นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวกรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิสิทธิ์ อดีตนักการเมืองออกมาโจมตีพรรคประชาชน โดยยืนยันว่า ถ้าติดตามท่าทีที่ผ่านมาตนให้ความเคารพกับการวิพากษ์วิจารณ์ของนายชูวิทย์เรื่อยมา ตั้งแต่ที่นายชูวิทย์ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ความผิดพลาด ในการโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งวันนั้นตนก็ได้โพสต์ขอบคุณข้อท้วงติง และเข้าใจถึงความผิดหวังเป็นอย่างดี
ต่อมานายชูวิทย์ยังออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง ตนได้ติดตามไปให้ความสำคัญกับสาระที่ได้วิพากษ์วิจารณ์มาตลอด ในตอนนั้นเข้าใจว่านายชูวิทย์วิพากษ์วิจารณ์ด้วยความปรารถนาดี และความผิดหวังส่วนตัว ตนไม่ติดใจอะไรแต่พอมาถึงบทความ "มีทหารไว้ทำไม" ที่ปรากฏข้อความว่ามีเทาไม่เหลือใคร โดยนายชูวิทย์ อ้างอิงถึงโพสต์ของเจ้ากรมการข่าวทหารบก ซึ่งกรณีดังกล่าวพรรคประชาชนก็ได้ชี้แจงต่อสาธารณะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงทำให้ตนสงสัยเป็นอย่างมากว่าเหตุใดนายชูวิทย์ยังกระจายข่าวในเรื่องนี้ไม่หยุด การที่นายชูวิทย์จะมีอคติกับพรรคประชาชนก็เป็นเรื่องปกติ ตนยอมรับได้เพราะเป็นเรื่องที่ปุถุชนคนทั่วไปมีกันได้อยู่แล้ว จะบังคับให้นายชูวิทย์มาชอบพรรคเดียวกันกับตนก็คงไม่ได้ มนุษย์ทุกคนมีอคติทั้งนั้น
สิ่งที่ทำให้ตนไม่สามารถยอมรับการกระทำของนายชูวิทย์ได้อีกต่อไป และไม่เชื่อว่ากระทำลงไปด้วยอคติส่วนตัวแต่เป็นการไตร่ตรองเอาไว้ก่อนและเล็งเห็นผลที่จะเกิดขึ้น นั่นคือการพยายามตีฟูวาทกรรมพรรคส้มผสมน้ำเงิน โดยพยายามที่จะจับคู่พรรคประชาชนกับอีกพรรคหนึ่งให้ได้ ทั้ง ๆ ที่หัวหน้าพรรคได้พูดไว้อย่างชัดเจนว่าพรรคประชาชนจะไม่โหวตให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีอีกเป็นอันขาด ซึ่งตนเชื่อว่า ประสบการณ์ของนายชูวิทย์รับฟัง และรู้ถึงความชัดเจนนี้แล้วรู้อยู่แก่ใจแต่ก็ยังคงกระพือข่าวจับคู่ลักษณะนี้อยู่ เพื่อมุ่งหมายที่จะสร้างผลกระทบเชิงลบให้กับพรรคประชาชน
ลามมาถึงบทความล่าสุด สงครามสั่งสอนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่สามารถยอมรับการกระทำของนายชูวิทย์ได้อีก เพราะสิ่งที่นายชูวิทย์นำมาเผยแพร่เป็นการนำข้อมูลมาจับแพะชนแกะ และใช้จินตนาการส่วนตัวกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีพรรคประชาชนดื้อ ๆ ว่าพรรคประชาชน มีข้อตกลงร่วมกับพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ที่จะให้เป็นรองนายกรัฐมนตรี
" เป็นการกล่าวหาที่ผมยืนยันว่า เป็นเรื่องเหลวไหลไม่มีข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ทำให้ผมต้องตั้งคำถามกลับกับคุณชูวิทย์ที่ผมมักจะเรียกว่าพี่ชูวิทย์เสมอว่า ทำไมท่าทีในระยะหลังของคุณชูวิทย์ที่พยายามโจมตีพรรคประชาชน มันเป็นเพราะอะไร มันมีความเกี่ยวข้องกับนายทหารคนหนึ่ง ที่เป็นเพื่อนรักของคุณชูวิทย์ มีภาพถ่ายกอดคอสนิทสนมกับชาวต่างชาติอดีตที่ปรึกษา ฮุน เซน ที่ถูกสังคม สันนิษฐานว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์หรือไม่ " นายวิโรจน์ กล่าว
นายวิโรจน์ ยังกล่าวว่า ตนอยากจะฝากถึงนายชูวิทย์ว่า ถ้าตนจะทำแบบที่นายชูวิทย์ทำ โดยการเอาภาพถ่ายดังกล่าวนั้น มาประกอบกับภาพถ่ายอื่น ๆ ที่นายชูวิทย์เคยร่วมเฟรมหรือถ่ายภาพร่วมกันกับนายทหารเพื่อนซี้คนนั้น และการนำกรณีที่นายทหารเพื่อนซี้คนนั้นพ้นจากตำแหน่งสำคัญ มาสร้างเรื่องตำแหน่งสำคัญ ใส่ร้ายนายชูวิทย์ตนก็ทำได้ จินตนาการเพื่อใส่ร้ายนายชูวิทย์และเพื่อนซี้คนนั้นตนก็ทำเป็น แต่ไม่ทำ เพราะทั้งหมดนี้ตนยังมีมโนธรรม และมีความเคารพต่อนายชูวิทย์เสมอ
ทราบดีว่าตนไม่สามารถห้ามนายชูวิทย์ได้ เข้าใจว่าช่วงบ่ายนายชูวิทย์จะแถลงข่าวอีก มั่นใจว่าจะแถลงข่าวไปเรื่อยๆ และคงจะปั้นเรื่องเอาข้อมูลนั้นนี้ จริงบ้าง เท็จบ้างผสมกันไป แล้วเสริมเติมจินตนาการในการใส่ร้ายพรรคประชาชนเรื่อยไป รวมถึงตอบโต้ตนด้วย ก็คงให้นายชูวิทย์ทำไป
" สิ่งที่ผมทำได้ในตอนนี้คือ การทำให้สังคมตระหนักและตั้งคำถามกลับไปยังคุณชูวิทย์ว่า ทั้งหมดนี้คุณชูวิทย์ทำไปเพื่ออะไร และพรรคการเมืองไหนที่ได้ประโยชน์จากการกระทำของคุณชูวิทย์ เพื่อให้สังคมได้ใช้วิจารณญาณต่อการกระทำของคุณชูวิทย์ และพิจารณาเองว่าควรให้คุณค่ากับจินตนาการของคุณชูวิทย์อีกต่อไปหรือไม่ ผมเรียนตรง ๆ แบบนี้ว่า คนที่เคยเกลียดกัญชาเข้าไส้ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนมาเป็นผู้เสพติดกัญชางอมแงมไม่ได้ " นายวิโรจน์ กล่าว
เมื่อถามว่าเรื่องนี้มองเป็นการรับงานได้หรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนไม่อยากจะกล่าวหาแต่มันเกินจุดที่จะระบุว่า เป็นอคติส่วนตัว หรือเป็นการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตไปแล้ว ซึ่งตนเชื่อว่านายชูวิทย์น่าจะไตร่ตรองและเห็นผลไว้ก่อน ส่วนจะรับงานหรือไม่ตนยังไม่อยากกล่าวหา ในเมื่อนายชูวิทย์ชอบกล่าวหาคนอื่น ตนก็ไม่อยากจะกล่าวหา ถ้าตนจะกล่าวหาแบบนายชูวิทย์เอาเรื่องจริงบ้าง เท็จบ้างมาปะติดปะต่อ คุณศรีเอาเรื่องเพื่อนทหารคนซี้ที่ไปกอดคอกับชาวต่างชาติแล้วสร้างเรื่องต่อ เอามากล่าวหาบ้าง ตนก็ทำได้แต่ตนไม่ทำเพราะมีมโนธรรมส่วนตัว และเคารพนายชูวิทย์
เมื่อถามว่านายทหารคนดังกล่าวมีนัยยะอะไรหรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่าเรารู้อยู่แล้วถึงอิทธิพลทางการเมืองและอิทธิพลทางสังคม ตำแหน่งแห่งที่ของนายทหารคนนั้นว่ามีอิทธิพลมากขนาดไหน เขาเคยดำรงตำแหน่งสูงสุดในกองทัพ และยังมีตำแหน่งหลังเกษียณอายุราชการอีกด้วย และถ้ามีภาพกอดคอในลักษณะที่สนิท ซึ่งไม่ใช่ที่สาธารณะแต่เป็นหลักสูตรที่ไปกอดคอกัน ตนคิดว่าประชาชนก็สามารถจะจินตนาการได้ตามสมควร ว่าคนไม่สนิททำไมถึงไปกอดคอกันได้ สามารถให้ผลประโยชน์อะไรกับชาวต่างชาติคนนั้นหรือไม่ และชาวต่างชาติคนนั้นก็มีข้อสันนิษฐานว่าเป็นที่ปรึกษาของสมเด็จ ฮุน เซน รวมถึงอาจจะเข้าไปยุ่งกับสแกมเมอร์ และเครือข่ายฟอกเงิน ซึ่งก็โยงใยไปเรื่อยเปื่อยได้หมดแต่ตนก็ไม่อยากทำ
ส่วนกรณีที่นายชูวิทย์ระบุว่า โจมตีพรรคประชาชนเพราะ สส.ของพรรคไปโหวตให้กับพรรคภูมิใจไทย นายวิโรจน์ กล่าวว่า การวิจารณ์ของนายชูวิทย์ในช่วงแรกตนไม่ติดใจ ตนยังไปขอบคุณเลยด้วยซ้ำ เพราะบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดา สส. ในพรรคจำนวนหนึ่งก็รู้สึกไม่ต่างอะไรกับนายชูวิทย์ แต่ก็เคารพมติของพรรค ทุกคนเข้าใจการวิพากษ์วิจารณ์ของนายชูวิทย์
“จริง ๆ แล้วการสั่งสอน หรือการด่า ต่อให้พี่ชูวิทย์ด่า แต่ถ้าเป็นไปด้วยเจตนาสุจริตหรืออคติก็ได้ พูดง่ายๆ คือโกรธ ไม่พอใจผมก็น้อมรับอยู่แล้ว แต่หลังๆ ผมรู้ว่าคุณชูวิทย์ก็รู้อยู่แก่ใจในการโยงจับคู่บ้าง อย่างล่าสุดที่ผม คิดว่ามั่วที่สุดคือการบอกว่าเรามีข้อตกลงกับพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่าจะให้ ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ผมถามจริงๆ มนุษย์คนหนึ่งเอาเรื่องจริงบ้าง เท็จบ้าง มาปะติดปะต่อทำให้ประชาชนคอยตาม จากนั้นเอามโนส่วนตัว จินตนาการส่วนตัวมาด้นต่อไปกล่าวหาใส่ร้ายไปเลย และผลักภาระในการพิสูจน์ให้กับคนที่ถูกกล่าวหา พฤติกรรมแบบนี้สมควรหรือไม่ อย่างนั้นก็ต้องตอบมาสิ ดีลกับพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์หลักฐานคืออะไร? ” นายวิโรจน์ กล่าว
นายวิโรจน์ ถามกลับว่า ถ้าตนเอาภาพนายทหารที่ไปกอดคอกับชาวต่างชาติ แล้วกล่าวหาใส่ร้ายว่านายชูวิทย์กับทหารคนนั้นไปร่วมกันทำอย่างนั้นอย่างนี้ ถามว่าถูกหรือไม่ ก็ไม่ถูก การมโนปฏิบัติต่อคือเทคนิคที่นายชูวิทย์ใช้ ซึ่งตนเข้าใจว่าเดี๋ยวบ่ายสองวันนี้ก็จะมาโต้ตนอีก และเปิดแถลงข่าวรายวันเหมือนที่เคยทำกับพรรคภูมิใจไทย ตนคงไม่เสียเวลาทำอะไรแบบนายชูวิทย์ เราคงไม่เสียเวลากับนายชูวิทย์ แต่จะแถลงข่าวให้ประชาชนได้ตระหนัก ถ้าประชาชนรู้ว่านายชูวิทย์ทำแล้วพรรคไหนได้ประโยชน์มีข้อมูลจากการมโนหรือไม่ ถ้าไม่มีประชาชนจะวิจารณ์และไม่ให้ค่ากับสิ่งที่นายชูวิทย์ทำ
เมื่อถามว่านายชูวิทย์ระบุว่า ได้ข้อมูลทั้งหมดมาจากพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ นายวิโรจน์ถามกลับทันทีว่า มีหลักฐานอะไรว่านายชูวิทย์ฟังมาจากพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ และพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ยอมรับหรือไม่
“ ผมทำแบบพี่ชูวิทย์ได้บ้างหรือไม่ ไปฟังจากแม่ค้าขายข้าวแกงหน้าบ้านแกว่า แกไปล่มหัวจมท้ายกับนายทหาร เพื่อนซี้ของแก เรื่องสมมตินะ ไปหาผลประโยชน์เรื่องสถานบันเทิงแล้วมันแฟร์กับพี่ชูวิทย์หรือไม่ ถ้าผมทำแบบนั้น ไม่แฟร์เลย ผมแย่งมีดจากพี่ชูวิทย์แทน ผมก็ไม่อยากให้มีดนั้นไปไล่แทงพี่ชูวิทย์ ส่วนพี่ชูวิทย์จะมีค่าในการแถลงแค่ไหนเดี๋ยวรอบ่ายสอง ผมก็ยังเคารพแกเหมือนเดิม แต่เรื่องทางกฎหมายพรรคก็ต้องดำเนินการด้วยเช่นกันเพราะเกินจุดไปแล้ว “ นายชูวิทย์ กล่าว
เมื่อถามว่าข้อมูลตั๋วช้างนายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน ไม่ได้ได้มาจากพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ใช่หรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า คงได้มาจากหลายแหล่ง เราเองก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าข้อมูลได้มาจากแหล่งไหน ต้องยอมรับว่ามีข้าราชการที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ส่งข้อมูลให้เราหลากหลาย บางข้อมูลส่งมาแบบนิรนามด้วยซ้ำไป เราก็ใช้วิธีการสอบเทียบ ว่าตรงกันหรือไม่ ข้อมูลไหนที่เป็นการใส่ร้ายก็ตัดออก ซึ่งข้าราชการก็ไว้ใจพรรคประชาชน เพราะพรรคประชาชนไม่เคยเอาข้อมูลมาหากินหรือตบทรัพย์
“ดีลว่าจะให้รองนายกรัฐมนตรี ผมฟังแล้วผมหัวเราะเลย ผมปิดทีวีเลย สร้างเรื่องอย่างนั้นทำไมไม่สร้างเรื่อง ว่าผมดีลกับพลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ เลยละทำไมต้องเป็นพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล เพราะพลเอกอภิรัชต์ เกลียดคนหนักแผ่นดินที่สุด คำพูดพวกฟอกเงินก็หนักแผ่นดินจริงๆ ถ้าจะดีลกับพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ดีลกับ พลเอกอภิรัชต์ดีกว่า “ นายวิโรจน์ กล่าว
เมื่อถามว่าจะฟ้องอะไรนายชูวิทย์บ้าง นายวิโรจน์ กล่าวว่า คงฟ้องเรื่องการผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่คงไม่ฟ้องเรียกค่าเสียหาย
“เราไม่อยากให้พี่ชูวิทย์หยุดวิพากษ์วิจารณ์ เราอยากให้วิพากษ์วิจารณ์เหมือนเดิม เป็นพี่ชูวิทย์เหมือนเดิม ที่ด่าอะไรผมรับฟังเสมอ แม้จะมีคำหยาบผมก็ทนได้ บางครั้งเราฟังอคติของคนแล้ว ตัดอคติออกมันก็ได้สาระ แต่หลังๆ เป็นข้อมูลอันเป็นเท็จใส่ร้ายป้ายสีกัน อยากให้พี่ชูวิทย์ไตร่ตรองเสียหน่อย อยากให้ประชาชนคิดตามว่าพรรคไหนได้ประโยชน์“ นายวิโรจน์ กล่าว