ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สรุปผลการสำรวจเรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย เดือนธันวาคม 2568” โดยสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนธันวาคม 2568” จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,151 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 22–26 ธันวาคม 2568 พบว่า
กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนธันวาคม 2568 เฉลี่ย 3.87 คะแนน ลดลงจากเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งได้ 3.90 คะแนน
ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน ได้คะแนนเฉลี่ย 4.46 คะแนน ขณะที่ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและความโปร่งใส ได้คะแนนเฉลี่ย 3.39 คะแนน
เมื่อถามถึงการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างตั้งใจจะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ร้อยละ 78.38 และต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินนโยบาย ฟื้นฟูเศรษฐกิจ มากที่สุด ร้อยละ 34.11
ส่วนบุคคลที่กลุ่มตัวอย่างอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 26.55
เมื่อถามว่าทราบหรือไม่ว่า การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา 69 คน ไม่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ตอบว่า ทราบ ร้อยละ 62.72 และ ไม่ทราบ ร้อยละ 37.28
ดร.พรพรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนธันวาคม 2568 ลดลงเล็กน้อยหลังการยุบสภา สะท้อนให้เห็นถึงการเมืองที่กำลังเคลื่อนเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง
โดยประชาชนส่งสัญญาณชัดเจนว่าความหวังอยู่ที่ “เศรษฐกิจ” เนื่องจากปัญหาปากท้องยังบีบคั้นชีวิตประจำวัน และพรรคการเมืองใดที่สามารถเสนอทางออกที่จับต้องได้ แก้ไขได้จริง ไม่ใช่เพียงนโยบายเฉพาะหน้า ก็อาจได้เปรียบในสายตาผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ด้าน ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนธันวาคม 2568 มีเพียงไม่กี่ตัวชี้วัดที่ขยับเพิ่มขึ้น ได้แก่ “การมีส่วนร่วมของประชาชน” และ “สิทธิและเสรีภาพ”
โดยการขยับเพิ่มขึ้นดังกล่าวมิได้สะท้อนความสำเร็จของรัฐบาลเดิม หากแต่สะท้อนถึงการตื่นตัวของสังคมในช่วงหลังการยุบสภาและก่อนการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม การเมืองกำลังกลับมาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน ผ่านเวทีดีเบตและการถกเถียงในพื้นที่สาธารณะ ขณะเดียวกัน ตัวชี้วัดเกือบทั้งระบบกลับปรับลดลงพร้อมกัน ภาพรวมจึงสะท้อนว่าประชาชนเริ่มรับรู้ว่า “รัฐบาลเดิมกำลังเอาไม่อยู่” ต่ออำนาจนอกระบบและความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง นี่คือเหตุผลเชิงลึกที่ทำให้สังคมไทยกำลังมองหา “ผู้นำทางการเมืองชุดใหม่”
ทั้งนี้ แม้ประชาชนกว่าร้อยละ 78 จะตั้งใจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมองว่าเป็น เครื่องมือเพื่อเอาตัวรอดมากกว่าพิธีกรรมทางประชาธิปไตย เนื่องจากความต้องการอันดับต้นของประชาชนล้วนเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง ความปลอดภัย และปัญหาชายแดน สะท้อนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการโหวตจากความกังวล มากกว่าการโหวตจากอุดมการณ์
นอกจากนี้ ประชาชนเกือบหนึ่งในห้ายังลังเลต่อทางเลือกผู้นำ และที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ กว่าร้อยละ 37 ยังไม่ทราบว่าสมาชิกวุฒิสภาไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่าประชาชนจำนวนมากยังไม่เข้าใจบทบาทที่แท้จริงของสมาชิกวุฒิสภา และนี่คือภาพของ ประชาธิปไตยเชิงพิธีกรรม ที่ประชาชนยังเข้าไม่ถึงโครงสร้างอำนาจอย่างแท้จริง
ดังนั้น การเลือกตั้งปี 2569 จึงเป็นการทดสอบสำคัญว่า ระบบการเมืองไทยยังสามารถพาประเทศไปสู่ความมั่นคงได้จริงหรือไม่