ถอดคำชี้แจง “อภิสิทธิ์-นิสิตจุฬาฯ” กรณีสลายชุมนุมเสื้อแดง ปี 53

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ถอดเนื้อหาคำชี้แจง “อภิสิทธิ์” ตอบคำถามนิสิตจุฬาฯ ต่อกรณีการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ปี 2553 ว่าด้วยหลักความรับผิดชอบ-คดีความ-การเรียกร้องความเป็นธรรม

จากกรณีวันที่ 2 พ.ย. ที่ผ่านมา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการเชิญ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นวิทยากรพิเศษบรรยายในหัวข้อ “นโยบายสาธารณะและทฤษฎีปฏิบัติ” โดยก่อนที่การบรรยายจะเริ่มขึ้นมีกลุ่มนิสิตจำนวนหนึ่ง ถือป้ายประท้วงนายอภิสิทธิ์ต่อกรณีการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในปี 2553 ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ได้พูดคุยกับนิสิตกลุ่มดังกล่าว และถูกเผยแพร่โดยสำนักข่าวประชาไท

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตอบคำถามนิสิตจุฬาฯ FB / เนเน่ รัดเกล้า สุวรรณคีรี
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตอบคำถามนิสิตจุฬาฯ ต่อกรณีการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ปี 2553

โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากถามว่าหลักความรับผิดชอบคืออะไร ก็ต้องบอกว่าเหตุการณ์ในปี 2553 น่าจะเป็นเหตุการณ์เดียวที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ตนทำแตกต่างจากเหตุการณ์อื่นๆ หนึ่งคือการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาเพื่อสอบข้อเท็จจริง ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ทำงานเกินอายุรัฐบาลของตน เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุที่จะบอกว่าตนไปแทรกแซงอะไรได้ เพราะข้อสรุปของคระกรรมการชุดดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ส่วนการตรวจสอบคืออะไรนั้น การตรวจสอบก็คือทางฝ่ายค้านได้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจและได้ยื่นดำเนินคดีอาญากับตนต่อ ป.ป.ช. ต่อมา ป.ป.ช.ก็ได้ข้อสรุปหลังจากนั้นประมาณ 5-6 ปี โดย ป.ป.ช.ได้มีการไล่ดูว่าบทบาทของตนในเหตุการณ์ทั้งหมดนี้คืออะไร หมายความว่าเอาคำสั่งทุกคำสั่งมาดูว่าที่มีการสั่งการรักษาความสงบในครั้งนั้นคืออะไร แล้วก็พบว่าคำสั่งของตนไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา เนื่องจากคำสั่งการใช้กำลัง คำสั่งการใช้อาวุธทุกอย่างมีรายละเอียดหมดว่าจะต้องใช้ในสถานการณ์ใด และจริง ๆ ไม่ใช่แม้แต่คำสั่งของตนด้วยซ้ำ แต่เป็นคำสั่งของศูนย์ที่ตนตั้งขึ้นมาในการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน” หรือ ศอฉ.) ต่อมารัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็เอาเรื่องนี้ไปเข้ากรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) โดยนายธาริต เพ็งดิษฐ์(อธิบดีฯในขณะนั้น) และก็ส่งฟ้องตนในข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล โดยผ่านการพิจารณา 3 ศาล และศาลก็ยกฟ้อง

“ดังนั้น ถ้าถามว่าหลักความรับผิดชอบผมคืออะไร คือผมให้ทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยปกติ แม้กระทั่งวันที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์มีคนมาขู่ผม ว่าโทษผมถึงขั้นประหารชีวิต ขอให้นิรโทษกรรมทุกฝ่าย ที่เขาเรียกกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย ก็คือให้นิรโทษกรรมผมด้วย และนิรโทษกรรมคุณทักษิณ เรื่องคดีคอร์รัปชันด้วย ผมก็ปฏิเสธ และแสดงจุดยืนคัดค้าน ดังนั้นในหลักของความรับผิดชอบ ผมทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้”นายอภิสิทธิกล่าว

นายอภิสิทธิ์ อธิบายอีกว่า ตนยืนยันว่าคดียังไม่จบ เพราะหลักการที่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายอาญา ก็คือตามที่ ป.ป.ช. ชี้ว่าในภาพรวมคำสั่งข้างบนทั้งหมดไม่มีอะไรที่ผิด แต่เมื่อมีผู้เสียชีวิตก็ต้องมีการไต่สวนสาเหตุการเสียชีวิต ดังที่ศาลไต่สวนเบื้องต้นไปแล้ว อย่างกรณีของคุณพัน คำกอง (ผู้เสียชีวิตในการสลายการชุมนุม) หรือเหตุการณ์ที่เกิดตรงอนุสาวรีย์ต่าง ๆ จากนั้นก็ต้องไปสอบว่าผู้ที่เกี่ยวข้องตรงนั้นคือใคร และถ้าหากไปเกี่ยวพันกับคำสั่งที่เหนือจากนั้นก็มีความผิด ดังนั้นถ้าพูดถึงหลักความรับผิดชอบ ตนก็นึกไม่ออกว่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ ในขณะที่หลายเหตุการณ์ทุกคนนิรโทษกรรมตัวเอง ตั้งกรรมการสอบแต่ก็มีอำนาจเหนือกรรมการเหล่านั้น

“แต่สำหรับผม ป.ป.ช., ศาลทั้ง 3 ศาล, กรมสอบสวนคดีพิเศษ, คณะกรรมการอิสระไต่สวนข้อเท็จจริง และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เขาทำงานเต็มที่หมดแล้ว ผมฟ้องกลับคุณธาริต 3 ศาล คุณธาริตผิดติดคุกเพราะกลั่นแกล้งผม เพราะข้อเท็จจริงปรากฏว่าเหตุการณ์เป็นแบบนี้ คุณธาริตก็ทราบเพราะอยู่ใน ศอฉ. ดังนั้นผมก็เข้าใจว่า พวกเราอ่านเหตุการณ์ก็อาจจะมีความคิด ความเชื่อ ไม่ตรงกับสิ่งที่คิดว่าผมประสบมา”นายอภิสิทธิกล่าว

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวว่า ส่วนรายละเอียดในข้อเท็จจริงระหว่างการชุมนุมว่ามีการประนีประนอมหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า เหตุการณ์ในปี 2553 ถือว่าต่างจากหลาย ๆ เหตุการณ์ที่มีนัยสำคัญ โดยมีข้อเท็จจริงที่ในขณะนี้ทุกฝ่ายยอมรับแล้ว ว่ามีการใช้อาวุธสงคราม ซึ่งตนไม่ได้กล่าวหาผู้ชุมนุม แต่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการชุมนุมจากกองกำลังติดอาวุธ แม้แต่สมเด็จฯ ฮุน เซน ก็ออกมาพูดว่าเป็นคนให้อาวุธมาเอง มีการวางระเบิด มีการยิงจรวด ทหารเสียชีวิต ประชาชนเสียชีวิต ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในการชุมนุมครั้งอื่นเลย

และ 2 เหตุการณ์ที่ตนยืนยันมาโดยตลอดว่า อย่างไรก็ควรจะหาข้อเท็จจริงให้ถึงที่สุด ก็คือหนึ่ง กรณีพลตรีขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธแดง เสียชีวิต เพราะว่าเสธแดงถูกลอบสังหารชัดเจน ใครสั่งตรงนั้นผิดแน่นอน ส่วนกรณีที่สองคือการเสียชีวิตในวัดปทุมฯ ซึ่งตนเป็นรัฐบาลอยู่ในขณะนั้น ผู้ชุมนุมเขาเลิกการชุมนุมแล้ว มีเหตุอะไรที่ตนจะต้องไปสั่งให้ทำร้ายประชาชน เพราะเหตุการณ์ตอนนั้น การสลายการชุมนุมจบไปแล้ว

โดยนายอภิสิทธิ์ ยังได้อธิบายข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่เกิดขึ้นในตอนนั้นว่า วันที่ 10 เม.ย.2553 มีการชุมนุมอยู่ 2 จุด ได้แก่ บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ และบริเวณราชประสงค์ โดยตนได้ส่งทหารเข้าไปเพื่อที่จะเคลียร์บริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ ทหารที่ส่งเข้าไปชุดแรกไม่มีอาวุธจริง

ระหว่างนั้นนิสิตกลุ่มดังกล่าว ตั้งคำถามว่า กระสุนยางถือเป็นอาวุธหรือไม่ ซึ่งการใช้กระสุนยางก็ห้ามยิงเข้าที่ท่อนบนลำตัว แต่กรณีดังกล่าวมีคนโดนยิงเข้าที่หัว ซึ่งถือเป็นการละเมิดคำสั่งหรือไม่ และทำไมไม่มีการดำเนินคดีใด ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ตอบว่า คำสั่งของตนคืออะไร ผมถึงบอกว่าต้องมีการดำเนินคดี แต่ที่ไม่ได้ดำเนินคดีเพราะไม่ใช่รัฐบาลของตน แต่เป็นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไปบอกว่า กรณีที่เกิดเหตุดังกล่าวไม่ต้องไปสอบเพิ่ม แต่ให้เอาผิดตน กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ( ผอ.ศอฉ.ในขณะนั้น) เพียงสองคน ก็เลยมีการไปฟ้องศาลเช่นนั้น แต่ศาลก็บอกว่ามันไม่ใช่และยกฟ้อง ซึ่งนี่คือข้อเท็จจริง

ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 เม.ย.2553 คือมีการยิงอาวุธเข้าไปตอนค่ำจนกระทั่งทหารเสียชีวิต แต่ก็ยังไม่สามารถจับตัวคนที่ยิงได้ แม้จะมีการฟ้องแต่ก็จับไม่ได้ และเมื่อทหารเสียชีวิตก็มีคำสั่งให้ถอย พอทหารถอยก็มีการปะทะกันเกิดขึ้น และในเหตุการณ์ดังกล่าวก็มีมีนักข่าวญี่ปุ่นเสียชีวิต 1 คน เขาก็จ้างนักสืบมา ซึ่งนักสืบก็บอกว่าเหตุที่เสียชีวิต คือมีคนซึ่งไม่ทราบว่าฝ่ายใด ยิงเด็กที่โบกธงอยู่ในที่ชุมนุม แล้วพอมีเสียงปืนดังขึ้น ทหารที่อยู่แถวหลังก็ยิงสวนมาโดนนักข่าวญี่ปุ่น ลักษณะเป็นแบบนี้

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ช่างภาพพีพีทีวี
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

หรือกรณีการเสียชีวิตของ คุณพัน คำกอง ที่ศาลไต่สวนเสร็จแล้วนั้น ก็คือว่าพอหลังเกิดเหตุการร์วันที่ 10 เม.ย.2553 แล้ว เราก็บอกว่าเราต้องระมัดระวังไม่ให้มีการเข้าพื้นที่ที่มีการชุมนุม แล้วให้ปิดด่าน 4 ด้าน ไม่ให้ใครเข้าแต่เปิดให้คนออก ซึ่งก็ปรากฏว่าเหตุที่มีการเสียชีวิตระหว่าง 10 เม.ย. จนถึงต้นเดือน พ.ค. มาจากการที่มีกองกำลังมายิงกับทหารที่อยู่ที่ด่าน และมีผู้เสียชีวิต จะโดนลูกหลงหรืออะไรก็แล้วแต่ ถามว่าเราทำอะไร เราก็คิดต่อว่าพวกนี้อาวุธอยู่ที่ไหน คำตอบก็คืออยู่ที่หลังสวนลุมพินีวัน ซึ่งในวันสุดท้ายจึงมีการส่งทหารเข้าไปจัดการกับกองกำลังเหล่านี้ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการชุมนุมที่ราชประสงค์เลย อยู่แค่บริเวณหลังสวนลุมฯ พอจบเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วผู้ชุมนุมก็เลยขอเลิกการชุมนุม พอเลิกการชุมนุมตนก็ขอให้ทหารที่อยู่ 4 ด่าน ให้อยู่ในที่ตั้ง อย่าเข้าไป โดยเราจะขออำนวยความสะดวกให้คนเหล่านี้ไปอยู่ที่วัดปทุมฯ และจะรส่งกลับบ้าน แต่ก็เกิดเหตุการณ์เผาเซ็นทรัลเวิลด์ขึ้น รถดับเพลิงพยายามเข้าไปก็ถูกยิง ก็จึงมีการส่งกำลังไปคุ้มกันรถดับเพลิงแล้วก็เกิดเรื่องขึ้น

“เหตุทั้งหมดจากการติดตาม หรือดูแลในความรับผิดชอบของผมก็เป็นอย่างนี้ ถ้าคุณคิดว่ามันผิดก็ต้องว่ากันไป แต่สิง่หนึ่งที่ผมยืนยันได้ก็คือคำสั่งของผมชัดเจนคือให้หลีกเลี่ยงการสูญเสีย และผมไม่เคยหลีกหนีความรับผิดชอบในการทำเรื่องนี้ทั้งหมด มันเป็นเรื่องแปลกไหมครับ คนที่กล่าวหาว่าผมเป็นฆาตกร พร้อมที่จะยกมือนิรโทษกรรมให้ผม แต่ผมไม่ยอม ถ้าผมไม่บริสุทธิ์ใจทำไมผมไม่โดยสารไปเลย แล้วจะได้จบกันไป" นายอภิสิทธิกล่าว

ขณะที่นิสิตกลุ่มดังกล่าวก็บอกว่า ศาลก็ไม่ได้มีไว้ขังคนรวยหรือผู้มีอำนาจอยู่แล้ว ซึ่งด้วยความที่ประเทศไทย หลายอย่างไม่ได้เป็นไปตามที่ควรจะเป็น มันไม่ได้โปร่งใสอยู่แล้ว จึงไม่เชื่อมั่นในศาลไทย และการที่บอกว่าหลีกเลี่ยงการสูญเสียแล้วทำไมยังมีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 คน และผู้บาดเจ็บอีกกว่า 1 พันคน

ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ก็ตอบว่า สังเกตุหรือไม่ว่าเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์เดียวที่เจ้าหน้าที่รัฐถูกอาวุธสงครามยิงเสียชีวิต มีเหตุการณ์อื่นหรือไม่ที่เป็นแบบนี้ ดังนั้นในตอนนั้นจึงได้มีการชี้ว่า การชุมนุมไม่ได้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะการชุมนุมที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญต้องชุมนุมอโดยสงบปราศจากอาวุธ นี่คือความแตกต่างที่เหตุการณ์ปี 2553 ผู้บริหารจัดการจึงต้องเจอปัญหาที่ยากกว่าปัญหาอื่นเยอะ ซึ่งตนยืนยันเลยว่าถ้ามันไม่มีผู้ติดอาวุธอยู่เหตุการณ์ไม่มีทางลุกลามเป็นอย่างนั้นได้ ซึ่งข้อเท็จจริงตรงนี้ทุกคดีที่ตนพูดมาทั้งหมดยืนยันตรงกันว่ามันมีปัญหาว่าผู้ที่ติดอาวุธแฝงอยู่กับผู้ชุมนุม ซึ่งตนเข้าใจนิสิตที่ตั้งคำถาม และมองว่ากระบวนยุติธรรมไทยต้องมีการแก้ไข แต่ถามว่าถ้าจะกล่าวหาตนว่าตนสั่งฆ่า ก็ต้องมีหลักฐานที่มีความชัดเจนว่าคำสั่งใดของตน หรือการกระทำใดของตนที่มีเจตนาเช่นนั้น

นายอภิสิทธิ์ ยังบอกอีกว่า ที่บอกว่าไม่ประนีประนอมนั้น ก็ต้องบอกว่า ตนน่าจะเป็นนายกฯ คนเดียวที่เชิญผู้ชุมนุมมาเจรจา และถ่ายทอดทางโทรทัศน์ให้เห็นว่าปัญหาคืออะไร แล้วเมื่อเหตุการร์เกิดขึ้น ตนก็เสนอฝ่ายเดียวว่าถ้าผู้ชุมนุมหยุด ตนจะยุบสภาให้ กำหนดวันที่แน่นอน ซึ่งไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องที่ตนดื้อดึงว่ายังไงจะต้องอยู่ และจะกำจัดผู้ชุมนุมไม่ใช่อย่างนั้น  แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องดูแลความสงบเรียบร้อย ซึ่งตอนนั้นคนที่อยู่ในบริเวณที่ชุมนุมก็ได้รับความเดือดร้อนสูงมาก ผู้ชุมนุมมีการบุก รพ.จุฬา เป็นต้น

หลังจากนั้นกลุ่มนิสิตดังกล่าวยังคงถามหาความรับผิดชอบของนายอภิสิทธิ์อีกครั้ง และบอกว่าต้องการความยุติธรรมให้คนตายเพราะผ่านมา 15 ปีแล้ว ซึ่งนายอภิสิทธิ์ก็ได้อธิบายคล้ายกับที่อธิบายไปในข้างต้นว่า ตนก็ได้เข้าสู่กระบวนการ ทั้งศาล และองค์กรตรวจสอบอื่นๆ ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ แต่หากบอกว่าไม่เชื่อมั่นศาล แล้วสุดท้ายใครจะต้องเป็นคนตัดสินที่ทำให้เราจะเชื่อถือได้ ซึ่งไม่ใช่แค่คดีเดียว แต่มีหลายองค์กรสอบ แล้วผลสอดคล้องกันหมดเพียงแต่ไม่ตรงกับความเชื่อของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งก็มีสิทธิจะเชื่อ ซึ่งตนก็ไม่รู้จะทำไง ถ้าบอกว่าศาลตัดสินออกมายังไง คุณก็ไม่เชื่อตราบเท่าที่ตัดสินไม่ตรงกับความเชื่อคุณ แล้วความยุติธรรมอยู่ที่ไหน

จากนั้นนิสิตกลุ่มดังกล่าวถามว่า ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปจากบทเรียน เรื่องการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงมีข้อเสนอจะผลักดันการปฏิรูปศาล ปฏิรูปกองทัพเพื่อไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นอีกหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ตนพร้อมจะทำอยู่แล้วคือคดีที่ค้างอยู่ต้องเดินต่อตามกระบวนการ เพราะอายุความยังไม่หมด และตนก็ไม่ได้ขัดขวางอยู่แล้ว ถ้าถึงจุดหนึ่งเขาบอกว่าตนผิดก็ต้องยอมรับผิด นี่คือหลักการ ส่วนเรื่องของกองทัพหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นก็มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุม คือพ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ซึ่งบางส่วนมองว่าจำกัดสิทธิ แต่เรื่องกฎการใช้กำลังต่างๆ ต้องปฏิบัติตามหลักสากล และกองทัพต้องอยู่ในบทบาทหน้าที่ของกองทัพ

จากนั้นนิสิตกลุ่มดังกล่าวได้ตั้งคำถามว่าทำไมถึงมีการเชิญนายอภิสิทธิ์มาบรรยายหัวข้อดังกล่าว เพราะคนบริหารนโยบายสาธารณะมีเยอะแยะ ทำไมถึงเอาคนมีคดีมา ซึ่งคำถามดังกล่าว ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ก็ได้ชี้แจงว่า นับนายกรัฐมนตรีที่เห็นว่าตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ได้อยู่ภายใต้ใคร นับตั้งแต่คุณทักษิณมามีใครที่เป็นนายกฯที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ใครหรือไม่ ทั้งนายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ หรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งก็มีช่วงหนึ่งที่นิสิตคนหนึ่งถามขึ้นว่า ที่พูดมานี้หมายถึงว่าอยู่ภายใต้ใคร? ซึ่ง ศ.ดร.ไชยันต์ ก็ตอบว่า อยู่ภายใต้ทักษิณ ซึ่งนิสิตคนดังกล่าวก็หัวเราะ พร้อมกับบอกว่า “โห วาทกรรม”

อย่างไรก็ตามในช่วงท้าย นายอภิสิทธิ์ ยืนยันกับกลุ่มนิสิตดังกล่าวว่า คดีสลายการชุมนุมที่เกี่ยวกับตนเองนั้นสิ้นสุดแล้ว ป.ป.ช.ก็ชี้ไปแล้ว นอกจากนั้นนายอภิสิทธิ์ ยังได้ตั้งคำถามกลับไปที่กลุ่มนิสิตดังกล่าวว่า "น้องเรียกร้องกับรัฐบาลที่ทำให้ กกปส. เสียชีวิตไหม น้องเรียกร้องกับรัฐบาลที่ทำให้พันธมิตรเสียชีวิตไหม"  ซึ่งนิสิตดังกล่าวตอบกลับมาว่า "ถ้าหนูจะเลือกเรียกร้องแล้ว คนอื่นก็มาเรียกร้องสิคะ"

นายอภิสิทธิ์ก็ได้ตอบกลับมาว่า "ก็ไม่เป็นไร ผมก็ถามเท่านั้นเอง ไม่เรียกร้อง ผมก็ไม่ว่าอะไร ผมเพียงแต่บอกว่า ของผมเป็นคนเดียวที่ขึ้นศาล ที่ป.ป.ช. ตรวจสอบ มีข้อยุติ แต่กรณีอื่นเป็นคำถามเยอะแยะ คนที่ตายเพียงแต่เขามีความเชื่อทางการเมืองไม่เหมือนกับน้อง เขาไม่มีความหมายใช่ไหม" นิสิตตอบว่า "ทุกชีวิตมีความหมาย" นายอภิสิทธิ์ตอบว่า "ถูกต้องครับก็ควรจะไปเรียกร้องบ้าง"

จากนั้นนิสิตตอบว่า "ไม่ต้องมาบอกให้หนูเรียกร้อง เพราะหนูเรียกร้องในสิ่งที่หนูเชื่อ ถ้าอยากให้เรียกร้องเรื่องนั้นคุณเรียกร้องเลย คุณให้คนที่ไปเป่านกหวีดกับคุณเรียกร้องเลย" ก่อนที่นายอภิสิทธิ์ จะตอบว่า "ผมกับ กปปส. ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน"

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

จับข่าวคุย

จับข่าวคุย

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ