วันที่ 29 ก.ย. 68 เป็นวันแรกของการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยตามรัฐธรรมนูญแล้ว นายกรัฐมนตรีต้องลุกขึ้นอ่านนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภาให้ได้รับทราบ
การแถลงนโยบายจะมีขึ้น 2 วัน คือวันที่ 29 และ 30 ก.ย. 68 โดยการแถลงนโยบายวันแรกเริ่มขึ้นในเวลา 09.00 น. ขณะที่ในวันที่ 2 ทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอให้จบภายใน 18.00 น. เนื่องจากจะมีการประชุม ครม. นัดพิเศษ
“นายกฯ อนุทิน” นำทีมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ยึด 3 เสาหลักสำคัญ ชูคนละครึ่งช่วยลดรายจ่าย
เวลา 09.34 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย นำทีม ครม.เข้าแถลงนโยบายรัฐบาลกล่าวว่า ครม.ขอแถลงหลักการบริหารราชการแผ่นดิน และนโยบายสำคัญของรัฐบาล จะยึดหลักสำคัญ 3 ประการได้แก่
1.พิทักษ์รักษาไว้สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2. ยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
3.ยึดมั่นหลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานธรรมาภิบาล โดยรัฐบาลเข้าบริหารราชการภายใต้สถานการณ์ที่ประเทศไทยเผชิญความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจสังคม การเมือง ความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถการแข่งขันประเทศ ด้วยระยะเวลาที่มีจำกัด งบประมาณที่รัฐบาลนี้ไม่ได้จัดทำ และเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาประเทศได้แก่ ภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยสังคม และภัยสิ่งแวดล้อม ควบคู่การวางรากฐานประเทศ การพัฒนาความสามารถการแข่งขัน การสร้างระบบเศรษฐกิจโปร่งใส สร้างความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยและสันติสุข รัฐบาลจะสนับสนุนการจัดทำประชามติ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รับฟังเสียงประชาชน สร้างการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนให้สอดคล้องคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลกำหนดนโยบายสำคัญแก้ปัญหาเร่งด่วนประเทศ เพื่อคืนความเชื่อมั่น และความสุขให้คนไทยดังนี้
1.ด้านเศรษฐกิจ สร้างรายได้ลดรายจ่ายให้ประชาชนในชีวิตประจำวัน อาทิ ค่าพลังงาน ค่าน้ำดื่มสะอาด ค่าโดยสาร ให้มีกำลังจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น จัดทำโครงการคนละครึ่ง บริหารจัดการราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ควบคู่กับการสร้างรายได้ ความสามารถการแข่งขันแก่ผู้ค้ารายย่อย ผู้ประกอบการ
2.แก้ปัญหาหนี้สินและเพิ่มสภาพคล่องบนพื้นฐานความเสี่ยง ที่เป็นธรรมระหว่างสถาบันการเงินและผู้กู้ อาทิ แก้ปัญหาหนี้ภาคประชาชนรายบุคคลในระบบ รายละไม่เกิน 100,000 บาท ลดปัญหาคนไทยติดกับดักหนี้ การเพิ่มสภาพคล่องผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม รายละไม่เกิน 1,000,000 บาท ควบคู่กับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้ลูกหนี้ที่มีวินัยชำระหนี้สม่ำเสมอ
3.เพิ่มโอกาสการออมของประชาชนรายย่อย
4.ฟื้นความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว สร้างความปลอดภัย และปราบปรามการฉ้อโกงนักท่องเที่ยว
5.เร่งแก้ปัญหาผลกระทบสงครามการค้า จัดตั้งทีมไทยแลนด์ยกระดับการค้าเสรีกับคู่ค้าเดิม ดำเนินการเชิงรุกเปิดตลาดใหม่เพิ่มขึ้น ดูแลผู้ประกอบการเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบรุนแรง จากมาตรการภาษีสหรัฐฯ และสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เอื้อต่อการแข่งขันในปัจจุบันและอนาคต
นายอนุทิน กล่าวว่า ด้านความมั่นคง เร่งแก้ปัญหาพิพาทไทย-กัมพูชาด้วยแนวทางสันติภาพ นำความมั่นคงปลอดภัยแก่ประชาชนตามชายแดนโดยเร็ว รักษาไว้ซึ่งอธิปไตยและเขตแดนที่เป็นของไทยโดยชอบธรรม ตามเส้นเขตแดนที่เป็นสากล และยุติความขัดแย้งผ่านกลไกการเจรจาทางการทูต ที่เหมาะสมควบคู่กับการป้องกันประเทศที่เข้มแข็งตลอดจนทำประชามติให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจ ให้ความเห็นการยกเลิกบันทึก MOU ไทย-กัมพูชา นอกจากนี้จะดำเนินการนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และเร่งแก้ปัญหาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินประชาชนคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ในพื้นที่อย่างยั่งยืน
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ด้านสังคม ปราบการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจัง ไม่สนับสนุนการประกอบธุรกิจพนันทุกชนิดให้เป็นธุรกิจถูกกฎหมาย ไม่สนับสนุนเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่มีธุรกิจพนัน รวมถึงการพนันที่แฝงมาในรูปกีฬา อาทิ โป๊กเกอร์ จะแก้ไข พ.ร.บ.การพนัน เพื่อควบคุมและลดการอนุญาตการเล่นการพนันให้มากที่สุด การรักษาหลักนิติธรรมเคร่งครัด ให้ถือว่าการกระทำของเจ้าพนักงานของรัฐในกรณีเหล่านี้เป็นการทำความผิดวินัยร้ายแรง ต้องดำเนินการทางอาญาเด็ดขาด การขจัดทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างเด็ดขาด ร่วมมือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐภาค เอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อยกระดับ ความเชื่อมั่นของประชาชนและนานาประเทศ การพิทักษ์คุ้มครองพระพุทธ ศาสนาและศาสนาอื่น
ขณะที่ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัย พัฒนาเครือข่ายเตือนภัยพิบัติในพื้นที่ความเสี่ยงสูง เยียวยาฟื้นฟูผู้ประสบภัยเร่งด่วน เน้นนำข้อมูลส่วนราชการส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปปฏิบัติในพื้นที่อย่างจริงจัง การอนุรักษ์ฟื้นฟู รักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบขนส่งสาธารณะ
นายอนุทิน กล่าวว่า ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย เร่งรัดการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเชื่อมโยงกันทั้งระบบ เสนอร่างกฎหมายยกระดับการบริหารภาครัฐ และอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจและประชาชน บูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม การเร่งรัดการปฏิรูปกฎหมาย ยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรค สร้างภาระแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ
นายอนุทิน กล่าวว่า นอกจากนี้จะผลักดันแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน ในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง อาทิ การให้คนไทยทุกช่วงวัย ทุกกลุ่มเข้าถึงสิทธิการศึกษา ระบบสาธารณสุขอย่างทั่วถึง เท่าเทียมการผลักดันกฎหมายปฏิรูปการศึกษา การพัฒนาบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ การวางรากฐานปรับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศไปสู่ยุคใหม่ จากเดิมเน้นปริมาณ ไปสู่การสร้างมูลค่า ยกระดับภาคเกษตรกรรมไทยไปสู่เกษตรอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดความเสี่ยงภัยธรรมชาติ การวางรากฐาน SMEs ก้าวทันโลกควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ สนับสนุนผู้ประกอบการเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสม การผลักดันกฎหมายสำคัญรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับการพัฒนาประเทศควบคู่กับการส่งเสริมให้ประชาชนทุกภาคส่วน มีส่วนร่วมในโครงการขนาดใหญ่ การสืบสานต่อยอดโครงการพระราชดำริ
“รัฐบาลมีความมุ่งมั่นบริหารราชการแผ่นดิน ขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ควบคู่กับการวางรากฐานประเทศนำพาประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลัง ความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และมีคุณธรรม ยึดประโยชน์ประเทศเป็นที่ตั้ง สร้างความเชื่อมั่นการดำเนินนโยบายการคลังให้น่าเชื่อถือ โปร่งใส มีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง เน้นการบริหารงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 เป็นหลัก จะใช้จ่ายงบประมาณด้วยความรอบคอบ ในฐานะนายกรัฐมนตรีจะบริหารราชการแผ่นดินให้สามารถแก้ปัญหาประเทศ พร้อมวางรากฐานพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในทุกมิติ เพื่อความอยู่ดี มีสุขของประชาชน” นายอนุทิน กล่าว
กล่าวถึงกรณีชายแดนกัมพูชาก่อนแถลงนโยบาย
เวลา 08.20 น. นายกฯ อนุทินให้สัมภาษณ์ก่อนการแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา โดยให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องของการเตรียมความพร้อมลงพื้นที่ชายแดนว่า ตอนนี้พื้นที่ที่มีความตึงเครียดอยู่ตั้งแต่จังหวัดที่มีชายแดนติดต่อกับฝั่งกัมพูชาทั้งหมดตนได้มีการประสานกับฝ่ายกองทัพและเราเสริมทั้งฝ่ายตำรวจและฝ่ายปกครองเข้าไปด้วย
โดยเมื่อคืนได้มีการพบกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ท่านรายงานว่าท่านจะเสริมตำรวจเข้าไปในบริเวณชายแดนเพื่อช่วยพี่น้องทหาร และตนได้มีการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรวมถึง ผบ.เหล่าทัพ ที่รับผิดชอบอยู่ตรงนั้น ก็ กำลังจะมีการจัดให้พบกันทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายตำรวจรวมถึงฝ่ายทหารเพื่อที่จะแบ่งแยกหน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชน
ทั้งนี้ เราก็ต้องมีการเตรียมพร้อมเรื่องของศูนย์อพยพศูนย์พักพิงเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าประชาชนของเรานั้นปลอดภัยแต่ เมื่อมีการอพยพออกมาแล้วตนก็ได้มอบเป้าหมายไปว่า สิ่งที่จะทำให้ประชาชนรู้สึกแตกต่างต้องมีเพียงแค่จุดเดียวคือไม่ได้นอนที่บ้าน ใช้ชีวิตรวมถึงคุณภาพชีวิตรวมถึงอาหารการกิน เครื่องนุ่งห่ม ที่หลับที่นอน มีมาตรฐาน ส่วนเรื่องของอินเตอร์เน็ต กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จะต้องมีรถโมบายเข้าไปเพื่อลดความตึงเครียดและ ทำให้ประชาชนให้ความร่วมมือกับทางการมากที่สุด
ส่วนเรื่องของมาตรการตอบโต้นั้นอย่างที่ตนได้เรียนไว้ว่าตนไฟเขียวให้กับทางกองทัพมีอำนาจในการตัดสินใจในเรื่องของการรักษาอธิปไตยของประเทศ
ส่วนกระแสข่าวในเรื่องของเสบียงอาหารของทหารพื้นที่ชายแดนตอนนี้ที่เหมือนจะขาดแคลนต้องกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและปลากระป๋องนั้น นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าตนได้คุยกับ ผบ.เหล่าทัพ ต้นยังไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้แต่ได้แจ้ง ผบ.เหล่าทัพไปแล้วว่า หากขาดเหลือสิ่งใดที่จะต้องทำให้ไปดูแล หรือเพื่อสร้างกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เพื่อสมบูรณ์พร้อมรบก็ขอให้แจ้งทางเรามาเราจะสนับสนุนทุกวิถีทาง
เมื่อถามว่าพร้อมหรือไม่สำหรับการแถลงนโยบายของรัฐบาลที่รัฐสภาวันนี้ นายกรัฐมนตรีตอบกลับว่าก็ผู้สื่อข่าวให้ไปก็พร้อม ตนขอตัวไปเปลี่ยนชุดก่อน
จัดกิจกรรมเนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย
เมื่อเวลา 08.00 น. นายกฯ อนุทิน นำรัฐมนตรีและข้าราชการทำเนียบ เคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทยเนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย ก่อนเข้าแถลงนโยบายที่รัฐสภา ประจำปี 2569 บริเวณเสาธง หน้าตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
โดยกิจกรรมนี้มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทย
"ณัฐพงษ์" ย้ำพรรคประชาชนหนุน "อนุทิน" เป็นนายกฯ หวังเปิดประตูแก้ รธน.
ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 วันที่ 29 กันยายน 2568 วาระคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวอภิปรายเป็นคนแรกภายหลังนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบาย
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า วันนี้เป็นหมุดหมายในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรคประชาชน เพื่อนับถอยหลังสู่การยุบสภา และการทำประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมชวนทุกคนหวนรำลึกว่า ตั้งแต่วันที่เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกในชีวิต มีประสบการณ์อย่างไร
รุ่นแรก รุ่นพ่อแม่ของตน หรือผู้ใหญ่ที่เกิดในช่วงปี 2500 กว่า ๆ วัยหนุ่มสาวอยู่ในยุคเศรษฐกิจ ‘โชติช่วงชัชวาล’ GDP ของประเทศเติบโตเฉลี่ยปีละ 9.7% จนได้รับฉายาว่า เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย คนในวัยนี้ผ่านรัฐประหารมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 ครั้ง
รุ่นต่อมา คือรุ่นของตนเอง ที่เกิดในช่วงปี 2530 จำความได้ว่า ผ่านมา 19 ปี หลังการรัฐประหารปี 2549 ที่ทำให้ชีวิตตนเองต้องผ่านการรัฐประหารเพิ่มอีก 2 ครั้ง นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งถูกปลดจากตำแหน่งไป 5 คน พรรคการเมืองสำคัญถูกยุบไป 7 พรรค และการเลือกตั้งถูกล้มไปอีก 2 คน และในช่วง 2 ปีนี้ ก็ต้องเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไปถึง 3 คน
“แต่ไม่ว่าคนรุ่นไหนในประวัติศาสตร์ชาติไทย มีคนไทยยุคไหนหรือไม่ ที่ตั้งแต่วันที่เขาเกิด จนวันที่มีสิทธิเลือกตั้ง ประเทศไทยไม่เคยมีการรัฐประหารเลย แปลว่าที่ผ่านมา ไม่มีคนไทยสักรุ่นเลยที่เกิดและโตในประเทศนี้ และอยู่ประชาธิปไตยเต็มใบเสียที” นายณัฐพงษ์กล่าว
อ่านต่อ: "ณัฐพงษ์" ย้ำพรรคประชาชนหนุน "อนุทิน" เป็นนายกฯ หวังเปิดประตูแก้ รธน.
"ชลน่าน" เดือด! ถามนโยบาย ภท. 4 เดือนทำได้จริงหรือ?
นายแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีโดยนายกรัฐมนตรี ที่เพิ่งแถลงนโยบายจบไปเมื่อสักครู่ เราได้มีการติดตามตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ยังไม่ได้มีการออกนโยบาย สิ่งที่เราให้ความสนใจในเรื่องนี้เพราะเป็นเรื่องสำคัญของประเทศชาติบ้านเมืองและประชาชนโดยเฉพาะในภาวะวิกฤติเยี่ยงนี้ ในภาวะที่สภาวะทางการเมืองไม่เป็นเป็นปกติเยี่ยงนี้
ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยได้เวลาในการอภิปรายทั้งหมด 6 ชั่วโมงในการอภิปราย 26 คนให้คุ้มค่าที่สุดในการอภิปรายซักถามนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบาย แน่นอนพวกเราจะรักษาการอภิปรายของเราให้ เป็นไปตามข้อบังคับและไม่ออกนอกกรอบอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ ในการอภิปรายหรือซักถามการอภิปรายนั้นไม่มีการลงมติสามารถคานได้และสนับสนุนได้แต่เรื่องสำคัญคือความเหมาะสมของนโยบายและความสามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดินให้สำเร็จตามนโยบายตรงนี้ตนมองว่าเป็นเรื่องหลัก โดยเรามุ่งเน้น 3 ประเด็นหลักคือ
1. นโยบายเหมาะสมหรือไม่ ทำได้หรือไม่ทำดีหรือเปล่าหรือทำเป็นหรือเปล่า อย่างไรก็ตามเป็นการปรามาสความสามารถของคณะรัฐมนตรี แต่เรามองจากระยะเวลาที่จำกัดท่านสามารถทำได้หรือไม่ งบประมาณที่ใช้ในการคำแถลงจะเขียนไว้ ถือว่าเป็นการเขียนที่ครอบคลุมบทบัญญัติรัฐธรรมนูญทุกอย่างหาที่ติไม่ได้ตนขอชื่นชม งบประมาณที่จะนำมาใช้เขียนไว้ชัดเจนว่าที่มาของเงินมาจากไหนและจะปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดย พ.ร.บ. โดยเฉพาะ พ.ร.บ.งบประมาณประจำปีอย่างเคร่งครัด แต่จะเป็นอย่างนั้นหรือไม่ก็ต้องตามกันต่อ
2. ผู้ที่จะมาบริหารด้วยความสามารถบริหารนโยบาย โดยเพื่อนสมาชิกพรรคเพื่อไทยจะลงรายละเอียดให้รับทราบอีกครั้งว่าทำไมเราถึงเห็นว่านโยบายที่ นายกรัฐมนตรีแถลงนั้นจะไม่มีผลสำเร็จได้เลยหรือสำเร็จได้ก็อาจจะเป็นโมฆะ เพราะผู้บริหารนโยบายเป็นผู้ที่มีความไม่เหมาะสมและมีคุณสมบัติต้องห้ามที่ไม่สามารถที่จะทำนโยบายนี้ได้
3. โอกาสของประชาชนที่จะสูญเสียไปจากการดำเนินการนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ใน 3 เรื่องนี้ เราได้มีการวางและกำหนดเส้นทางหลักในการอภิปรายไว้
นายแพทย์ชลน่าน กล่าวต่อว่า 4 เดือนที่ท่านบอกว่าจะยุบสภาตนมั่นใจว่าท่านยุบสภาแน่เพราะหากไม่ยุบท่านจะเสียหายเยอะมากแต่หากท่านยุบ แล้วคิดว่าได้คะแนนมหาศาลท่านยุบแน่นอน ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าท่านจะใช้4เดือนนี้ ดึง ถ่วง และยุบคดีที่เป็นปัญหาอยู่ และ หลังจากนั้นก็จะกลายเป็น 4 หายนะให้กับประเทศ
อ่านต่อ: "ชลน่าน" เดือด! ถามนโยบาย ภท. 4 เดือนทำได้จริงหรือ?
“อนุทิน” ให้คำมั่น! เตรียมประกาศยุบสภา 31 ม.ค. 68
29 ก.ย. 68 เมื่อเวลา 10.50 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนคณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ลุกขึ้นชี้แจงนพ.ชลน่านศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทยว่า ที่ตั้งคำถามต่อรัฐบาลของตนทำได้ หรือ ทำเป็น ทำดีหรือไม่ คำตอบคือ ทำได้ สิ่งที่ถูกเขียนในคำแถลงนโยบายเป็นสิ่งที่ได้ผ่านการกลั่นกรอง มาแล้วว่า พวกเราทุกคนต้องทำได้ เพราะวิธีการทำงานของตนนั้น ทำได้เร็ว และต้องทำเลย และทำเป็น เพราะตนคัดสรรบุคคลให้มาเป็น รัฐมนตรี ซึ่งได้ตรวจสอบแล้วยืนยันว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และประชาชน ฐานะผู้มีพระคุณต่อตนและรัฐบาลปัจจุบัน
“ทำดีหรือเปล่า คนเราถ้ามาถึงตำแหน่งนายกฯ แล้ว กว่าถึงจุดนี้ได้ ใช้เวลาเป็น 10 ปี ถือโอกาสนี้ทำดีที่สุด เป็นเกียรติประวัติของประเทศ ประชาชน ที่คนที่เป็นนายกฯ ต้องรับผิดชอบ ใน4ประเด็นที่บอกไว้ต่อเนื่องถึงการขาดโอกาส ผมว่านี่คือโอกาสที่ดีที่สุดที่รัฐบาลจะได้แสดงผลงาน เพราะรัฐบาลนี้ผมได้ทำความเข้าใจกับรัฐมนตรีทุกคนว่าไม่มีคำว่าคนละพรรค ไม่มีขัดแข้งขัดขา หรือกังวลใดๆที่เห็นว่าพรรคไหนทำแล้วได้รับความนิยมจากประชาชนมากกว่า ผมอาจโชคดีที่สั่งสอนให้เป็นคนใจกว้าง อะไรที่เป็นเครือข่ายการทำงาน ที่ผมเกี่ยวข้อง ใครทำอะไรและประสบความสำเร็จเป็นประโยชน์ ผมจะอนุโมทนาสาธุ ชื่นชมและสนับสนุนให้ทุกคนที่ทำงานร่วมกับผมประสบความสำเร็จสูงสุด” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องขาดฝีมือ ตนให้ความเชื่อมั่นว่าทุกคนในรัฐบาล ตนคัดเลือกเองและสิ่งสำคัญ คือนอกจากเรื่องของคุณงาม ความดีที่แต่ละคนมีความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาาชนและผลงาน ความรู้ปะสบการณ์ขอให้ความมั่นใจว่ารัฐบาล 4 เดือนมีบุคลากรมีฝีมือ มีความสามารถ ประสบความสำเร็จ ที่กังวลว่าขาดความโปร่งใส ขอให้สบายใจ เพราะตนรับฟังทุกคำ จดทุกความกังวลพร้อมชี้แจง ความโปร่งใสต้องทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบววนการ ถูกกฎหมาย ถูกระเบียบและใจกล้าให้ทุกคนตรวจสอบได้ ยืนยันรัฐบาลต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
“ขาดอนาคตประชาธิปไตย ประชาธิปไตยคือ เคารพเสียงส่วนใหญ่ ไม่เอาแต่ใจมาตัดสิน มีความเป็นตัวของตัวเองผมมองเห็นต่าง เพราะจากนี้ไปรัฐบาลนี้จะวางรากฐานแนวทางแบบอย่างที่ดีเป็นรัฐบาลให้อนาคตประชาธิปไตยสดใส อย่างน้อยนายกฯ คนนี้จะไม่มีใครบงการได้ คิดเอง หารือกับ ครม. และสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด เพื่อตัดสินใจทำประโยชน์สูงสุดให้ประเทศและประชาชน” นายอนุทิน กล่าว
นายกฯ กล่าวต่อว่า ที่กล่าวหารัฐบาลเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ พูดไม่ผิด ขอให้นับวันที่ 1 ต.ค. เป็นวันแรก 31 ม.ค. ยุบสภาแน่นอน ถือเป็นพันธะระหว่างพรรคที่ลงนามในข้อตกลงกับพรรคประชาชน แต่ตนขอกระทำและทำให้สำเร็จคือเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจที่เข้ามาแก้ไขความเสียหายของประเทศที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลที่แล้วมา และครม.ของตนอีก 35 คนทำทุกอย่างเพื่อเรียกความเสียหาย ความสูญเสีย เรื่องเกียรติภูมิของประเทศ เศรษฐกิจ ขวัญกำลังใจ ความปลอดภัยของประชาชนกลับมาสู่คนไทยในระยะเวลาทำงาน 4 เดือน คนมั่นใจว่าทำได้
“บางทีการทำงานนั้นทุกคนมีความรู้ความสามารถแต่ต้องไม่เปรียบกัน ที่ว่าท่านทำไม่ได้ คนอื่นทำไม่ได้ ท่านมาอยู่กระทรวงสาธารณสุข 7 เดือน ผมก็อยู่ 7 เดือน ผมมั่นใจทำอะไรเยอะมาก ทั้งโควิด เหตุการณ์วิกฤตสาธารณสุข อาจมีบทบาทมากกว่าที่ท่านดำรงตำแหน่งอยู่ ผมขอเคลมว่า ตนเคารพศรัทธากับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค แต่30บาทรักษาทุกที่ อนุทินครับ ไม่ใช่ชลน่าน เพราะผมทำมาตั้งแต่กระทรวงสาธารณสุข 4 ปี ผมใช้เวลาประสานงานกับสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ ฟอกไตฟรี แต่เสียดายรัฐบาลชุดที่แล้วเอาฟอกไตฟรีทั้งหมดออกไป เหลือบางส่วนซึ่งภายใน2 เดือนนี้ รมว.สาธารณสุขจะต้องเอากลับมา หากทำไม่ได้ผมจะไปเป็นรมว.สาธารณสุขเอง” นายอนุทินกล่าว
นายกฯ กล่าวอีกว่า ขณะที่ประเด็นผลประโยชน์ส่วนใหญ่ไม่ตรงความต้องการของประชาชน ตนขอมองต่างเพราะรัฐบาลยกเลิกกาสิโน เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เงินดิจิทัลให้ประชาบชน เราไม่มอมเมาประชานด้วยการพนันหรือ ใช้ธุรกิจการพนันขยายตัวเศรษฐกิจ ซึ่งความเห็นต่างนั้นเป็นเหตุผลที่พรรคภูมิใจไทยถูกเชิญออกจากการร่วมรัฐบาลสมัยนั้น มีความพยายามหลายเรื่อง ไปเตะความมั่นคง เสียหายประเทศ ตนตัดสินใจไม่ร่วมนโยบายนี้ถือเป็นเกียรติที่ถูกเชิญออกมา
"กรณีดึงซื้อ 1,000-2,000 รวมเป็นตัวเลขหลายล้าน ถือเป็นตัวเลขอัปมงคล มีความพยายามมีตัวเลขนี้ มาทำให้คนในพรรคฝ่ายค้านหลายคนสมัยนั้นไขว้เขว แต่โชคดีที่ทุกนเห็นว่าไม่เป็นมงคล เป็นตัวเลขที่เอาไปแล้ว ไปทำให้อนาคตของประชาธิปไตยมืดมน แต่คนที่ทำเป็นคนในฝั่งรัฐบาลตอนนั้นไม่มาจากพรรคภูมิใจไทยแน่นอน ขอให้มั่นใจทีมงานพร้อมพิสูจน์ ผมและครม. ตอบแทนได้ว่านโยบายและการทำงานต้องทำหนัก ผลักดันทุกนโยบายเป็นทางออกประเทศ” นายกฯ ชี้แจง
นายอนุทิน กล่าวว่า เราเคยอยู่ด้วยกัน 20 ปีก่อน อยู่ในรัฐบาลของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เมื่อมีการประชุมครม. มีการพูดถึงปัญหา ทั้งที่เป็นสิ่งที่ต้องทำ ตนเป็นรัฐบาล ขณะที่นพ.ชลน่านเป็น เลขานุการรมว.สาธารณสุข ตนจำว่า นายทักษิณไม่พอใจ ครม. ที่นำเอาปัญหามาเป็นข้อแก้ตัวในการทำงาน ตั้งแต่วันนั้นบอกกับตนเองว่าจะไม่มีวันให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น หากตนทำงานที่ไหน เมื่อมีปัญหาจะปิดไมค์แล้วบอกว่า จำไว้นะ ผู้แพ้จะเห็นปัญหาในทุกทางออกและผู้ชนะจะเห็นทางออกในทุกปัญหา ทั้งนี้ ตนและครม. เป็นตัวอย่างหลัก ชนะไม่ชนะไม่รู้ แต่ตนเห็นทุกทางออกในทุกปัญหา