วันที่ 21 ก.ย. 68 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวประจำสัปดาห์ประเด็นนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ว่า พรรคเพื่อไทยได้ทำโครงการนำร่องในสายสีแดงและสายสีม่วง ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. 66 เป็นระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมาและอาจต้องยุติลงและกลับไปใช้อัตราค่าโดยสารปกติซึ่งสูงสุดถึง 42 บาทเพราะยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยจะพิจารณาต่ออายุให้โครงการนี้หรือไม่
โดยพรรคเพื่อไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลใหม่จะสานต่อสิ่งดี ๆ ที่รัฐบาลเพื่อไทยได้ทำไว้เพราะเป็นประโยชน์กับประชาชน และรัฐบาลจะยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งมากกว่าการปฏิเสธบางโครงการเพียงเพราะเคยเป็นโครงการที่ทำโดยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย จึงอยากเรียกร้องรัฐบาลใหม่ให้มีมติชัดเจนในการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรก ที่จะเดินหน้าสานต่อโครงการนำร่องดังกล่าวรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายก่อนที่โครงการจะถูกยุติลงในวันที่ 1 ต.ค.
นายชนินทร์ยังกล่าวว่า โครงการนี้มีประชาชนที่อาศัยอยู่ในย่านเมืองได้รับประโยชน์กว่าแสนราย เมื่อการดำเนินโครงการนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณมากมายจนเป็นภาระงบประมาณแผ่นดินมากเกินไป โดยอ้างอิงจากข้อมูล เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ที่ผ่านมา พบว่า รถไฟฟ้าสายสีม่วงมีผู้โดยสารเฉลี่ยในวันธรรมดา 81,000-88,000 คน ขณะที่สายสีแดงมีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยในวันธรรมดา 41,000-45,000 คน ซึ่งเมื่อมีผู้มาใช้บริการมากขึ้นยิ่งทำให้รัฐต้องจ่ายชดเชยลดลงไปเรื่อย ๆ
ซึ่งวันที่ 15 ก.พ. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เคยเปิดเผยข้อมูลไว้ว่า โครงการนี้ทำให้รถไฟฟ้าทั้ง 2 สายมีกำไรเพิ่มขึ้นกว่า 12% เนื่องจากจำนวนผู้โดยสารเพิ่ม แม้จะเก็บค่าบริการต่อคนลดลงแต่รายได้เพิ่มขึ้น หมายความว่า รัฐจ่ายค่าชดเชยน้อยลงหรืออาจจะไม่ต้องชดเชยเลย หากจำนวนผู้ใช้บริการมากเพียงพอ
“ดังนั้นหากรัฐบาลชุดนี้ตัดสินใจที่จะไม่สานต่อนโยบาย 20 บาทตลอดสายพรรคเพื่อไทยยืนยันว่าเราจะกลับมาผลักดันโครงการนี้ต่อให้สำเร็จเพื่อช่วยเหลือประชาชนในการลดค่าครองชีพลดค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนต่อไป” นายชนินทร์กล่าว
นอกจากนี้ นายชนินทร์ยังแถลงถึงกรณีรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยว่า รัฐบาลชุดใหม่ควรจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยการซื่อสัตย์สุจริต ยึดผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง มากกว่าผลประโยชน์ของพวกพ้องหรือมีเจตนาในการเข้ามาสะสางปัญหาคดีที่พรรคภูมิใจไทยกำลังเผชิญอยู่
“เพราะวันนี้สิ่งที่หลายคนมีความกังวลต่อรายชื่อคณะรัฐมนตรีที่ปรากฏออกมานั้น คือเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และผลประโยชน์ทับซ้อน รวมถึงมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลการเมือง ซึ่งไม่ใช่แค่รัฐมนตรีที่เป็นสายล่อฟ้าที่เคยครหาในอดีต แต่ปัจจุบันอาจเรียกว่าเป็นรัฐมนตรีปราสาทสายฟ้าคอนเน็กชั่นที่อาจะเข้าไปสร้างปัญหาในการตรวจสอบและดำเนินคดีของหน่วยงานต่าง ๆ” นายชนินทร์กล่าว
นายชนินทร์ กล่าวด้วยว่า พรรคเพื่อไทยได้เตรียม สส. ของพรรคในการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยแยกออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ
1. นโยบายนายกรัฐมนตรีจะแถลงต่อรัฐสภา โดยจะลงรายละเอียดเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ภายในระยะเวลา 4 เดือนตามกรอบที่รัฐบาลได้ทำสัญญากับพรรคประชาชนไว้ รวมถึงเรื่องรัฐธรรมนูญที่จะเปิดทางให้มีการร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับที่จะเกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งครั้งหน้า
2. เรื่องคุณสมบัติของรัฐมนตรีแต่ละคน ความรู้ความสามารถรวมถึงการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ทั้งในคดีการบุกรุกที่ดินเขากระโดง คดีฮั้วสว. รวมถึงรัฐมนตรีคนอื่นๆ ที่มีข้อครหาเรื่องความไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ จากประชาชนรวมถึงถูกชี้มูลความผิด โดยสำนักงานคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่ก็ยังถูกแต่งตั้ง โดยนายกรัฐมนตรีที่มีตั๋วช้างสีส้มจากพรรคประชาชนให้เข้าสู่ตำแหน่ง ซึ่งต้องได้รับการวินิจฉัยในมาตราฐานเดียวกันกับที่รัฐบาลพรรค พท.เคยถูกตรวจสอบด้วย
“ประเด็นหลักที่คิดว่าน่าจะเป็นไฮไลท์สำคัญของการอภิปรายวาระการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาครั้งนี้ คือการตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า การที่พรรคภูมิใจไทยพยายามทุกวิถีทาง ยอมทุกอย่างเพื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ในระยะเวลาเพียง 4 เดือนนั้น มีความเกี่ยวข้องอะไรกับคดีฮั้ว สว. และกรณีที่ดินเขากระโดงหรือไม่ เพราะหัวใจสำคัญของสองเรื่องนี้ หากกระบวนการยุติธรรมได้เดินไปตามกลไกระบบปกติ เรื่องนี้อาจไปถึงทำให้ถึงจุดจบของพรรคการเมืองบางพรรคเลยก็ได้” นายชนินทร์กล่าว