ภาคเอกชนไทย ร่วมกันจัดตั้ง คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งปัญหานี้ไม่ใช่เพียงปัญหาธรรมาภิบาล แต่เป็นอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
สำหรับคณะทำงานดังกล่าว ประกอบด้วย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เป็นแกนหลัก ทำหน้าที่รวบรวมข้อเสนอจากภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม
เพื่อนำไปพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในระดับโครงสร้าง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจและการเมืองที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนและภาคธุรกิจต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองนักการเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2569 ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
ผลสำรวจประชาชนและภาคธุรกิจ 4,814 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2568 – 12 มกราคม 2569 พบว่า ร้อยละ 77 เห็นว่าปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยมีความรุนแรงมาก ร้อยละ 11 รุนแรงปานกลาง และร้อยละ 12 ไม่ค่อยรุนแรง
ผลสำรวจร้อยละ 58.7 ยังระบุว่า จะไม่เลือกพรรคการเมืองที่ไม่มีนโยบายในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะไม่มีความโปร่งใส ซื่อสัตย์ตั้งแต่ต้น และหากเข้ามาบริหารประเทศ อาจตั้งใจกอบโกยผลประโยชน์ของประเทศ ส่วนร้อยละ 41.3 จะยังคงเลือกพรรคการเมือง โดยดูจากนโยบายอื่นที่มีประโยชน์แก่ประชาชน ความน่าเชื่อถือ รวมถึงผลงานที่ผ่านมา
เมื่อสอบถามถึงปัญหาสำคัญของประเทศที่จะต้องแก้ไขมากที่สุด ในส่วนของกลุ่มประชาชน ร้อยละ 18.9 ต้องการให้เร่งแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 17.9 ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และร้อยละ 13.4 คุณภาพชีวิตของประชาชน
เช่นเดียวกับภาคธุรกิจ ร้อยละ 37 เห็นว่า ด้านเศรษฐกิจ เป็นปัญหาสำคัญของประเทศที่ต้องแก้ไขมากที่สุด ร้อยละ 22 ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน และร้อยละ 13.9 ด้านการศึกษา
เมื่อถามถึงสิ่งที่เบื่อหน่านยหรือกังวลกับพฤติกรรมใดของนักการเมืองหรือพรรคการเมืองมากที่สุด ในกลุ่มประชาชน ร้อยละ 21.6 เห็นว่า “ดีแต่พูด” นโยบายต้านโกงมีไว้แค่หาเสียง พอเป็นรัฐบาลก็เงียบหาย ร้อยละ 18.7 “รัฐมนตรีสีเทา” คนมีมลทิน มีประวัติไม่โปร่งใส ร้อยละ 17.4 “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ใช้อำนาจเอื้อธุรกิจกับพวกพ้อง ส่วนภาคธุรกิจ ร้อยละ 27.6% เบื่อหน่ายกับรัฐมนตรีสีเทา ร้ยอละ 20 เรื่องดีแต่พูด และร้อยละ 16.7 เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
ในการสำรวจครั้งนี้ ยังสอบถามด้วยว่า การเลือกตั้ง 2569 จะมีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในระดับใด โดยร้อยละ 42 เชื่อว่า จะซื้อสิทธิ์ขายเสียงจำนวนมาก ร้อยละ 19 ปานกลาง ร้อยละ 32 เชื่อว่าน้อย และร้อยละ 7 ไม่แน่ใจ
การสำรวจยังถามว่า ถ้ามีการจ่ายเงินซื้อเสียงจะรับหรือไม่ ร้อยละ 69 ระบุว่าไม่รับ ร้อยละ 18 รับ และร้อยละ 13 ไม่แน่ใจ
เมื่อถามว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ซื้อเสียงราคาเท่าไร ผลสำรวจระบุรายละเอียด ดังนี้
กทม.และปริมณฑล ซื้อเสียงต่ำสุด 100 บาท ซื้อเสียงสูงสุด 7,500 บาท ซื้อเสียงโดยเฉลี่ย 1,169.84 บาท
ภาคกลาง ซื้อเสียงต่ำสุด 100 บาท ซื้อเสียงสูงสุด 5,000 บาท ซื้อเสียงโดยเฉลี่ย 855.90 บาท
ภาคตะวันออก ซื้อเสียงต่ำสุด 200 บาท ซื้อเสียงสูงสุด 3,000 บาท ซื้อเสียงโดยเฉลี่ย 842.16 บาท
ภาคเหนือ ซื้อเสียงต่ำสุด 100 บาท ซื้อเสียงสูงสุด 5,000 บาท ซื้อเสียงโดยเฉลี่ย 1,076.80 บาท
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซื้อเสียงต่ำสุด 100 บาท ซื้อเสียงสูงสุด 5,000 บาท ซื้อเสียงโดยเฉลี่ย 869.49 บาท
ภาคใต้ ซื้อเสียงต่ำสุด 200 บาท ซื้อเสียงสูงสุด 5,000 บาท ซื้อเสียงโดยเฉลี่ย 872.74 บาท
ล่าสุด นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เปิดเผยเกี่ยวกับประเด็นเดียวกันว่า กกต. รับทราบข้อมูลและมีมาตรการป้องกันและป้องปรามอยู่แล้วไม่ให้เกิดขึ้นได้ แม้จะไม่ทราบจำนวนเงินที่แน่ชัด แต่ถือเป็นหน้าที่ของ กกต. ที่ต้องทำให้เรื่องนี้ไม่มีนัยสำคัญต่อผลการลงคะแนน หรือเป็นเงื่อนไขที่จะชนะเลือกตั้งได้