ในการอภิปรายเป็นลำดับสุดท้าย การประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ได้ รวบรวมประเด็นที่เป็นสาระสำคัญ 3 ข้อ
ข้อแรก ข้อห่วงใยถึงการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ว่าขัดต่อระบบการเมืองในระบบรัฐสภาหรือไม่ ที่มีการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยทางอ้อม วัตถุประสงค์เพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ หรือมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร
หลังจากอภิปรายประเด็นดังกล่าว ในญัตติก่อนหน้านี้ที่ขอเลื่อนระเบียบวาระขึ้นมา หลังพรรคประชาชนประกาศข้อตกลง 5 ข้อ ในนั้นมีเรื่องของการคงสภาพการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอยู่
การแสดงออกของพรรคเพื่อไทยได้แสดงออกมาบอกว่า พร้อมรับทุกข้อเสนอและลดแลกแจกแถม หากเลือกคุณชัยเกษมเป็นนายกฯ พร้อมยุบสภาทันที
คำถามของผม เพื่อนสมาชิกที่ลุกขึ้นมาอภิปรายเมื่อสักครู่ที่บอกว่าไม่เห็นด้วยกับการมีรัฐบาลเสียงข้างน้อยเพราะจะขัดต่อการเมืองในระบบรัฐสภา วันนั้นท่านออกมาแสดงความเห็นคัดค้านต่อท่าทีของพรรคท่านหรือเปล่า หรือท่านคิดในใจว่าท่านไม่เคยเชื่อการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยเลย หรือท่านคิดว่า ถ้าพรรคประชาชนยกมือสนับสนุนคุณชัยเกษม ท่านจะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย
จนถึงวินาทีนี้ การอภิปรายของท่านยังไม่สามารถทำให้พวกผมเชื่อได้เลย ว่าหลักการท่านหรืออะไร
สอง ในเรื่องข้อห่วงใยที่บอกว่า จะเชื่อได้อย่างไรว่าการทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรคประชาชนจะถ่วงดุลตรวจสอบรัฐบาลได้ตรงไปตรงมา พรรคประชาชนจะต้องคอยอุ้มคอยแบก เป็นองค์ประชุมให้การประชุมกฎหมายของรัฐบาลหรือไม่
ขอถามว่า ท่านไม่คิดหรือว่า 4-6 เดือนต่อจากนี้ สภาชุดนี้จะเป็นอีกหนึ่งชุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ฝ่ายค้านมีความเข้มแข็งมากที่สุด ตราบใดที่พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยยืนยันจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างตรงไปตรงมา ตอนนี้บวกเลขเรามีกัน 280 กว่าเสียง ทำไมจะไม่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ทำไมเราจะเดินหน้าสู่ทางออกของประเทศในการยุบสภาและแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้
ย้ำอีกครั้ง เชิญชวนให้พรรคเพื่อไทยที่มีอุดมการณ์ใกล้เคียงกัน ทำฝ่ายค้านให้เข้มแข็งสิ เดินหน้าให้เป็นไปตามข้อตกลงที่พรรคปรชาชนเซ็นสัญญาเอาไว้ นอกจากยุบสภาเปิดประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เดินหน้ากระบวนการประชาธิปไตย
ประการสุดท้าย ในเรื่องของการตัดสินใจของพรรคประชาชนวันนี้ มีข้อห่วงใยว่าเรากำลังสนับสนุนอนุรักษ์นิยม ทำลายกระบวนการ ทำลายระบอบประชาธิปไตย เป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่
ไม่ขอพูดอะไรไปมากกว่านี้แต่ขอเวลา 4-6 เดือนต่อจากนี้ที่ผมและท่านทำหน้าที่ฝ่ายค้านร่วมกัน พิสูจน์สิว่า วันนี้เราตัดสินใจและต้องการเดินหน้ากระบวนการประชาธิปไตยจริง ๆ ไม่ใช่วันหนึ่งที่พรรคภูมิใจไทยแยกออกจากรัฐบาล แล้วกฎหมายนิรโทษกรรม กระบวนการประชาธิปไตยอื่น ๆ ท่านผลักดันจริงหรือเปล่า
เราไม่ได้ต้องการมาชวนทะเลาะหรือย้อนหาอดีต วันนี้เราตัดสินใจเพื่อเดินหน้าสู่การเลือกตั้งและเปิดประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พวกผมมีแค่ 143 เสียง ทำเองไม่ได้ ต้องทำร่วมกับท่านครับ พรรคเพื่อไทย ที่เราต้องร่วมกันทำจริง ๆ
ขอเน้นย้ำอีกหนึ่งครั้ง วันนี้สภาผู้แทรราษฎรต้องพิจารณาญัตติโหวตนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 4 ตั้งแต่โหวตคุณพิธา คุณเศรษฐา คุณแพทองธาร และวันนี้กำลังโหวตนายกฯ คนต่อไป
ชุดนี้ชุดเดียว กำลังจะโหวตนายกฯ ครั้งที่ 4 ต้นสายปลายเหตุคืออะไร สุดท้ายได้คำตอบเดียว คือรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนว่า ตกลงประเทศนี้อยู่ในระบอบประชาธิปไตยจริงหรือไม่ ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนของหลักการแบ่งแยกอำนาจ ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ท่านเองก็ได้รับผลกระทบ
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นความซื่อสัตย์สุจริตและมาตรฐานทางจริยธรรมที่ทำให้คุณเศรษฐาและคุณแพทองธารพ้นตำแหน่ง
ยังมีปัญหาเต็มไปหมดที่ทุกคนในสภาได้รับผลกระทบจากกลไกรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ใช่เวลาถกเถียงกันว่าอะไรคือปัญหาของประเทศ ยืนยันอีกครั้ง ว่าการตัดสินใจของพรรคประชาชนเพื่ต้องการหาทางออกให้กับการเมืองไทย เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง และเปิดประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ความชัดเจนต่อจากนี้ด้วยความเคารพ บางอย่างอาจเป้นสิ่งที่ทำให้คุณอนุทินไม่สบายใจบ้าง แต่ยืนยัน ว่าพวกเราให้ความเคารพกับเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในที่ประชุมแห่งนี้เท่าเทียมกัน และเชื่อว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ทุกคนต้องยอมรับ
ข้อที่ 1 เราไม่ได้เลือกคุณอนุทินมาบริหารประเทศ เราเลือกคุณอนุทินมายุบสภาผู้แทนราษฎรภายใต้กรอบเวลาที่ตกลงกัน และเปิดประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ข้อที่ 2 พรรคประชาชนตัดสินใจที่จะเลือกคุณอนุทินเพราะเราได้เซ็นข้อตกลงกัน 5 ข้อ เปิดเผยต่อสถานะ ให้ทุกคนในประเทศได้อ่าน ข้อแรก จะต้องมีการยุบสภาภายใต้กรอบระยะเวลา 4 เดือนหลังจากมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และไม่ควรใช้ข้ออ้างอื่นใดให้ละเมิดกรอบเวลาดังกล่าว เพราะพวกเราเชื่อ ปัญหาใหญ่ของประเทศ ไทย-กัมพูชาและอื่น ๆ ควรต้องให้รัฐบาลชุดใหม่ที่มีความชอบธรรมเข้ามาแก้ไขผ่านการเลือกตั้งใหม่
ข้อสอง เราระบุในข้อตกลง กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าต้องทำประชามติ 3 ครั้ง เราก็ระบุว่า ให้คณะรัฐมนตรีต้องมีมติให้มีการจัดทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งครั้งหน้า และหากมีการทำประชามติ 3 ครั้งจริงตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องอยู่ถึง 4 เดือน ซึ่งเรื่องนี้ ก็คาดหวังว่า รัฐบาลที่จะเข้ามาทำหน้าที่เพื่อเปิดประตูสู่การเลือกตั้งใหม่ ก็พิจารณาตามความเหมาะสมที่ต้องมีการยุบสภาโดยเร็ว
ข้อที่สาม หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้เกิดการทำประชามติ 2 ครั้ง นี่คือโอกาสที่ดีที่สุด ภายใต้ 4 เดือนนี้ที่รัฐสภาของพวกเราจะเปิดช่องในการแก้ไข 256 ให้ทัน ให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วไปทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งครั้งหน้า นี่แหละเริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจริง ๆ นี่คือโอกาสที่ดีที่สุดของประเทศนี้ ในการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ถ้าท่านใดไม่เห็นด้วย ถ้าประชาชน 60 กว่าล้านคนไม่เห็นด้วย มีใครขึ้นมาให้คำตอบได้มั้ย มีโอกาสไหนของประเทศนี้ที่จะดีไปกว่าตอนนี้ที่จะเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญปี 2560 ให้นอนคิดอีก 2-3 เดือนจากนี้ เราคิดข้อเสนอนี้ตั้งแต่ 2 เดือนที่แล้ว และไตร่ตรองกันทุกวินาทีจนถึงวันนี้ นี่คือโอกาสดีที่สุดในการเดินหน้าสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ข้อสี่ การคงสภารัฐบาลเสียงข้างน้อยที่เราระบุในข้อตกลง ย้ำอีกครั้ง พรรคประชาชนพรรคเดียวไม่สามารถคงสภาพฝ่ายค้านเสียงข้างมากได้ ต้องร่วมมือกับพรรคเพื่อไทย ถ้าเห็นด้วยที่จะทำให้มีการปฏิบัติตามข้อตกลง เปิดประตูแก้รัฐธรรมนูญ พวกเราสองพรรคยืนยันได้เต็มปากมั้ย ผมตอบแทนสมาชิก 143 คนได้ ไม่มีใครเป็นงูเห่า ท่านตอบได้มั้ย ท่านตอบได้ เดินหน้าทางนี้แน่นอนไม่มีทางอื่น
ประการสุดท้าย เงื่อนไขข้อที่ 5 หลังโหวตนายกรัฐมนตรี พวกเรายืนยันการเป็นฝ่ายค้าน ไม่ดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี บางคนบอกว่า จะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ชวนไปอ่านมาตรา 106 ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร คือหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีเสียงมากทที่สุดและไม่ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี ไม่เป็นประธานสภา และไม่เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ผมยืนยันว่า ผมทำหน้าที่ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านได้ต่อไปโดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
สิ่งที่ผมอยากทำให้เกิดความชัดเจนเรื่องที่ 3 คือหลักการที่ยึดมาตลอด พรรคใหญ่กว่าคน ประชาชนใหญ่กว่าพรรค เพื่อนสมาชิกตรงนี้อึดอัดใจมากที่จะลงมติโหวตในวันนี้ แต่เมื่อเรามีมติพรรคออกมาแล้ว มีกระบวนการรับฟังสมาชิกพรรคอย่างรอบด้านแล้ว คนที่เป็นเจ้าของพรรคตัวจริง ไม่มีใครจะบิดพลิ้วต่อมติพรรคครั้งนี้ได้
ยืนยันในฐานะหัวหน้าพรรค ถ้ามี สส. คนไหนขัดมติพรรค คุณขัดต่อคุณค่าพื้นฐานของพรรคที่บอกว่าพรรคใหญ่กว่าคน วันนี้เราหนักแน่นในมติของพรรคต่อการตัดสินใจของเรา และเราเดินหน้าอย่างไม่ลังเลไม่ว่อกแว่ก
เรามั่นใจว่าประชาชนใหญ่กว่าพรรค 14 ล้านคนที่เลือกก้าวไกลมา ไม่ใช่สมาชิกพรรคประชาชนทั้งหมด ไม่ได้มีส่วนร่วมในการเข้ามาโหวตเลือกคุณอนุทินในวันนี้ ผมเชื่อ 14 ล้านคนที่กาพรรคก้าวไกลในวันนั้น ไม่มีใครเลือกคุณอนุทินเป็นนายกฯ 14 ล้านคนในวันนั้นไม่มีใครเลือกเพราะอยากเห็นรัฐบาลที่เข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม 14 ล้านคนในวันนั้นไม่มีใครหวังอยากเห็นอำนาจนอกระบบมาแทรกแซงกระบวนการประชาธิปไตย และเชื่อว่า 14 ล้านคนไม่ใช่ทุกคนเห็นด้วยทั้งหมดกับการตัดสินใจของพรรคในวันนี้ แต่ที่อยากยืนยันอีกครั้ง ว่าการตัดสินใจวันนี้ เราตัดสินใจเพื่อคนไทย 60 กว่าล้านคนในการผ่าทางตันให้กับประเทศ เดินหน้าสู่การเลือกตั้งใหม่และแก้ไขรัฐธรรมนูญ นี่คือหลักว่าประชาชนใหญ่กว่าพรรค ตัดสินใจเพื่อประเทศ ไม่ได้ตัดสินใจเพื่อคะแนนความนิยมของพรรคเฉพาะหน้า
ความชัดเจนข้อสุดท้าย ถ้าเรากำลังมุ่งหน้าสู่การเลอกตั้งใหม่ใน 4-6 เดือนจากนี้ เชื่อว่าทุกพรรคการเมืองวันนี้ถนนทุกสายมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้ง ทุกพรรคต้องมุ่งหน้าในการสร้างคะแนนความนิยมให้กับตัวเอง เพื่อให้ทุกพรรคมี สส. ในสภามากสุด ในการต่อรอง ในการได้เก้าอี้รัฐมนตรีในรัฐมนตรีชุดหน้า และมันชัดเจน ถ้าทุกพรรคอยากได้คะแนนนิยมมากขึ้น คุณต้องรักษาสัญญา นี่คือความชัดเจน 5 ข้อหลัก ๆ ที่พรรคประชาชนใช้ในการตัดสินใจเลือกโหวตคุณอนุทินเป็นนายกฯ ในวันนี้
และเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ประเทศไทยจะมีทางออกได้ หากพวกเราเปิดประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ