จากกรณีการปะทะคารมกันบนโลกโซเชียลระหว่างเจ้ากรมข่าวทหารบกกับพรรคประชาชน เรื่อง “ทหารมีไว้ทำไม?”
เจ้ากรมข่าวทหารบกโพสต์ในเฟซบุ๊กว่า “วาทกรรมด้อยค่าต่าง ๆ ที่บั่นทอนความรู้สึกทหารทั้งกองทัพ โดยพยายามอธิบายว่าหมายถึงนายพลบ้าง หมายถึงทหารไม่ดีบ้าง แล้วทหารที่เหลือเขาต้องมานั่งยอมให้นักการเมือง ด้อม ติ่ง มาใช้วาทกรรมด้อยค่าพวกเขา ปรามาสกองทัพว่ารบที่ไหนก็แพ้ วันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าเราทำหน้าที่กันสมบูรณ์แบบ มีใครขอโทษหรือเปลี่ยนวาทกรรมที่ดูถูกปรามาสกองทัพไปบ้างหรือยัง หรือจะปล่อยให้เงียบไปกับสายลม”
นอกจากนั้นยังพูดอีกว่า “การใช้คำพูดที่สร้างความแตกแยกขึ้นในกองทัพเป็นสิ่งที่ต้องเคลียร์กัน ทหารไปรบคราวนี้มีตั้งแต่พลทหารยันนายพล ถ้าถามว่านายพลนายพันตายบ้างรึยัง? คำตอบคือ ผู้จัดการไปเดินขายของเป็นฝ่ายการตลาดเองมั้ย? การออกไปทำหน้าที่ ทุกคนมีหน้าที่ต่างกัน ตายแทนกันได้ เราต้องการความเชื่อใจกัน การรบที่ผ่านมาทั้ง 2 ยุทธการ และ 2 ยุทธบริเวณนั้น คนที่ผ่านมาจะเข้าใจดีว่าแนวหน้าทำงานกันอย่างไร เราไม่ทิ้งกันอย่างไร เพราะความแตกแยกในกองทัพคืออันตรายอย่างยิ่งต่อการทำภารกิจต่าง ๆ”
ทำให้ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ออกมาโพสต์วิเคราะห์ ระบุว่า นั่นคือคำพูดของ พล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก ที่สื่อถึงความรู้สึกจากประโยค “ทหารมีไว้ทำไม?”
ส่วน รังสิมันต์ โรม แห่งพรรคประชาชน ตอบโต้ทันที เพราะอยู่ในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง โดยบอกว่า “พรรคประชาชนไม่เคยเหมารวม แต่ต้องย้ำให้ชัดเจนว่า กองทัพมีไว้เพื่อป้องกันประเทศ ไม่ใช่ให้ใครนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว คนที่ก่อรัฐประหารร่ำรวยขึ้น เครือข่ายมั่งคั่ง ชีวิตสุขสบาย ขณะที่ประเทศจมอยู่กับการคอร์รัปชั่นและการทุจริต สภาพเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่เราควรยอมรับหรือปล่อยให้เกิดขึ้นอีกต่อไป เราเกลียดรัฐประหาร แต่เราไม่เคยเกลียดกองทัพ ดังนั้นขอให้หยุดปลุกปั่น สร้างความเข้าใจผิด และยุติปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่มุ่งด้อยค่าพรรคประชาชนได้แล้ว”
นายชูวิทย์บอกว่า พรรคประชาชนกำลังย้อนพบกับ ”วาทกรรมนโยบาย” ที่เคยหาเสียงไว้
ในภาวะสงครามชายแดน ไทย-เขมร และกระแส “ชาตินิยม” ที่ยังไม่จางหายจากความรู้สึกของประชาชน ยิ่งเป็นช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย จึงมีความพยายามของพรรคส้มในการชี้แจงจาก “ไอซ์ รักชนก” ในแนวทางเดียวกับธนาธรว่า “มีทหารไว้รบ ไม่ใช่ไปตัดหญ้า ซักกางเกงในให้เมียนายพล”
แต่นายชูวิทย์มองว่า วลีต่าง ๆ ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างพรรคส้มกับทหารหนักไปอีก ทั้งนี้เพราะนโยบายของพรรคส้มในการ “รื้อโครงสร้างระบบการเมือง กองทัพ นายทุน“ เป็นเรื่องใหญ่ที่นำเสนอต่อสังคมจากบรรดาอาจารย์ นักวิชาการ ผ่านนักการเมืองในการหาเสียงเลือกตั้ง จนทำให้ได้รับคะแนนล้นหลามในการเลือกตั้งที่ผ่านมา
ธนาธร ผู้นำจิตวิญญาณบอกว่า “เลือกตั้งรอบนี้ ขอโอกาสเราเป็นพรรคหลักในการเมืองพรรคเดียว ถ้าเราทำไม่ได้ 4 ปี ข้างหน้าท่านไม่ต้องเลือกเราอีกเลย”
นายชูวิทย์บอกว่า สำหรับประชาชนที่กำลังตัดสินใจ ไม่สามารถเอาประเทศเป็นเดิมพันให้ลองได้ มันไม่ใช่บริษัทจำกัดที่ให้คนมาลองงาน หากทำไม่ดี 4 เดือน เลิกจ้างให้ออก คุณธนาธรเอาไปบอกผู้ถือหุ้นบริษัทได้ แต่กับประเทศชาติมันไม่ใช่ หากจะคิดแบบเดียวกันได้ประชาชนต้องมั่นใจ เชื่อใจ ไว้วางใจ ไม่ใช่ที่ทดลองงานสำหรับมือใหม่ หากไม่ดีก็จะไป ไม่ต้องเลือกอีก “บริษัท ผลกำไรคือเงิน แต่ประเทศชาติ ผลกำไรคือความมั่นคง”
นายชูวิทย์เชื่อว่า ประชาชนเลือกความมั่นคง หรือหากให้ประชาชนเลือก “พรรคที่ต้องไปเสี่ยงดวงกับทหาร” ยังไงประชาชนก็ต้องเลือกทหาร แต่มันไม่ได้มี “พรรคทหาร” ให้ประชาชนเลือก
ทหารเป็นสถาบันที่อยู่กับประเทศตลอดไป จึงไม่ใช่คู่แข่งของพรรคส้มแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกับพรรคการเมือง ที่มีอยู่และสลายไปตามกาลเวลาสถานการณ์ หากตนเป็นพรรคส้มจะเลือกเงียบ ไม่ไปตอบโต้ทหารในภาวการณ์นี้ เพราะมันมีแต่เสียกับเสีย หาเสียงเอาพองาม นำเสนอเรื่องปากท้องประจำวันของคนที่เดือดร้อนดีกว่า อย่าไปตอบโต้ทุกเรื่องเหมือนฝ่ายค้านในสภา มันจะเข้าตัวเอานะ
นายชูวิทย์บอกว่า บางเรื่องต้องยอมรับ เพื่อเดินต่อไปยังเป้าหมายข้างหน้า พรรคส้มพูดว่าจะทำ “การเมืองใหม่” แต่ยังใช้วิธีของ “การเมืองเก่า” อยู่ เรื่องที่อันตรายต่อความขัดแย้งของคนในสังคมไทย อย่าไปทำเลย เดี๋ยวจะไม่ได้เป็นรัฐบาลอีก