่าน

ผลที่ตามมา อาจจะเกิดการแทรกแซงจนกระทั่งทำให้ระบบนี้เป็นระบบที่ถูกครอบงำ ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างมั่นคงต่อไป

การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่เกิดขึ้น 4 เดือนต่อไปนี้ จึงเป็นระยะเวลาที่พรรคปรชาชนจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับฝ่ายอนุรักษ์ พูดไปไม่ได้ต้องการให้ท่านทั้งหลายเปลี่ยนใจอะไร ใครคิดอะไรก็คงคิดอย่างนั้น แต่พรรคประชาชน มวลชนของพรรคประชาชนจะรู้สึกอย่าง หากพรรคท่านได้กลายเป็นพรรคที่ข้ามขั้วมาสนับสนุนพรรคที่เป็นการนำของฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่างเต็มตัว

กลับมาถึงนายชัยเกษม ทำไมเลือกจึงดีกว่า 4 เดือนข้างหน้าจะไม่เกิดเรื่องที่พูดไปทั้งหมด ถ้าให้นายชัยเกษมเป็นนายกฯ ปัญหาทั้งไม่เกิดขึ้น เพราะถ้าเลือกนายชัยเกษม ท่านจะตั้งคณะรัฐมนตรี แถลงนโยบาย ในนโยบายนั้นที่จะแถลง จะคล้ายกันกับที่ท่านอานันท์ ปันยารชุน ขึ้นต้นมาบอกว่าเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ แถลงนโยบาย สุดท้ายยุบสภาเร็วที่สุดในตอนนั้น 20 วัน ท่านอานันท์ยุบภายใน 20 วัน ท่านชัยเกษมจะยุบสภาได้เร็วกว่านั้น และความเสียหายที่จะเกิดกับระบอบประชาธิปไตยจะไม่เกิดขึ้น เหมือนกับที่จะเกิดขึ้นหากนายอนุทินเป็นนายกฯ

พรรคกล้าธรรมยืนยัน การเลือก “อนุทิน” คือการเลือกทางออกของประเทศไทย

12.25 นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.พรรคกล้าธรรม ลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุนนายอนุทิน โดยระบุว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา พรรคกล้าธรรม ทำหน้าที่สนับสนุนรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน และอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร เพราะเชื่อว่า ประเทศชาติต้องการเสถียรภาพ และพี่น้องประชาชนต้องการให้รัฐบาลเร่งดำเนินการตามนโยบายที่บอกไว้กับประชาชนชน

วันนี้สถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ การเมืองไม่หยุดนิ่ง พรรคการเมืองก็ไม่ควรยึดติดอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถ้าหากสิ่งนั้นทำให้ประเทศเดินหน้าเข้าสู่ทางตัน พรรคกล้าธรรมครั้งนี้ จำเป็นต้องตัดสินใจครั้งสำคัญเพื่อพาประเทศไปสู่ทางออกของความไม่มีเสถียรภาพ ทั้งการเมือง นโยบาย โดยไม่อาจปฏิเสธความต้องการของพี่น้องประชาชนที่คาดหวังว่า สภาแห่งนี้จะรีบคืนอำนาจให้พวกเขาให้เร็วที่สุดเมื่อได้นายกฯ ท่านใหม่ การโหวตสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ จึงไม่ใช่การเลือกบุคคลหนึ่งมาบริหารบ้านเมือง แต่คือการเลือกพาประเทศก้าวข้ามความไม่แน่นอนที่สะสมอยู่ในช่วงที่ผ่านมา

สิ่งที่พรรคกล้าธรรมให้ความสำคัญมากท่สุดคือการเปิดประตูไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญและคืนอำนาจให้กับพี่น้องประชาชนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เหนือสิ่งอื่นใด พรรคกล้าธรรมตระหนักว่า ประเทศไทยยืนยันได้ด้วยรากฐานสำคัญ 3 ประการ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าเป็นการรักษาเอกราชและความมั่นคงขงชาติไม่ให้ชาติไหนหรือประเทศใดมีอิทธิพลเหนือชาติไทย การธำรงคุณค่าศาสนาและการปกป้องสภาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นหลักชัยและศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งแผ่นดิน

ดังนั้น การโหวตในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเลือกนายกรัฐมนตรี แต่คือการเลือกทางออกของประเทศไทย ออกจากความไม่แน่นอน ออกจากความขัดแย้ง ออกสู่ประชาธิปไตยอันมีพพระมหากษัตริย์ทรงเป้นประมุข

พรรคกล้าธรรมขอประกาศอย่างชัดเจนว่า เรากล้าที่จะสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยความหวังว่า นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการคืนสิทธิคืนเสียงคืนอนาคตให้กับคนไทยทั้งแผ่นดิน ธำรงไว้ซึ่งสภาบันหลักของชาติ ที่ทำให้บ้านเมืองมั่นคงแข็งแรง รอดพ้นภัยภายในและภายนอก สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อยู๋ในห้องประชุมแห่งนี้ ให้ลองเปิดใจและให้โอกาสนายอนุทิน ให้ท่านได้ลองแสดงฝีมือในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย

เวลา 12.35 น. นายกิตติธัช แสงธนะโยธิน สส.พรรคกล้าธรรม ลุกขึ้นอภิปราย

ระบุว่า เป็นคนหนึ่งในฐานะ สส. และเป็น สส.น้องใหม่ในสมัยนี้ ยอมรับว่า ในสภาชุดที่ 26 ในครั้งนี้ มีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนเองไม่เคยคิดว่าจะได้เข้ามาทำหน้าที่เป็น สส. ของพี่น้องประชาชน แต่ก็ได้เข้ามา เห้นการเมืองวันนี้บ้านเมืองมีปัญหามากมาย ไม่ว่าเศรษฐกิจ สังคม หรือแม้แต่ปัญหาชายแดน วันนี้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศอดอยากปากแห้ง ทุกคนเดือดร้อน

เมื่อกติกาบอกว่า นายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้าถูกศาลวินิจฉัย กติกาคืต้องเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ บ้านเมืองต้องเดินหน้าต่อ เชื่อว่านักการเมืองทุกท่านต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้พี่น้องประชาชนที่รู้สึกว่า วันนี้การเมืองพึ่งพาไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ประเทศเดินหน้าไปให้ได้ เพราะฉะนั้น นักการเมืองต้องทำแบบอย่างที่ดี

ในเมื่อกติกามีไว้ให้ดำเนินการอย่างไร ก็ดำเนินการอย่างนั้น วันนี้แพ้ วันหน้าชนะ หมุนเวียนไป แต่ที่อยากเห็นเป็นแบบอย่างที่ดี ให้เขาพึ่ง ให้เขาเห็นว่า ระบอบรัฐสภาพึ่งพาได้ ไม่ใช่พึ่งพาไม่ได้ เหตุเพราะไม่เคารพกติกาและไม่สามารถทำให้สภาแห่งนี้ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่พึ่งได้

ในฐานะ สส. ที่เหลืออยู่ วันนี้อยากเรียนสมาชิกทุกท่าน วันนี้คนที่มีสิทธิก็ให้ใช้กติกาไป คนที่แพ้วันนี้ไม่ใช่ไม่มีโอกาสวันหน้า ผู้ชนะวันนี้ก็อาจแพ้ในวันหน้า แต่เราต้องยึดหลักกติกา หลักรัฐธรรมนูญ ไม่อย่างนั้นอำนาจนอกระบบเข้ามาอีก เราต้องการอย่างนั้นหรือ เราต้องการนายกรัฐมนตรีคนใหม่ คนที่ 32 นั่นคือกติกา

วันนี้ต้องการแก้ปัญหาชายแดน เรื่องปากท้อง เรื่องเศรษฐกิจ ต้องการแก้ปัญหาภาษีทรัมป์ที่บีบเรารับเงื่อนไขต่าง ๆ นี่ต่างหากคือสิ่งที่นายกฯ ต้องเข้าไปแก้ไข เพราะฉะนั้น วันนี้เราจะยื้อหรือทอดเวลาออกไป ยิ่งก่อให้เกิดความเสียหายกับประเทศ

เรื่องคุณสมบัติความเหมาะสมเชื่อว่า ทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเอง นายกฯ คนใหม่หรือใครก็แล้วแต่ที่อาสามาทำ มีคุณสมบัติอย่างไรเดี๋ยวมีคนร้องเรียนเอง แต่วันนี้ต้องยึดกติกา อยากเห็นประเทศเดินหน้าต่อ วันนี้วาระการเลือกนายกฯ คนที่ 32 อยากให้ดำเนินการไป และขอสนับสนุนนายกฯ คนที่ 32 ตามความเหมาะสม

ประเทศต้องการผู้นำที่มีอำนาจในการจัดการปัญหาบ้านเมือง ประชาชนบ่นไม่มีจะกิน สินค้าเกษตรก็มีปัญหา วันนี้ด้วยความเคารพ อยากให้เคารพกติกาและว่าไปตามกติกา โหวตนายกฯ คนที่ 32 ให้จบ ประเทศจะได้เดินหน้าต่อ

เสนอชื่อแคนดิเดต กำหนดเวลาอภิปราย

เมื่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่างลง สส.ต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งข้อบังคับประชุมสภาผู้แทนราษฎร 2562 ไม่ได้กำหนดหมวดไว้เฉพาะ แต่ละใช้ขั้นตอนดังนี้

เสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ให้สมาชิกเสนอชื่อบุคคล จากผู้ที่มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 และเป็นผู้ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองที่แจ้งไว้ตามมาตรา 88 เฉพาะจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ที่มีสมาชิกได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่า ร้อยละ 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด ท่าที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร คือไม่น้อยกว่า 25 คน และจะต้องมีผู้รับร้องไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร คือต้องใช้เสียงรับรองผู้ที่ถูกเสนอชื่อ ไม่น้อยกว่า 50 คน โดยการรับรองจะใช้วิธีการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบจำนวนผู้รับรองให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้

12.05 น. นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี

12.07 น. นายสรวงศ์ เทียนทอง สส.พรรคเพื่อไทย เสนอชื่อ “นายชัยเกษม นิติศิริ” เป็นนายกรัฐมนตรี

จากนั้นในส่วนของกรอบเวลาการอภิปรายแคนดิเดตที่ได้รับการเสนอชื่อ นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นกล่าวว่า ย้อนไปสมัยท่านที่ 31 นายกฯ แพทองธาร ฝ่ายหนึ่งบอกจะให้มีการอภิปราย ในขณะที่อีกฝ่ายที่เป็นผู้เสนอ ใจแคบกว่าตนอีก อย่าอภิปรายไม่ให้มีการอภิปรายใด ๆ ทั้งสิ้น ตนลุกขึ้นมายังไม่ได้บอกสักคำเดียวว่าไม่ให้อภิปราย พวกตนใจกว้างพอที่จะเปิดให้มีการอภิปราย แต่ต้องมีเงื่อนเวลา

เท้าความครั้งที่แล้ว ฝ่ายหนึ่งอยากให้มีการเปิดอภิปราย อีกฝ่ายไม่อยากให้มีการอภิปราย ประธานวิปรัฐบาลขณะนั้น ก็ลุกขึ้นมาเพื่อยุติข้อขัดแย้ง บอกว่า เสนอให้อภิปรายฝ่ายละ 2 คน ฝ่ายละ 20 นาที นี่คือข้อสรุปสุดท้ายสมัยนั้น และไม่มีการพูดคุยหรือหารือในวิปสองฝ่ายก่อนที่จะมีการประชุมในวันเลือกนายกรัฐมนตรี มาหารือในห้องประชุมแห่งนี้

เท้าความอีกนิด ท่านที่บอกว่าให้มีการอภิปราย ท่านอดิสร เพียงเกต อาจจจะอายุมากหรือเปล่า ครั้งที่แล้วท่านบอกจะอภิปรายกันไปทำไม ไม่จำเป็นต้องอภิปราย ข้อบังคับไม่มี รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนด เปิดเทปเลย ตนยังฟังอยู๋เมื่อครู่ มาวันนี้ท่านพลิกแพร่บ บอกต้องอภิปราย เป็นความจำเป็น ขณะที่ท่านจุลพันธ์เหมือนกัน ก็บอกว่า ไม่ต้องจำเป็นอภิปรายในคราวนั้น คราวนี้ท่านกลืนน้ำลายตัวเองดังเอื๊อก ๆ ๆ บอกจำเป็นต้องอภิปราย ย้ำพวกตนใจกว้างพอ ไม่ได้คัดค้านเลย เปิดให้อภิปรายได้ แต่ต้องมีกำหนดเวลาชัดเจน

นายภราดรเสนอว่า ยึดบรรทัดฐานสมัยอภิปรายอดีตนายกฯ แพทองธาร 1 ชั่วโมง ประธานวิปรัฐบาลครั้งที่แล้วยุติข้อขัดแย้ง เสนอให้ฝ่ายละ 2 ท่าน ฝ่ายละ 20 นาที สองฝ่าย 40 นาที เลยไปบ้างเป็น 1 ชั่วโมง ก็ยึดบรรทัดฐานครั้งที่แล้ว

ขณะที่นายจุลพันธ์ลุกขึ้นกล่าวว่า อดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร เข้าสู่สภาโดยการลงมติในสภาแห่งนี้ ท่านเศรษฐา ทวีสิน โดนถอดถอน สภาเสนอชื่อ แต่ย้ำว่า ที่คุยกันมาตั้งแต่เช้าไม่มีวิถีทางใดปกติเลย

เรื่องกรอบเวลา หากย้อนกลับไป นึกไปถึงตอนที่มีการลงมติตั้งแต่คุณพิธา ไปจนถึงท่านเศรษฐา ขณะนั้นเป็นการประชุมร่วม 3 ฝ่ายจริง แต่ถกแถลงกันอย่างละเอียด ในเรื่องคุณสมบัติและความชอบ ได้อย่างครบถ้วนทุกมิติ ครั้งแรกถ้าผมจำไม่ผิด สว. 2 ชั่วโมง สส.ฝั่งละ 2 ชั่วโมง เป็น 6 ชั่วโมง

ครั้งถัดมา สว. 2 ชั่วโมง สภาทั้งหมดรวมกัน 3 ชั่วโมง เป็นการชอบที่จะเสนอ อย่างน้อยฝั่งผมเตรียมคนไว้ไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง หากฝั่งใดไม่ประสงค์จะใช้สิทธิและจะลดเวลาของท่านลง เพื่อเร่งกระบวนการให้เข้าสู่นายกรัฐมนตรีได้เร้ซขึ้น แต่ยืนยัน ฝั่งตนเตรียมคนและประเด็นแล้ว และมีเรื่องสำคัญที่ต้องอภิปรายในสภา ให้สมาชิกได้เห้นความชอบและเหมาะสมของการลงมติผู้สมควรรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ประธานสภาจึงเสนอว่า เพื่อให้แฟร์ ๆ ฝ่ายละ 1 ชั่วโมง ทั้งฝ่ายสนับสนุนและไม่สนับสนุน เพื่อความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

นายภราดรลุกขึ้นกล่าวอีกว่า ฝ่ายละ 1 ชั่วโมงไม่ได้ขัดข้องแต่ประการใด แต่จะบอกถึงท่านจุลพันธ์สักนิด ที่ท่านบอกว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ปกติ ท่านคิดเองว่ามันไม่ปกติ เพราะใจท่านไม่ปกติ เหตุการณ์มันเหมือนกัน คือ นายกฯ มีอันเป็นไปจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็หน้าที่อันชอบของ สส. จะมาสรรหานายกรัฐมนตรีใหม่ เป็นเหตุปกติ เรา 492 ชีวิต ใช้เสียงข้างมาก เป็นเหตุปกติ ย้ำนี่ไม่ใช่เหตุไม่ปกติ

ในที่สุดจึงมีข้อสรุปออกมาว่า  ฝั่งสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ มีเวลาอภิปราย 1 ชั่วโมง และฝั่งสนับสนุนนายชัยเกษม มีเวลาอภิปราย 1 ชั่วโมง

เห็นชอบเลื่อนวาระเลือกนายกฯ ขึ้นมาก่อน

ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง เป็นประธานในที่ประชุม ให้พิจารณาในช่วงท้ายญัตติเลื่อน-ไม่เลื่อน วาระการหมดนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ขึ้นมาก่อน หรือไม่ โดยเป็นญัตตินางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สส. พรรคภูมิใจไทย ที่เสนอให้เลื่อนขึ้นมาก่อน แต่นายวัชรพล ขาวขำ สส. พรรคเพื่อไทย เป็นผู้เสนอ

ซึ่งในที่ประชุม มีมติ 313 ต่อ 142 งดออกเสียง 4 ไม่ลงคะแนนเสียง 5 ทั้งนี้นางสาวแนน บุณย์ธิดา ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยจะอยู่การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับต่างๆ ไม่ใช่เพียงแค่วันนี้ แต่จะอยู่ประชุมสภาทุกวันไปจนถึงยุบสภา และวันนี้ร่างกฎหมายที่อ้างถึงนั้นมีพระราชบัญญัติ อสม. ซึ่งหนึ่งในผู้เสนอร่างกฎหมายคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพราะฉะนั้นวันนี้พรรคภูมิใจไทยจะอยู่พิจารณากฎหมายจนครบวาระในวันนี้ และต่อไปจนถึงวันยุบสภา เพราะฉะนั้นนี่คือคำมั่นในสิ่งที่ผู้นำฝ่ายค้านได้กล่าวถึง

ส่วนนายวัชรพล ขาวขำ กล่าวว่า ชอบบรรยากาศการประชุมสภาแบบนี้ในการปกป้องกันและกัน บรรยากาศที่ส้มปกป้องน้ำเงิน เป็นบรรยากาศที่ดูดีมาก แต่ประธานที่ประชุมเบรคไว้ก่อน กังวลว่าจะเป็นการพาดพิงกันไปมาจะไม่จบสิ้น

ก่อนที่จะกล่าวว่า เวลาอยู่ข้างและจะรอดูโดยอ้างอิงว่ามีคำกล่าว “พรรคใหญ่กว่าอะไรก็แล้วแต่ แต่ประชาชนใหญ่กว่าพรรค ให้ไปเปิดโซเชียลมีเดียดูว่าจะได้รู้ว่าวันนี้เป็นอย่างไร” และยังคงยืนยันว่าไม่ให้เลื่อนวาระโหวตนายกรัฐมนตรีขึ้นมาก่อน ก่อนจะทิ้งท้ายว่าหากพรรคการเมืองใดจะเข้าใกล้เป็นนั่งร้านให้พรรคภูมิใจไทยก็เรียนเชิญ

ช่วงหนึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกุล สส. พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นยืนยันต่อผู้นำฝ่ายค้านว่า “ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยยืนยันต่อสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติว่ากระผมและพรรคภูมิใจไทย จะอยู่เป็นองค์ประชุมให้การประชุมทุกวาระในวันนี้และในอนาคต ดำเนินไปด้วยความราบรื่นสมเจตนารมย์ของพวกเราทุกคนทุกประการ” ทั้งนี้นายไชยาได้เรียกชื่อนายอนุทินว่าท่านนายกฯด้วย

บิ๊กป้อมมาแล้ว! เตรียมยกมือโหวต “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32

เมื่อวันที่ 5 กันยายน ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในห้องประชุม ว่า พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เดินทางเข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเตรียมโหวตให้กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ตามมติของพรรค ทั้งนี้ เป็นที่น่าจับตาว่าหลังการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐ จะได้รับการจัดสรรกระทรวงใดบ้าง เนื่องจากมีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประวิตร จะมาดูแลงานด้านความมั่นคง

"จุลพันธ์" ชี้เอกสิทธิ์ของ สส.หายไป ยันไม่ควรเลื่อนวาระโหวตนายกฯ 

เวลา 10.44 น.นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.พรรคเพื่อไทย การเลือกนายกฯ เป็นเรื่องสำคัญ สถานการณ์ในปัจจุบัน เอกสิทธิ์ของ สส.เป็นเรื่องสำคัญ ไม่มีใครกำหนดบังคับได้ แต่ข้อตกลงที่เกิดขึ้นมันทำให้เด็ดล็อก หลายคนมาเปิดเผยในวงกาแฟว่าไม่อยากลงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ด้วยข้อตกลงที่เกิดขึ้นเป็นการบีบังคับทำให้ เอกสิทธิ์ของ สส.หายไป สถานการณ์ตอนนี้ไม่เห็นด้วยกับการเลื่อนวาระการโหวตนายกฯ ขึ้นมาก่อน อย่างไรก็ดำเนินไปถึงข้อที่ 8 อยู่ดี

“โรม” เดือดขอใช้สิทธิพาดพิง ย้ำชัดว่าหลังจากนี้ก็จะเป็นฝ่ายค้าน

เวลา 10.35 น. นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายยืนยันว่า พรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้าน และหลังจากนี้ก็จะเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งหลังจากนี้ที่จะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย หรือ พรรคภูมิใจไทย ก็ต้องทำงานคู่ขนานกันไป ที่สำคัญไม่มีกฎหมายห้ามฝ่ายค้านเลือกพรรคไหนเป็นรัฐบาล และการกระทำของพรรคประชาชนไม่ได้ละเมิดรัฐธรรมนูญ

บางช่วงนายรังสิมันต์ กำลังจะกล่าวถึงข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน แต่ถูกนายวันมูหะมัดนอร์ ห้ามว่าอย่าลงรายละเอียด และไม่สามารถบอกได้ว่าผิดหรือไม่ผิด หากมีการชี้แจงก็จะมีคนลุกขึ้นอภิปรายอีก จึงขอให้เป็นไปตามข้อบังคับ เพื่อความสงบในที่ประชุม ต่อมานายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนใช้สิทธิชี้แจง เนื่องจากเสียหาย แต่นายวันมูหะมัดนอร์ ไม่ยอมและบอกว่า ให้ฝากนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นผู้พูดแทน

นายรังสิมันต์ จึงตั้งคำถามว่า ที่ถูกกล่าวหาว่า การลงนามในข้อตกลงเป็นสิ่งผิดกฎหมายถือว่าไม่เสียหายหรือไม่ ก่อนจะอภิปรายต่อว่า พวกเราทำข้อตกลงขึ้น แต่เมื่อวานก็มีการลด แลก แจก แถม โดยบางพรรคการเมือง บอกว่าจะรับข้อเสนอทุกข้อของพรรคประชาชน ถ้าหากบอกว่า ข้อเสนอของพรรคประชาชนผิดรัฐธรรมนูญ แล้วพวกท่านรับข้อเสนอทำไม แต่วันนี้เพราะไม่ได้รับเลือก ไม่ได้เข้ารอบ

ก่อนที่นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ สส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย จะลุกขึ้นประท้วงว่า ขณะนี้มีการพิจารณาว่า จะเลื่อนโหวตนายกรัฐมนตรี หรือไม่เลื่อนโหวตนายกรัฐมนตรี ส่วน สส.จะอยู่ฝั่งไหนก็แล้วแต่ แต่อย่าร้อนตัวเพราะมีคนรู้กันทั้งเมืองแล้ว นายรังสิมันต์ ยังอภิปรายทิ้งท้ายว่า ขอให้การประชุมเดินตามระเบียบวาระ ใครจะเห็นว่าเลื่อน ใครจะเห็นว่าไม่เลื่อนก็ว่ากันไป ส่วนเรื่องข้อตกลงระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย จะอภิปรายไม่ไว้วางใจพวกตน ขอให้เป็นวาระต่อไป

“เท้ง ณัฐพงษ์” ใช้สิทธิ์พาดพิง ชี้ต้องหาทางออกให้ประเทศ – ในการแก้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เวลา 10. 21 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ใช้สิทธิ์พาดพิง เผยว่า เน้นย้ำว่าเราอภิปรายญัตติเลื่อนวาระการโหวตนายกฯ  เหตุการณ์ที่เกิดในสภาฯ ที่พูดสับสนว่าตนเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล กล่าวชื่อพรรคผิด ว่าสังกัดพรรคไหน ทุกๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เห็นด้วยเกิดจากรัฐธรรมนูญที่บิดเบี้ยว ดังนั้นวันนี้เราต้องที่จะต้องการหาทางออก เปิดประตูหางออกให้ประเทศ ในการแก้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากเรียกร้อง ขอเรียกร้องถึงประธานสภา รองประธานสภา และ ทั้ง 3 ท่านที่นั่งอยู่บนบัลลังก์  และสส. ทุกท่าน ถ้าเห็นว่าญัตตินี้สำคัญและต้องเลื่อนขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะ สส.หัวหน้าและเลขาธิการและผู้บริหารแต่ละพรรคการเมือง มีญัตติโหวตเลือกนายกฯ หากเห็นว่าญัตตินี้สำคัญ จำเป็นขอให้ยืนยันต่อสภาฯ ว่าหากโหวตนายกฯก่อนจะอยู่เป็นองค์ประชุมและพิจารณากฎหมายทุกฉบับที่สำคัญ เพื่อยืนยันกับประชาชนทั้งประเทศว่า สภาฯ ของเราเป็นหลักยึดให้ประชาชนได้ ไม่ใช่โหวตนายกฯ แล้วกลับบ้านไป

“ทวี” ลั่นกลางสภาฯ เลือกนายกฯ วันนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

เวลา 10.17 น. พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง พรรคประชาชาติ อภิปรายในการเลื่อนยติโหวตนายกฯ ขึ้นมาโหวตก่อนระบุว่า เห็นว่าการเลือกนายกฯ ครั้งนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีข้อตกลงของ ปชน . และ ภท. กรณีเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งนายกฯ เป็นข้อตกลงที่บ่อนสาะประชาธิปไตย และทำลายรัฐธรรมนูญ เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวในข้อ 4. เพื่อสร้างหลักประกันว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือนจริง พรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ลงชื่อนายณัฐพงษ์ และ นายอนุทิน เป็นข้อตกลงที่สะท้อนให้เห็นการบิดเบือนรัฐธรรมนูญ

แต่เมื่อมีข้อตกลงดังกล่าว  ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน รธน. มาตรา 49 ห้ามใช้บุคคลใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง แม้ข้อ 4 อาจไม่ถึงโดยตรง แต่ลักษณะเป็นการกร่อนเสาะทำลาย และตัดกระบวนการตั้งรัฐบาลโดยเสรี...

เสนอเลื่อนวาระเลือกนายกฯ

เวลา 09.40 น. น.ส.บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย เสนอญัตติตามข้อบังคับ 54 (2) ขอเปลี่ยนระเบียบวาระ นำเรื่องพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลสมควรเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นวาระด่วนที่ 8 ขึ้นมาพิจารณาก่อน

อย่างไรก็ตาม มีการโต้แย้งจาก นายวัชระพล ขาวขำ สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย แย้งว่า ยังีมระเบียบวาระอื่นที่คั่งค้างรอการพิจารณาอยู่ และเพราะระเบียบวาระการเลือกนายกฯ เป็นวาระสำคัญมาก ต้องมีเวลาให้สมาชิกทุกท่านพิจารณาและตัดสินใจ จึงเสนอให้มีการขยายเวลาพิเศษเพื่อพิจารณาเลือกนากยกฯ

ด้าน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ลุกขึ้นกล่าวว่า ก่อนลงมติว่าจะเลื่อนหรือไม่เลื่อนการเลื่อนนายกฯ เป็นการอันควรที่จะเปิดให้สมาชิกอภิปรายเหตุผล โดยมีช็อตชวนขำ เมื่อนายจุลพันธ์กล่าวว่าตนเป็นพรรคฝ่ายค้าน

จากนั้น นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นอภิปราย กล่าวว่า อยากให้เลื่อน เพราะการเลือกนายกฯ เป็นเรื่องสำคัญ อยู่ในความสนใจของประชาชนทั่วไป ควรทำเป็นญัตติพิเศษ 1 วันเต็ม ไม่เห็นด้วยที่จะเลื่อนเข้ามาเพื่อความรวดเร็ว

ต่อมา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร จากพรรคกล้าธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลุกขึ้นอภิปราย กล่าวว่า ขณะนี้การที่เราจะร่วมกันพิจารณาเรื่องด่วนที่ 8 ให้ความเห็นชอบบุคคลสมควรแต่งตั้งเป็นนายก มีความเห็น 2 ทาง ฝั่งหนึ่งอยากให้ สส. ทำตามหน้าที่ที่บัญญติในรัฐธรรมนูญมาตรา 159 พิจารณาเลือกบุคคลเป็นนายกฯ ส่วนอีกฝั่งหนึ่งคิดว่า เรื่องนี้ยังสามารถรอได้

นายอรรถกรระบุว่า พรรคกล้าธรรมมีความเห็นว่า ที่ต้องเร่งเลือกนายกฯ เพราะสถานการณ์ประเทศหลายเรื่องจำเป็นต้องมีรัฐบาลมาทำงานแก้ไข ไม่ว่าประเด็นความขัดแย้งชายแดนก็ดี ภาษีสหรัฐฯ ก็ดี ในการเจรจาว่าภาษีตัวไหนจะให้เขา หรือเขาให้เรา โดยเฉพาะสินค้าการเกษตร เป็นเรื่องที่ต้องทำงานต่อไป ถ้าวันนี้เกิดการไม่เลือกนายก จะมีคนต่อยอดทันท่วงทีหรือไม่

โดยนี่เป็นอีกหนึ่งจังหวะเรียกเสียงหัวเราะ เพราะนายอรรถกรบอกว่าตนมีหัวใจอยู่ "พรรคก้าวไกล" และมีหัวใจก้าวไกล ก่อนจะรีบแก้เป็นพรรคกล้าธรรม

นายอรรถกรบอกว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ถ้าให้อ้างอิงจากที่ผ่านมา ที่มีการเลือกนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร กระบวนการเลือกก็ใช้เวลาแบบนี้ มีการส่งสัญญาณพรรคการเมืองตกลงรวมเสียง วันที่ 14 ส.ค. 67 แล้วเว้น 1 วัน แล้วเลือกนายกฯ แพทองธารในวันที่ 16 ส.ค. กรอบเวลาก็ประมาณนี้

ดังนั้น เห็นด้วยกับญัตติว่า สภาควรทำหน้าที่ของเราในการพิจารณาเลือกคนมาทำหน้าที่ของเรา ประชาชนรออยู่ใครจะเป็นนายก

"ณัฐพงษ์ " ยัน เท 143 เสียง "ปชน." โหวต "อนุทิน" นั่งนายกฯ ลั่นไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลง 

09.59 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน เดินทางถึงรัฐสภา โดยระบุสั้นๆว่า ทุกอย่างเหมือนเดิมพร้อมเท 143 เสียงให้กับพรรคภูมิใจไทย เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า เรายังยึดมั่นในคำเดิมที่ลงนามใน MOA กับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ตอบสั้น ๆ ว่า ยึดมั่นครับไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงแน่นอน

ชัยวุฒิ ยัน พปชร.เดินหน้าโหวตหนุน “อนุทิน” เผยเบื้องต้นได้โควต้า 4 เก้าอี้

เวลา 09.35 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เดินทางมาโหวตนายกรัฐมนตรี ซึ่งพล.อ.ประวิตร ได้ เดินทางมาโหวตด้วยตนเองและได้ให้สมาชิกพรรคทุกคนลงมติโดยพร้อมเพรียงกันเพราะพรรคพลังประชารัฐตัดสินใจร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยภูมิใจ ตนได้คุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเรียบร้อยแล้ว

นายชัยวุฒิ เปิดเผยว่าในส่วนกระแสข่าวที่ว่า พล.อ.ประวิตรจะได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้น ได้มีการพูดคุยกันเบื้องต้นแต่ยังไม่มีมีการสรุปเพราะเดี๋ยวต้องรอการประชุมกรรมการบริหารพรรคในช่วงบ่ายว่าจะเป็นอย่างไร  ส่วนจะให้พล.อ.ประวิตรดูเรื่องความมั่นคงเพราะว่าเป็นทหารเก่าหรือไม่นั้นตนยังไม่ทราบ ต้องรอพูดคุยกับนายอนุทินอีกครั้งหนึ่ง

ส่วนกรณีนายทักษิณ  ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่เดินทางออกนอกประเทศไทย นั้น นายชัยวุฒิ กล่าวว่าเมื่อคืนได้ดูข่าวว่าสรุปไปซื้อช็อกโกแลตที่ดูไบ เพราะตนเห็นว่าตั้งแต่กลับมาเมืองไทยก็หาหมอมาตลอดพอออกจากประเทศก็อ้างหมอก็คาดว่าคงจะไม่ใช่ความจริงเพราะน่าจะเป็นประเด็นการเมือง เนื่องจากวันนี้เป็นการโหวตนายกรัฐมนตรีดูแล้วน่าจะไม่ประสบความสำเร็จเพื่อความปลอดภัยก็น่าจะต้องดูจากนอกประเทศมากกว่า

ส่วนจะกลับมาในทันวันที่ 9 ก.ย. หรือไม่ ตนมองว่าก็ให้รอดูกันต้องไปต้องถามนักข่าวเพราะนักข่าวรู้ดีกว่าตน ส่วนแนวโน้มว่าจะเดินทางกลับมาประเทศไทยนั้นตนไม่ทราบไม่อยากพูดถึงประเด็นนี้ เพราะเป็นการคาดเดาอยากให้ติดตามดูกัน ส่วนพล.อ.ประวิตรนั้นไม่ได้ให้ความเห็นเพราะว่าไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือการโหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่และเดินหน้าทำงานตามข้อตกลงที่มีไว้กับประชาชนรวมถึงการแก้ปัญหาต่างๆของประเทศในช่วงนี้ เช่นเรื่องของชายแดนไทยกัมพูชาและปัญหาเศรษฐกิจที่กระทบต่อประชาชน รวมถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องมีการพูดคุยกันต่อไปอย่างเข้มข้น

เมื่อถามถึงเก้าอี้รัฐมนตรีของพลังประชารัฐนั้นจะได้โควต้าทั้งหมดเท่าไหร่  นายชัยวุฒิ ทราบว่าเท่าที่ได้จะมี 4 เก้าอี้ตามที่คุยกันไว้แต่อาจจะยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรียังไม่มีข้อสรุปต้องมาคุยกันทีหลังในรายละเอียด

“ณัฐพงษ์” โผล่สภา 9 โมงเช้า ยิ้มรับสื่อ แต่ปัดตอบ ก่อนโหวตนายกฯ คนที่ 32  

เวลา 9.08 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เดินทางมาถึงอาคารรัฐสภา โดยเจ้าตัวได้ปัดให้สัมภาษณ์สื่อก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระสำคัญพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย  หลังมีกระแสข่าวว่า สส.พรรคประชาชน อาจมีการฟรีโหวต หรือมีการโหวตสวนมติพรรค ซึ่งเจ้าตัวก็ยิ้มและไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อแต่อย่างใด 

“ทวี” ชิ่งหนี หลังสื่อยังถามไม่จบ ปม “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ

เวลา 08.55 น. วันที่ 5 ก.ย. ที่รัฐสภา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ พร้อมด้วยนายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา และเลขาธิการพรรคประชาชาติ เดินเข้าร่วมประชุมกับพรรคเพื่อไทย โดยผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งพ.ต.อ.ทวี ไม่ได้ฟังคำถามจนจบ โดยรีบตัดบทกล่าวว่า “ไม่ทราบ”

“เพื่อไทย” เสนอ “ชัยเกษม” ชิงนายกฯ 

ก่อนการประชุมสภาฯ โหวตนายกฯ คนที่ 32 พรรคเพื่อไทยยืนยันเสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ แม้พรรคประชาชนประกาศสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยนายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรค ระบุว่า การโหวตเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละพรรค ย้ำหากเสียงไม่พอ พรรคพร้อมเป็นฝ่ายค้าน

นายสรวงศ์เผย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรค ส่งไลน์ขอบคุณและให้กำลังใจ ส.ส.ที่ยังยืนหยัดอยู่กับพรรค พร้อมตอบโต้กระแส “งูเห่า” 8 คน ว่าเป็นเรื่องของ กก.บห.และคณะจริยธรรมพรรค ต้องพิจารณาตามขั้นตอน

ส่วนกระแสข่าวการเดินทางไปดูไบของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายสรวงศ์ย้ำว่า เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับพรรค พร้อมเชื่อว่า “ไม่มีเหตุผลใดที่ท่านจะไม่กลับมา”

"อนุทิน" เดินทางถึงอาคารรัฐสภา ก่อนการประชุมสภาฯ โหวตนายกรัฐมนตรี คนที่ 32

เวลา 09.12 น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยในฐานะแคนดิเดตนายกของพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีวาระสำคัญคือการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย โดยผู้สื่อข่าวถามว่าวันนี้มั่นใจหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าเดี๋ยวก็เป็นไปตามวาระการประชุม เมื่อถามต่อว่าคิดเห็นอย่างไรเนื่องจากวันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์ นายอนุทินกล่าวว่า “ก็เป็นธรรมดาตื่นเต้น”  ส่วนมีอะไรอยากฝากถึงประชาชนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกคนครับขอให้มีความมั่นใจ ขอให้สนับสนุนทุกอย่างดำเนิน ไปด้วยความเรียบร้อย”

“หมอทศพร” สเก็ตช์ภาพเหมือน “ชัยเกษม-อนุทิน-ณัฐพงษ์” เผยถ้า “อนุทิน” จะขีดนับถอยหลัง 120 วันยุบสภา

08.40 น. นพ.ทศพร เสรีรักษ์ สส.แพร่ เขต 1 พรรคเพื่อไทยเดินทางมายังอาคารสภา พร้อมนำสเก็ตช์ภาพเหมือนของนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย รวมถึงภาพสเก็ตช์นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน มาโชว์สื่อมวลชน

นพ.ทศพร บอกว่า สาเหตุที่สเก็ตช์ภาพเหมือนนายณัฐพงษ์มาด้วยนั้น เพราะเป็นบุคคลที่จะชี้ชะตาประเทศไทยว่าจะเดินต่อไปหลังจากนี้ และหลังจากนี้จะนำภาพผู้ที่ ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีผลต่อไป ไปวางไว้ที่รัฐสภา ซึ่งหากนายอนุทินได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้น ตนก็จะนำภาพตั้งไว้ที่รัฐสภาแล้วจะขีดเครื่องหมายนับทีละวัน จนกว่าจะครบ 4 เดือน หรือ 120 วัน เพื่อเตรียมความพร้อมคืนอำนาจให้กับประชาชน

โหวตนายก ผู้สื่อข่าวพีพีทีวี
"หมอทศพร" สเก็ตช์ภาพเหมือน “ชัยเกษม-อนุทิน-ณัฐพงษ์”

“โฆษกภท.” มองวาระเลือกนายกฯต้องด่วนที่สุด ชี้ รธน.เขียนไว้ให้เลือกโดยพลัน 

08.30 น. ที่รัฐสภา น.ส.บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยก่อนเข้าประชุมสภาฯ ว่า การประชุมพรรคมีวาระสำคัญ คือ การพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญ รวมถึงร่าง พ.ร.บ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ที่ค้างจากการประชุมเมื่อ 3 ก.ย.

เธอย้ำว่า การเลือกนายกฯ เป็นวาระด่วนที่สุด เพราะรัฐธรรมนูญระบุชัดว่า “ให้เลือกโดยพลัน” ส่วนการขอเลื่อนวาระขึ้นมาพิจารณาก่อนหรือไม่นั้น ต้องรอดูสถานการณ์ในที่ประชุมจริง

สำหรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ไม่ได้สั่งการพิเศษต่อ ส.ส. โดย ส.ส.พรรคภูมิใจไทยก็ทำงานร่วมกับพรรคอื่นมาตลอด ส่วนกรณีอภิปรายคุณสมบัตินายอนุทิน เธอยืนยันว่า ไม่จำเป็นต้องมี “องครักษ์” คอยปกป้อง ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของประธานที่ประชุม 

ประชาธิปัตย์ “งดออกเสียง” ญัตติเลือกนายกฯ 

09.30 น. นายประมวล พงศ์ถาวราเดช ประธาน สส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้เรียกประชุม สส. เพื่อหาข้อสรุปในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยที่ประชุมได้มีการอภิปรายแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ผลปรากฎว่า สส. ของพรรคมีมติ "งดออกเสียง"

“โรม” เดือด! ถูกติงทำ MOA กับภูมิใจไทยผิดกฎหมาย ลั่นแล้วเมื่อวานทำไมมีบางพรรคลดแลกแจกแถม ยอมรับทุกข้อเสนอพรรคประชาชน

10.35 น. นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายยืนยันว่า พรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้าน และหลังจากก็จะเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งหลังจากนี้ที่จะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย หรือ พรรคภูมิใจไทย ก็ต้องทำงานคู่ขนานกันไป ที่สำคัญไม่มีกฎหมายห้ามฝ่ายค้านเลือกพรรคไหนเป็นรัฐบาล  และการกระทำของพรรคประชาชนไม่ได้ละเมิดรัฐธรรมนูญ

บางช่วงนายรังสิมันต์ กำลังจะกล่าวถึงข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน แต่ถูกนายวันมูหะมัดนอร์ ห้ามว่าอย่าลงรายละเอียด และไม่สามารถบอกได้ว่าผิดหรือไม่ผิด หากมีการชี้แจงก็จะมีคนลุกขึ้นอภิปรายอีก จึงขอให้เป็นไปตามข้อบังคับ เพื่อความสงบในที่ประชุม 

ต่อมานายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนใช้สิทธิชี้แจง เนื่องจากเสียหาย แต่นายวันมูหะมัดนอร์ ไม่ยอมและบอกว่า ให้ฝากนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นผู้พูดแทน

นายรังสิมันต์ จึงตั้งคำถามว่า ที่ถูกกล่าวหาว่า การลงนามในข้อตกลงเป็นสิ่งผิดกฎหมายถือว่าไม่เสียหายหรือไม่ ก่อนจะอภิปรายต่อว่า พวกเราทำข้อตกลงขึ้น แต่เมื่อวานก็มีการลด แลก แจก แถม โดยบางพรรคการเมือง บอกว่าจะรับข้อเสนอทุกข้อของพรรคประชาชน ถ้าหากบอกว่า ข้อเสนอของพรรคประชาชนผิดรัฐธรรมนูญ แล้วพวกท่านรับข้อเสนอทำไม แต่วันนี้เพราะไม่ได้รับเลือก ไม่ได้เข้ารอบ 

ก่อนที่นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ สส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย จะลุกขึ้นประท้วงว่า ขณะนี้มีการพิจารณาว่า จะเลื่อนโหวตนายกรัฐมนตรี หรือไม่เลื่อนโหวตนายกรัฐมนตรี ส่วนสส.จะอยู่ฝั่งไหนก็แล้วแต่ แต่อย่าร้อนตัวเพราะมีคนรู้กันทั้งเมืองแล้ว 

นายรังสิมันต์ ยังอภิปรายทิ้งท้ายว่า ขอให้การประชุมเดินตามระเบียบวาระ ใครจะเห็นว่าเลื่อน ใครจะเห็นว่าไม่เลื่อนก็ว่ากันไป ส่วนเรื่องข้อตกลงระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย จะอภิปรายไม่ไว้วางใจพวกตน ขอให้เป็นวาระต่อไป

“อัครแสนคีรี” ลั่น “กล้าธรรม” หนุน “อนุทิน” นายกฯ คนต่อไป

12.30 น. นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ ในฐานะโฆษกพรรคกล้าธรรม ลุกขึ้นอภิปรายว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพรรคกล้าทำเราได้ทำหน้าที่สนับสนุนรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ ไม่ว่าจะเป็นในยุค นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเราเชื่อว่าประเทศชาติต้องการเสถียรภาพ และพี่น้องประชาชนต้องการให้รัฐบาลเร่งดำเนินการตามนโยบายที่ประกาศไว้กับประชาชน

นายอัครแสนคีรี กล่าวอีกว่า วันนี้สถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติการเมืองไม่หยุดนิ่ง และพรรคการเมืองก็ไม่ควรยึดติดอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากสิ่งนั้นทำให้ประเทศของพวกเราเดินหน้าเข้าสู่ทางตัน ซึ่งพรรคกล้าธรรมครั้งนี้เราจำเป็นต้องตัดสินใจครั้งสำคัญที่จะพาประเทศชาติไปสู่ทางออกของความไม่มีเสถียรภาพ ทั้งด้านการเมือง ด้านนโยบาย

สำคัญที่สุดเราไม่อาจปฏิเสธความต้องการของพี่น้องประชาชนที่คาดหวังว่าสภาแห่งนี้จะรีบคืนอำนาจให้กับพวกเขาให้เร็วที่สุดเมื่อได้นายกรัฐมนตรีท่านใหม่ การโหวตสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเลือกบุคคล ขึ้นมาบริหารบ้านเมือง แต่คือการเลือกที่จะพาประเทศก้าวข้ามความไม่แน่นอนที่สะสมอยู่ในช่วงที่ผ่านมา

สิ่งที่พรรคกล้าธรรมให้ความสำคัญมากที่สุดคือการเปิดประตูไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และคืนอำนาจให้กับพี่น้องประชาชนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เหนือสิ่งอื่นใดพรรคกล้าธรรมตระหนักว่าประเทศไทยเรายืนหยัดได้ด้วยหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาเอกราช และความมั่นคงของชาติ ไม่ให้ชาติไหน หรือประเทศใดมีอิทธิพลเหนือชาติไทย การธำมรงค์คุณค่าทางศาสนา และการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นหลักชัย และศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งแผ่นดิน

“การโหวตในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเลือกนายกรัฐมนตรี แต่คือการเลือกทางออกของประเทศไทย ทางออกจากความไม่แน่นอน ทางออกจากความขัดแย้ง ทางออกสู่ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พรรคกล้าธรรมจึงขอประกาศอย่างชัดเจนว่า เราก็กล้าที่จะสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยความหวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้น ของการคืนสิทธิ์ คืนเสียง คืนอนาคตให้กับคนไทยทั้งแผ่นดิน ธำรงไว้ ซึ่งสถาบันหลักของชาติที่จะทำให้บ้านเมืองมั่นคงแข็งแรง รอดพ้นจากภัยทั้งภายใน และภายนอก” นายอัครแสนคีรี กล่าว

ทั้งนี้ นายอัครแสนคีรี กล่าวทิ้งท้ายว่า สุดท้ายนี้ตนเองขอเชิญชวนพี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ให้ลองเปิดใจ  และให้โอกาสนายอนุทิน ให้ท่านได้ลองแสดงฝีมือในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย

"อนุทิน" ชนะโหวต 311 เสียง ว่าที่นายกฯ คนที่ 32 ของไทย

15.53 น. ผลการลงคะแนนเสียง ปรากฏว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกฯ พรรคภูมิใจไทย ได้รับคะแนนโหวต 311 เสียง ต่อ 152 เสียง เห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ของประเทศไทย

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ