วันที่ 12 ต.ค. 68 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหมวด 15 ที่จะมีการประชุมในวันที่ 14 - 15 ต.ค. ขณะมีร่างแก้ไขทั้งหมด 3 ร่างคือของพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย
โดยพรรคเพื่อไทยยืนยันว่า เพื่อให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ราบรื่นมากที่สุด ยินดีที่จะเปิดทางและรับหลักการในวาระ 1 ทุกฉบับ เพื่อเร่งรัดให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ให้มาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
แม้เรื่องการรับหลักการทั้ง 3 ร่างจะไม่มีปัญหา แต่พรรคเพื่อไทยยังมีข้อกังวลและข้อห่วงใยต่อรายละเอียดในร่างของพรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากที่มาของ สสร. ในร่างดังกล่าวมีจุดอ่อนในเรื่องความยึดโยงกับประชาชน คือ ผู้เสนอตัวเป็น สสร. สามารถเข้าสู่การเลือกของสมาชิกรัฐสภาได้เลย โดยไม่ต้องผ่านกลไกกลั่นกรองหรือเลือกโดยประชาชน ผ่านการเลือกตั้งทางตรงก่อน ซึ่งอาจนำไปสู่ สสร. จัดตั้งผ่านกระบวนการฮั้วกันโดยไม่ต้องสนใจคุณสมบัติหรือความเหมาะสมในสายตาประชาชน
ส่วนร่างของพรรคประชาชน แม้จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของ สสร. แต่ยังมีโครงสร้างของสภาที่ปรึกษาการยกร่าง ซึ่งสภาตัวนี้มาจากการเลือกตั้งทางตรง ดังนั้นมีความกังวลว่า ในอนาคตอาจมีผู้หวังที่จะขัดขวางกระบวนการนำเรื่องนี้ไปเป็นประเด็นร้องศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความว่าเป็นการเลือกตั้งทางตรงหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกยืดระยะเวลาออกไป
พรรคเพื่อไทยจึงเห็นว่า ในการลงมติชั้นรับหลักการ หากสมาชิกรัฐสภารับหลักการทั้ง 3 ร่าง พรรคเพื่อไทยจะเสนอขอให้ใช้ร่างของพรรคเพื่อไทยเป็นร่างหลักในการพิจารณาต่อในชั้นกรรมาธิการ เพื่อจะได้ยึดโยงกับประชาชนและลดความเสี่ยงที่จะถูกศาลรัฐธรรมนูญตีความในอนาคต
นายชนินทร์ระบุว่า รายละเอียดร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย มีการจัดตั้ง สสร. ทั้งหมด 151 คน โดยที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทางตรงแต่เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม ประกอบกับการแต่งตั้งของกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ซึ่งเป็นรูปแบบตรงกลางและสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทำให้เกิดขึ้นได้จริง
โดย สสร. ของพรรคเพื่อไทยแบ่งเป็น 2 ประเภท ประเภทที่ 1 คือ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมจำนวน 100 รายชื่อ และใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งซึ่งจะคำนวณจากประชากรในแต่ละจังหวัด ส่วนกระบวนการเลือกคือ 1.ประชาชนเลือกมา 300 คนรวมมั้งประเทศ 2.กกต.รับรองผลและส่งรายชื่อให้รัฐสภา และ 3.รัฐสภาคัดเลือก สสร. 100 คน
ประเภทที่ 2 คือ สสร. ที่รัฐสภาเป็นผู้แต่งตั้งจากการเสนอชื่อของกลุ่มองค์กรอิสระจำนวน 51 รายชื่อ
นายชนินทร์ระบุว่า หวังว่าจะได้รับการรับหลักการจากทั้ง สส. และ สว. เพื่อให้นำไปแปรญัตติต่อในชั้นกรรมาธิการและคาดหวังว่าจะเป็นร่างหลักตรงกลางที่ได้ความยอมรับจากทุกฝ่ายและนำมาซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างเป็นธรรม เชื่อว่าภายใต้ข้อจำกัดของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ห้ามให้ประชาชนเลือก สสร. โดยตรง
"แนวทางของพรรคเพื่อไทยจะเป็นไปได้จริง ได้ สสร. ที่ยึดโยงกับประชาชนสะท้อนเจตนารมณ์ของทุกฝ่ายทางการเมือง การฮั้วการทำได้ยากและไม่มีฝั่งใดสามารถผูกขาดความเป็นเสียงข้างมากได้ และฝากไว้ว่าหากดีลหรือ MOA ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยยังมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่บ้าง เราก็คาดหวังว่าการนับหนึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในครั้งนี้ จะได้รับความเห็นชอบจาก สว. และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลลัพธ์ที่ปลายทางจะไม่เปิดช่องให้เป็น สสร. ฮั้ว หรือมีเหตุเป็นมวยล้มต้มคนเชียร์ล้มพับกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" นายชนินทร์กล่าว